โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“ศุลกากร” ทุบ “ทุนจีน” รีดภาษีค้าออนไลน์ ไล่บี้สินค้าห่วยถล่ม “ไทย”

อีจัน

อัพเดต 09 พ.ย. 2568 เวลา 07.36 น. • เผยแพร่ 09 พ.ย. 2568 เวลา 00.26 น. • อีจัน

จากการเข้ามาทำธุรกิจของแพลตฟอร์มออนไลน์ในไทยช่วง 13 ปีทีผ่านมา ได้ก่อให้เกิดปัญหาอย่างมากมายกับเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะการใช้กลยุทธ์ดัมพ์ราคา ลดราคาสินค้าให้ถูกกว่าสินค้าที่ผลิตภายในประเทศไทย เพื่อให้เกิดแรงจูงใจกับผู้บริโภคให้หันมาซื้อสินค้าจากแพลตฟอร์มนั้น จนทำให้เกิดผลลบต่อเศรษฐกิจของประเทศ ภาพที่เห็นในขณะนี้คือ สภาพของร้านค้าห้องแถวที่ต้องปิดตัวลงอย่างถาวร ห่วงโซ่ของภาคธุรกิจไทยที่เคยคึกคัก ตกไปอยู่ในมือแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างชาติ

ขณะที่ ผู้ผลิตในประเทศเอง ก็ไม่สามารถแข่งทางด้านราคากับผู้ผลิตต่างประเทศ ที่มีการผลิตแบบ Economies of seale คือ การผลิตที่มีต้นทุนเฉลี่ยลดลงเมื่อเทียบกับปริมาณการผลิตจำนวนมาก ทำให้ผู้ผลิตไทย ต้องปิดโรง งานหนีตาย ห่วงโซ่ธุรกิจขาดช่วง ขาดทั้งผู้ผลิตและผู้ค้าส่ง-ค้าปลีก ประเด็นนี้ จึงเป็นเรื่องใหญ่ที่ถกเถียงกันมานานมาก และแม้จะมีการแก้ไข แต่ที่ผ่านมา รัฐบาลทำได้เพียงออกกฎเกณฑ์เข้มงวดการตรวจสินค้านำเข้า ณ ด่านศุลกากร ทั้งการสำแดงพิกัดภาษี การมีมาตรฐานสินค้า (มอก.) และใบอนุญาต (อย.)

ขณะเดียวกัน ยังได้มีการตรวจสอบผู้ประกอบการแพลตฟอร์มออนไลน์ ให้ปฏิบัติตามกฎหมายไทย เพื่อป้องกันการใช้ “นอมินี” โดยกำหนดให้ผู้ถือหุ้นไทยแสดงหลักฐานการเงินจากธนาคาร รวมถึงการปรับปรุงกฎระเบียบให้ทันการค้าอนาคต พร้อมๆ กับเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) กับสินค้าที่มีมูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาท

ปัญหาดังกล่าว ได้ถูกมองข้ามมาเป็นระยะเวลานาน เนื่องจากอิทธิพลสินค้าจีนที่มีต่อประเทศไทย มีผลกระทบต่อการเมือง เศรษฐกิจและสังคม อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ทำให้ผู้บริหารประเทศใช้ทางอ้อมในการแก้ไขปัญหา และขาดความจริงจัง จนกระทั่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่งตั้ง “พันธ์ทอง ลอยกุลนันท์” เป็นอธิบดีกรมศุลกากร ในฐานะที่เป็นลูกหม้อให้เข้ามาแก้ปัญหาเรื่องนี้ อย่างจริงจัง

โดย “พันธ์ทอง” อธิบดีกรมศุลกากรป้ายแดง ได้ประกาศ 3 เรื่องใหญ่ ประกอบด้วย 1.Trade Enabler หรือการใช้มาตรการทางศุลกากรเพื่อกระตุ้นให้เกิดการค้า 2.Social Protector หรือการปกป้องสังคมจากสินค้าผิดกฎหมาย 3.Revenue Collector หรือการจัดเก็บรายได้ของรัฐอย่างเป็นธรรม “ทีมเศรษฐกิจ อีจัน” ได้จับประเด็นสำคัญในการทำงานศุลกากรยุคใหม่ เพื่อล้างมลทินการทุจริตคอรัปชั่นมาเป็นหน่วยงานที่มีความโปร่งใส และพร้อมให้บริการประชาชนเต็ม 100%

พันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร

ลุยภารกิจรีดภาษีสินค้าออนไลน์

การเปลี่ยนผ่านของกรมศุลกากรครั้งนี้ เปรียบเสมือนการปรับบทบาทของ “ยามรักษาประตู” ให้กลายเป็น ผู้จัดการจราจรที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น แทนที่จะตรวจค้นทุกคนอย่างละเอียดจนทำให้เกิดความล่าช้า (Transaction Base/Red Line) ก็หันมาใช้ระบบที่สามารถระบุตัวบุคคลที่น่าสงสัย (Entity Base) ได้อย่างแม่นยำ ทำให้ผู้ประกอบการที่ซื่อสัตย์สามารถผ่านเข้าออกได้อย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาความปลอดภัยและป้องกันสิ่งผิดกฎหมายได้อย่างเข้มงวดและมีประสิทธิภาพมากขึ้น” อธิบดีกรมศุลกากร เปิดฉากแรกในระหว่างการแถลงข่าว “Customs Quick Big Win”

ศุลกากรเตรียมที่จะเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากแพลตฟอร์ม ที่มีมูลค่าตั้งแต่ 1 บาทขึ้นไป โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 หลังจากก่อนหน้านี้ กรมศุลฯ ทำได้เพียงแค่เก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) 7% เท่านั้น ซึ่งการจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าดังกล่าว จะทำให้ผู้ประกอบการไทยแข่งขันทางด้านราคา กับแพลตฟอร์มต่างชาติได้ เพราะจะเสียอย่างยุติธรรม และเท่าเทียมกัน

อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวว่า การจัดเก็บภาษีนี้ กรมไม่ต้องแก้กฎหมายเพิ่มเติม เพราะก่อนหน้านี้ กรมมีประกาศยกเว้นภาษีนำเข้าสินค้าที่ต่ำกว่า 1,500 บาทอยู่แล้ว และกฎหมายดังกล่าว จะสิ้นสุดในวันที่ 31 ธันวาคมนี้ ดังนั้น ถ้าหากกรมจะไม่มีการต่ออายุ การยกเว้นภาษีก็เท่ากับว่าสินค้านำเข้าที่มีมูลค่าตั้งแต่ 1 บาทแรก จะต้องเสียภาให้กับกรมศุลกากรในทันที

ดังนั้น สูตรใหม่ในการคำนวณ คือ สินค้าราคา 100 บาท นำเข้าจากจีน เสียภาษี 10% เท่ากับ 110 บาท และเสียภาษีแวตอีก 7% เท่ากับ 7.7 บาท รวมราคาทั้งหมด 117.7 บาท ไม่ใช่ราคา 107 บาทอีกต่อไป กรณีนี้ ยังไม่นับภาษีของกระทรวงมหาดไทย อีกเล็กน้อย

“เราจะเรียก แพลตฟอร์มออนไลน์ อาทิ ช้อปปี้ (Shopee) ลาซาด้า (Lazada) ติ๊กต็อก (Tiktok) , อีเบ (eBay), และ แอมซอน (Amazon) เพื่อเตรียมความพร้อมการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าที่สั่งจากต่างประเทศ นอกจากนี้ ยังจะคุมเข้มเรื่องสินค้าที่ต้องมีใบอนุญาต หรือห้ามจำหน่ายในประเทศด้วย เช่น สินค้าที่ไม่มีมาตรฐาน มอก.ก็ห้ามขายทางออนไลน์ เป็นต้น” อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวชี้แจง

ดันรายได้เข้าคลังพุ่ง 3,000 ล้าน

การเก็บภาษีนำเข้าจากสินค้าที่สั่งซื้อออนไลน์กับร้านค้าที่ตั้งอยู่ต่างประเทศ จะทำให้กรม มีรายได้เพิ่ม 3,000 ล้านบาท โดยคำนวณจากยอดนำเข้าสินค้าออนไลน์ที่มูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท ในแต่ละปีซึ่งมากกว่า 30,000 ล้านบาท และหากเสียภาษีเฉลี่ยที่ 10% ส่วนกรณีผู้ผลิตมีโรงงานตั้งอยู่ในประเทศไทย แล้วมีร้านค้าใน Shopee หรือ Lazada จะไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าเพิ่มแต่อย่างใด เพราะผู้ผลิตเป็นคนเสียภาษีทางธุรกิจให้แก่กรมสรรพากร และกรมสรรพสามิตอยู่แล้ว

นอกจากนี้ กรมยังมีแผนที่จะเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการที่นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ โดยจะเร่งรัดการคืนภาษีและเงินค้ำประกัน ที่อยู่ระหว่างการอุทธรณ์ จากเดิม คณะกรรมการอุทธรณ์จะพิจารณาตามการนัดหมาย เดือนละ 1 ครั้ง จะเพิ่มขึ้นอีกเดือนละ 2 ครั้ง เพื่อเร่งเคลียร์คดีอุทธรณ์ที่มีอยู่มากกว่าพันเรื่องให้ลดน้อยลงเร็วที่สุด

รวมถึงการอำนวยความสะดวกการถ่ายลำสินค้า (Transshipment) ที่ท่าเรือแหลมฉบัง พร้อมพัฒนาระบบเพื่อให้การถ่ายลำสินค้าจากเรือ A ไปยังเรือ B ที่อยู่ในทะเล โดยไม่ต้องนำสินค้าขึ้นที่ท่าเรือ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการไม่ต้องยื่นใบขนสินค้าใหม่ แต่ให้ระบบแปลงข้อมูลจากบัญชีรายการสินค้า (Manifest) มาเป็นใบขนสินค้าโดยอัตโนมัติ ซึ่งทำให้เรือที่วิ่งเข้าและออกจากไทยมีสินค้าอยู่ตู้ในคอนเทรนเนอร์ จากเดิมที่เรือบางลำทั้งขาเข้าและขาออก มีสินค้าไม่เต็มลำเรือ ซึ่งทำให้เกิดความคุ้มค่าและลดต้นทุนด้านการขนส่งได้จำนวนมาก โดยจะเร่งดำเนินการให้เสร็จ และเริ่มใช้ได้ในเดือนธันวาคม ปีนี้ เพื่อยกระดับไทยเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้า เช่นเดียวกับท่าเรือสิงคโปร์

ขณะเดียวกัน กรมศุลฯ กำลังพิจารณายกเลิกกฎหมายให้เงินรางวัลนำจับแก่เจ้าหน้าที่ศุลกากร เพื่อลดอุปสรรคทางการค้า ตามข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ เนื่องจากในข้อตกลงดังกล่าว สหรัฐฯ มองว่า การมีเงินรางวัลนำจับทำให้เจ้าหน้าที่พยายามใช้ดุลพินิจ หรือใช้อำนาจในการตัดสินว่า สินค้านั้นๆ เลี่ยงภาษีอากรต้องถูกเบี้ยปรับเงินเพิ่ม โดยเงินเหล่านี้ บางส่วน นำมาจ่ายให้เป็นเงินรางวัลแก่หน้าที่กรมศุลกากร โดยจะยกเลิกเงินรางวัลนำจับภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ และนำร่องเจ้าหน้าที่ระดับ 8 ขึ้นไป ส่วนรางวัลสินบนของผู้ที่แจ้งเบาะแส หรือสายสืบยังมีอยู่ต่อไป ไม่เปลี่ยนแปลง

สินค้าจีนทะลักเข้าไทย

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่าช่วง 8 เดือนแรกของปี 2568 สินค้าจีนทะลักเข้าไทยเพิ่มขึ้น 22.9% ขณะเดียวกัน ปัญหาสหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีนำเข้าไทย 19% ยังต่ำกว่าที่สหรัฐฯ เก็บจากจีน ทำให้ความเสี่ยงที่สินค้าจีนจะทะลักเข้าไทย ยังมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยเฉพาะในสินค้าบางกลุ่มเช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น เมื่อพิจารณา 7 เดือนแรกของปีนี้ พบว่า การส่งออกเครื่องใช้ไฟฟ้าจากจีนมาไทยขยายตัวสูงที่ 36.5%

ดังนั้น การเข้าไปแก้ไขปัญหาแพลตฟอร์ม จากประเทศจีนที่บุกเข้ามาตีตลาดและทำลายห่วงโซ่เศรษฐกิจไทย ได้กลายเป็นประเด็นที่กรมศุลกากรจะต้องเร่งดำเนินการโดยเร็วที่สุด เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยที่เสียหายให้กับฟื้นคืนมาให้ได้โดยเร็วที่สุด ก่อนที่สินค้าจีนราคาถูก และคุณภาพต่ำเข้ามาแทนที่สินค้าไทยมากกว่านี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...