“ศุลกากร” ทุบ “ทุนจีน” รีดภาษีค้าออนไลน์ ไล่บี้สินค้าห่วยถล่ม “ไทย”
จากการเข้ามาทำธุรกิจของแพลตฟอร์มออนไลน์ในไทยช่วง 13 ปีทีผ่านมา ได้ก่อให้เกิดปัญหาอย่างมากมายกับเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะการใช้กลยุทธ์ดัมพ์ราคา ลดราคาสินค้าให้ถูกกว่าสินค้าที่ผลิตภายในประเทศไทย เพื่อให้เกิดแรงจูงใจกับผู้บริโภคให้หันมาซื้อสินค้าจากแพลตฟอร์มนั้น จนทำให้เกิดผลลบต่อเศรษฐกิจของประเทศ ภาพที่เห็นในขณะนี้คือ สภาพของร้านค้าห้องแถวที่ต้องปิดตัวลงอย่างถาวร ห่วงโซ่ของภาคธุรกิจไทยที่เคยคึกคัก ตกไปอยู่ในมือแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างชาติ
ขณะที่ ผู้ผลิตในประเทศเอง ก็ไม่สามารถแข่งทางด้านราคากับผู้ผลิตต่างประเทศ ที่มีการผลิตแบบ Economies of seale คือ การผลิตที่มีต้นทุนเฉลี่ยลดลงเมื่อเทียบกับปริมาณการผลิตจำนวนมาก ทำให้ผู้ผลิตไทย ต้องปิดโรง งานหนีตาย ห่วงโซ่ธุรกิจขาดช่วง ขาดทั้งผู้ผลิตและผู้ค้าส่ง-ค้าปลีก ประเด็นนี้ จึงเป็นเรื่องใหญ่ที่ถกเถียงกันมานานมาก และแม้จะมีการแก้ไข แต่ที่ผ่านมา รัฐบาลทำได้เพียงออกกฎเกณฑ์เข้มงวดการตรวจสินค้านำเข้า ณ ด่านศุลกากร ทั้งการสำแดงพิกัดภาษี การมีมาตรฐานสินค้า (มอก.) และใบอนุญาต (อย.)
ขณะเดียวกัน ยังได้มีการตรวจสอบผู้ประกอบการแพลตฟอร์มออนไลน์ ให้ปฏิบัติตามกฎหมายไทย เพื่อป้องกันการใช้ “นอมินี” โดยกำหนดให้ผู้ถือหุ้นไทยแสดงหลักฐานการเงินจากธนาคาร รวมถึงการปรับปรุงกฎระเบียบให้ทันการค้าอนาคต พร้อมๆ กับเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) กับสินค้าที่มีมูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาท
ปัญหาดังกล่าว ได้ถูกมองข้ามมาเป็นระยะเวลานาน เนื่องจากอิทธิพลสินค้าจีนที่มีต่อประเทศไทย มีผลกระทบต่อการเมือง เศรษฐกิจและสังคม อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ทำให้ผู้บริหารประเทศใช้ทางอ้อมในการแก้ไขปัญหา และขาดความจริงจัง จนกระทั่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่งตั้ง “พันธ์ทอง ลอยกุลนันท์” เป็นอธิบดีกรมศุลกากร ในฐานะที่เป็นลูกหม้อให้เข้ามาแก้ปัญหาเรื่องนี้ อย่างจริงจัง
โดย “พันธ์ทอง” อธิบดีกรมศุลกากรป้ายแดง ได้ประกาศ 3 เรื่องใหญ่ ประกอบด้วย 1.Trade Enabler หรือการใช้มาตรการทางศุลกากรเพื่อกระตุ้นให้เกิดการค้า 2.Social Protector หรือการปกป้องสังคมจากสินค้าผิดกฎหมาย 3.Revenue Collector หรือการจัดเก็บรายได้ของรัฐอย่างเป็นธรรม “ทีมเศรษฐกิจ อีจัน” ได้จับประเด็นสำคัญในการทำงานศุลกากรยุคใหม่ เพื่อล้างมลทินการทุจริตคอรัปชั่นมาเป็นหน่วยงานที่มีความโปร่งใส และพร้อมให้บริการประชาชนเต็ม 100%
ลุยภารกิจรีดภาษีสินค้าออนไลน์
การเปลี่ยนผ่านของกรมศุลกากรครั้งนี้ เปรียบเสมือนการปรับบทบาทของ “ยามรักษาประตู” ให้กลายเป็น ผู้จัดการจราจรที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น แทนที่จะตรวจค้นทุกคนอย่างละเอียดจนทำให้เกิดความล่าช้า (Transaction Base/Red Line) ก็หันมาใช้ระบบที่สามารถระบุตัวบุคคลที่น่าสงสัย (Entity Base) ได้อย่างแม่นยำ ทำให้ผู้ประกอบการที่ซื่อสัตย์สามารถผ่านเข้าออกได้อย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาความปลอดภัยและป้องกันสิ่งผิดกฎหมายได้อย่างเข้มงวดและมีประสิทธิภาพมากขึ้น” อธิบดีกรมศุลกากร เปิดฉากแรกในระหว่างการแถลงข่าว “Customs Quick Big Win”
ศุลกากรเตรียมที่จะเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากแพลตฟอร์ม ที่มีมูลค่าตั้งแต่ 1 บาทขึ้นไป โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 หลังจากก่อนหน้านี้ กรมศุลฯ ทำได้เพียงแค่เก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) 7% เท่านั้น ซึ่งการจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าดังกล่าว จะทำให้ผู้ประกอบการไทยแข่งขันทางด้านราคา กับแพลตฟอร์มต่างชาติได้ เพราะจะเสียอย่างยุติธรรม และเท่าเทียมกัน
อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวว่า การจัดเก็บภาษีนี้ กรมไม่ต้องแก้กฎหมายเพิ่มเติม เพราะก่อนหน้านี้ กรมมีประกาศยกเว้นภาษีนำเข้าสินค้าที่ต่ำกว่า 1,500 บาทอยู่แล้ว และกฎหมายดังกล่าว จะสิ้นสุดในวันที่ 31 ธันวาคมนี้ ดังนั้น ถ้าหากกรมจะไม่มีการต่ออายุ การยกเว้นภาษีก็เท่ากับว่าสินค้านำเข้าที่มีมูลค่าตั้งแต่ 1 บาทแรก จะต้องเสียภาให้กับกรมศุลกากรในทันที
ดังนั้น สูตรใหม่ในการคำนวณ คือ สินค้าราคา 100 บาท นำเข้าจากจีน เสียภาษี 10% เท่ากับ 110 บาท และเสียภาษีแวตอีก 7% เท่ากับ 7.7 บาท รวมราคาทั้งหมด 117.7 บาท ไม่ใช่ราคา 107 บาทอีกต่อไป กรณีนี้ ยังไม่นับภาษีของกระทรวงมหาดไทย อีกเล็กน้อย
“เราจะเรียก แพลตฟอร์มออนไลน์ อาทิ ช้อปปี้ (Shopee) ลาซาด้า (Lazada) ติ๊กต็อก (Tiktok) , อีเบ (eBay), และ แอมซอน (Amazon) เพื่อเตรียมความพร้อมการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าที่สั่งจากต่างประเทศ นอกจากนี้ ยังจะคุมเข้มเรื่องสินค้าที่ต้องมีใบอนุญาต หรือห้ามจำหน่ายในประเทศด้วย เช่น สินค้าที่ไม่มีมาตรฐาน มอก.ก็ห้ามขายทางออนไลน์ เป็นต้น” อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวชี้แจง
ดันรายได้เข้าคลังพุ่ง 3,000 ล้าน
การเก็บภาษีนำเข้าจากสินค้าที่สั่งซื้อออนไลน์กับร้านค้าที่ตั้งอยู่ต่างประเทศ จะทำให้กรม มีรายได้เพิ่ม 3,000 ล้านบาท โดยคำนวณจากยอดนำเข้าสินค้าออนไลน์ที่มูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท ในแต่ละปีซึ่งมากกว่า 30,000 ล้านบาท และหากเสียภาษีเฉลี่ยที่ 10% ส่วนกรณีผู้ผลิตมีโรงงานตั้งอยู่ในประเทศไทย แล้วมีร้านค้าใน Shopee หรือ Lazada จะไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าเพิ่มแต่อย่างใด เพราะผู้ผลิตเป็นคนเสียภาษีทางธุรกิจให้แก่กรมสรรพากร และกรมสรรพสามิตอยู่แล้ว
นอกจากนี้ กรมยังมีแผนที่จะเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการที่นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ โดยจะเร่งรัดการคืนภาษีและเงินค้ำประกัน ที่อยู่ระหว่างการอุทธรณ์ จากเดิม คณะกรรมการอุทธรณ์จะพิจารณาตามการนัดหมาย เดือนละ 1 ครั้ง จะเพิ่มขึ้นอีกเดือนละ 2 ครั้ง เพื่อเร่งเคลียร์คดีอุทธรณ์ที่มีอยู่มากกว่าพันเรื่องให้ลดน้อยลงเร็วที่สุด
รวมถึงการอำนวยความสะดวกการถ่ายลำสินค้า (Transshipment) ที่ท่าเรือแหลมฉบัง พร้อมพัฒนาระบบเพื่อให้การถ่ายลำสินค้าจากเรือ A ไปยังเรือ B ที่อยู่ในทะเล โดยไม่ต้องนำสินค้าขึ้นที่ท่าเรือ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการไม่ต้องยื่นใบขนสินค้าใหม่ แต่ให้ระบบแปลงข้อมูลจากบัญชีรายการสินค้า (Manifest) มาเป็นใบขนสินค้าโดยอัตโนมัติ ซึ่งทำให้เรือที่วิ่งเข้าและออกจากไทยมีสินค้าอยู่ตู้ในคอนเทรนเนอร์ จากเดิมที่เรือบางลำทั้งขาเข้าและขาออก มีสินค้าไม่เต็มลำเรือ ซึ่งทำให้เกิดความคุ้มค่าและลดต้นทุนด้านการขนส่งได้จำนวนมาก โดยจะเร่งดำเนินการให้เสร็จ และเริ่มใช้ได้ในเดือนธันวาคม ปีนี้ เพื่อยกระดับไทยเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้า เช่นเดียวกับท่าเรือสิงคโปร์
ขณะเดียวกัน กรมศุลฯ กำลังพิจารณายกเลิกกฎหมายให้เงินรางวัลนำจับแก่เจ้าหน้าที่ศุลกากร เพื่อลดอุปสรรคทางการค้า ตามข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ เนื่องจากในข้อตกลงดังกล่าว สหรัฐฯ มองว่า การมีเงินรางวัลนำจับทำให้เจ้าหน้าที่พยายามใช้ดุลพินิจ หรือใช้อำนาจในการตัดสินว่า สินค้านั้นๆ เลี่ยงภาษีอากรต้องถูกเบี้ยปรับเงินเพิ่ม โดยเงินเหล่านี้ บางส่วน นำมาจ่ายให้เป็นเงินรางวัลแก่หน้าที่กรมศุลกากร โดยจะยกเลิกเงินรางวัลนำจับภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ และนำร่องเจ้าหน้าที่ระดับ 8 ขึ้นไป ส่วนรางวัลสินบนของผู้ที่แจ้งเบาะแส หรือสายสืบยังมีอยู่ต่อไป ไม่เปลี่ยนแปลง
สินค้าจีนทะลักเข้าไทย
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่าช่วง 8 เดือนแรกของปี 2568 สินค้าจีนทะลักเข้าไทยเพิ่มขึ้น 22.9% ขณะเดียวกัน ปัญหาสหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีนำเข้าไทย 19% ยังต่ำกว่าที่สหรัฐฯ เก็บจากจีน ทำให้ความเสี่ยงที่สินค้าจีนจะทะลักเข้าไทย ยังมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยเฉพาะในสินค้าบางกลุ่มเช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น เมื่อพิจารณา 7 เดือนแรกของปีนี้ พบว่า การส่งออกเครื่องใช้ไฟฟ้าจากจีนมาไทยขยายตัวสูงที่ 36.5%
ดังนั้น การเข้าไปแก้ไขปัญหาแพลตฟอร์ม จากประเทศจีนที่บุกเข้ามาตีตลาดและทำลายห่วงโซ่เศรษฐกิจไทย ได้กลายเป็นประเด็นที่กรมศุลกากรจะต้องเร่งดำเนินการโดยเร็วที่สุด เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยที่เสียหายให้กับฟื้นคืนมาให้ได้โดยเร็วที่สุด ก่อนที่สินค้าจีนราคาถูก และคุณภาพต่ำเข้ามาแทนที่สินค้าไทยมากกว่านี้