โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

อภิสิทธิ์ เซตซีโร่ประชาธิปัตย์ ชูพรรคทางเลือก ตอบโจทย์ใหม่ประเทศไทย

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 16 พ.ย. 2568 เวลา 01.34 น. • เผยแพร่ 15 พ.ย. 2568 เวลา 06.01 น.
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ

“อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” อดีตนายกรัฐมนตรี กลับมาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์รอบ 2 นับตั้งแต่ประกาศลาออกจากตำแหน่งเมื่อ 6 ปีที่แล้ว และลาออกจากสมาชิกพรรคเมื่อ 2 ปีก่อน

แม้เขากำหนดบทบาทอยู่ห่าง แต่ไม่ไกลจากการเมือง หันไปอยู่ภาคเอกชนดูเรื่องความยั่งยืน

แต่วันนี้ “อภิสิทธิ์” หวนคืนสู่บ้านหลังเดิม

“ประชาชาติธุรกิจ” สนทนากับ “อภิสิทธิ์” ถึงการกลับมานั่งในตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้ง นับหนึ่งใหม่

ด้วยความหวังว่าจะทำให้พรรคประชาธิปัตย์กลับมาเป็น “ทางเลือก” ใหม่ และส่งต่อพรรคให้กับ “คนรุ่นใหม่” มาสานต่อพรรคที่เก่าแก่ที่สุด

เหตุผลการ Comeback ปชป.

ถาม “อภิสิทธิ์” คำถามแรกว่า ทำไมถึงกลับบ้านหลังนี้อีกครั้ง

“กลับมาด้วยความผูกพันและความห่วงใย และความเชื่อว่าบ้านหลังนี้ยังสามารถเป็นบ้านสำหรับคนจำนวนมากที่จะมาสร้างสรรค์ประเทศได้ ความผูกพันผมพูดมาตลอด 30 กว่าปี ผมก็ไม่มีบ้านอื่นที่จะไปอยู่”

“ความห่วงใยก็เพราะว่า ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา แม้ผมจะไม่ได้เป็นสมาชิก แต่เดินไปไหนมาไหนหน้าผมก็ยังเป็นประชาธิปัตย์ แล้วคนก็ยังมาพูดถึงประชาธิปัตย์ด้วยความห่วงใย ด้วยความเสียดาย”

“แต่ว่าสำคัญกว่านั้น ผมคงไม่กลับมาถ้าผมไม่เชื่อว่าบ้านหลังนี้จะเป็นที่อยู่ของคนที่จะมาสร้างสรรค์ประเทศได้ สิ่งที่บ้านหลังนี้มีคือ หลักการ อุดมการณ์ที่เคยประกาศไว้เมื่อตอนก่อตั้ง”

“เรื่องการเมืองที่บริสุทธิ์ เรื่องเศรษฐกิจที่เสรี ความเป็นธรรมทางสังคม การกระจายอำนาจ ถ้าทุกคนให้ความสำคัญกับตรงนี้ มันเป็นพื้นฐานที่ดี”

ประชาธิปัตย์นับจากศูนย์

อภิสิทธิ์ยอมรับว่า เป็นครั้งแรกที่กลับมาพรรคประชาธิปัตย์เหมือนนับศูนย์

“ใช่ครับ จริง ๆ อารมณ์ทำงานตอนนี้กับ…หลายคนแทบเหมือนกับพรรคใหม่ แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีของเดิม หรือคนเก่า ๆ ที่จะมาช่วยงาน ทุกคนที่ผูกพันกับพรรคก็ยังพร้อมที่จะสนับสนุนอยู่ เพียงแต่ตอนนี้ก็เปิดโอกาสให้คนใหม่ ๆ สามารถเข้ามาปรับอะไรหลาย ๆ อย่างได้”

“เข้ามาทำหน้าที่รองหัวหน้าพรรค จึงมีอารมณ์ของการปรับเปลี่ยน และมันมาสอดรับกับปัญหาใหญ่ของการเมืองไทย”

“ขณะนี้ที่คนกังวลมากคือ แต่ไหนแต่ไรทุกคนกลัวอิทธิพลของทุนอยู่แล้ว แต่วันนี้มัน 2 เรื่อง หนึ่ง คือสีของทุนมันน่ากลัวขึ้นเรื่อย ๆ กับสอง ขนาดของทุน มันก็น่ากลัวขึ้นเรื่อย ๆ ผมก็พูดชัดว่าเหตุผลหนึ่งที่กลับมา ผมต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการต่อสู้ ไม่ให้การเมืองมันถูกทุนเข้ามาครอบงำแบบที่เป็นอยู่”

ไม่เซตซีโร่หลักการ

ที่ต้องเซตซีโร่ ต้องเริ่มต้นใหม่อะไรบ้าง “อภิสิทธิ์” ตอบว่า “ที่ไม่เซตซีโร่ก็คืออุดมการณ์ หลักการ และตัวตนของประชาธิปัตย์ที่ทำให้มีคนเชื่อถือศรัทธามาหลายสิบปี”

“สิ่งที่มาเซตใหม่ ในช่วงตั้งแต่ปี’62 เป็นต้นมา หลังจากที่เราไม่ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้ง พรรคถูกมองว่าไม่ใช่ทางเลือกหลัก”

“แต่ผมมองว่าขณะนี้สังคมตั้งคำถามกับการเมืองในภาพรวม จากการทำโพลจะเห็นว่าทำไมสัดส่วนของคนที่ตอบว่ายังไม่ตัดสินใจ ไม่มีพรรคในใจสูงมาก ๆ เป็นการบ่งบอกว่าสังคมยังไม่ถูกใจกับการเมืองที่เป็นอยู่ในขณะนี้”

“ประชาธิปัตย์รับรู้กับความรู้สึกตรงนี้ เรากำลังพยายามที่จะสร้างทางเลือกใหม่ขึ้นมา และนี่คือโจทย์ที่สำคัญที่สุด นอกจากการมีคนใหม่เข้ามา ยังต้องจับเรื่องนโยบาย วิธีการสื่อสาร ว่าจะทำอย่างไรให้มันเกิดการเปลี่ยนแปลงให้เรา อย่างน้อยถูกมองว่ามีความชัดเจน มีความแตกต่างอย่างเป็นทางเลือก”

หนทางสู่พรรคหลัก

ถามว่าพรรคประชาธิปัตย์เคยเป็นพรรคหลัก จะใช้เวลาอีกนานเท่าไหร่ถึงจะกลับเข้าสู่เส้นทางเดิม “อภิสิทธิ์” ตอบแบบยอมรับความจริง

“ผมว่าอยู่กับความเป็นจริง เราไม่ได้คาดหวังว่ามันจะพลิกหน้ามือเป็นหลังมือได้ในเวลาอันสั้น”

“แต่เรามองความกังวลในภาพรวมของประเทศ หลายคนก็จะบอกว่าประเทศ เศรษฐกิจ เราจะเดินต่อกันแบบนี้หรือ แล้วก็มาถึงการเมืองจะเดินต่อแบบนี้หรือ พอใกล้การเลือกตั้ง เราเห็นการที่ สส.สามารถสังกัดพรรคหนึ่ง แต่จริง ๆ แล้วไปรับรู้ว่าอยู่อีกพรรคหนึ่ง หรือการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล หรืออยู่ดี ๆ การไปทำข้อตกลงดีลลับเป็นอย่างนี้อยู่ตลอดเวลา”

“ในขณะที่ถามว่า พอการเมืองเป็นอย่างนี้มาหลายปี ทิศทางของประเทศคืออะไร ทิศทางของเศรษฐกิจคืออะไร…ไม่มี”

ถามว่าจะต้องใช้เวลาเลือกตั้งถึงกี่ครั้ง “อภิสิทธิ์” ตอบว่า “เราคงไปตอบล่วงหน้าไม่ได้ ต้องดูผลการเลือกตั้ง”

“ผมมาฟื้นฟูพรรคให้ถูกมองเป็นทางเลือก คนอาจจะยังไม่เลือกก็ได้ แต่มีความชัดเจน หนักแน่นเพียงพอที่จะทำให้การทำงานหลังจากนี้พัฒนาไปสู่ทางเลือกที่จะเป็นคู่ท้าชิง เป็นพรรคหลักต่อไปในอนาคต”

การเมืองหน้าม่าน สู้หลังม่าน

การเมืองหลังม่านที่มีทั้ง “ดีลลับ-สีของทุน” เข้ามาทำให้ “อภิสิทธิ์” กังวล และการทำการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์จะต้องสู้กับสิ่งเหล่านี้

“ถ้าผมยอมรับข้อเท็จจริงอันนี้ ว่ามันจะต้องดำรงต่อไป ผมคงไม่กลับมา ผมกลับมาเพื่อสู้ไม่ให้มันเป็นอย่างนี้”

“ผมกลับมาต่อสู้ ว่าการเมืองต้องเป็นเรื่องหน้าบ้าน หลังบ้านควรจะเป็นเรื่องของการบริหารจัดการในการต่อสู้หน้าบ้านแบบโปร่งใส ไม่ใช่เอาหลังบ้านมาเป็นหลัก แล้วทำให้หน้าบ้านทำอะไรไม่ได้เลย แล้วสุดท้ายคนที่เสียหายก็คือประเทศ คือประชาชน”

อภิสิทธิ์ตั้งข้อสังเกตว่า เลือกตั้งที่ผ่านมาพรรคก้าวไกล-พรรคประชาชน ที่ใช้ “เงิน” น้อยที่สุด แต่ได้ สส.มากที่สุด

“สิ่งที่ควรจะทำให้พรรคการเมืองอย่างประชาธิปัตย์มองว่ามันทำได้ แต่มันต้องทำอย่างไร ก็เป็นโจทย์สำคัญสำหรับเรา เราจะไม่ทำแบบเอาการเมืองหลังบ้านเป็นตัวนำ เพราะถ้าเอาการเมืองหลังบ้านเป็นตัวนำ เราก็ไม่ได้แตกต่างจากพรรคอื่นที่เหลือ”

ทางเลือก สู้กระสุน-กระแส

การเมืองมีทั้งกระแสคือพรรคส้ม กระสุนคือบ้านใหญ่ จะสู้อย่างไร “อภิสิทธิ์” ตอบว่า “ไม่มีใครผูกขาด จริง ๆ กระสุนถ้าไม่คิดถึงว่าจะมาอย่างไร ใช้อย่างไร ใครก็ทำได้ แต่เราไม่ทำ เพราะมันไม่ใช่เรา”

“ส่วนกระแสก็เป็นการบ้านสำหรับเรา ไม่มีใครผูกขาดกระแสตลอดไป มันก็ต้องแข่งขันกัน สิ่งที่เราให้ความสำคัญมากที่สุด คือวันที่ผมไปชวนคนที่มาเป็นรองหัวหน้าพรรคในปัจจุบัน ผมไม่ได้คุยเรื่องหลังบ้านเลย ผมพูดอย่างเดียวว่าคุณคิดตรงกับผมไหม ว่าประเทศจะเดินอย่างไร และเราจะตอบโจทย์คนทุกรุ่นอย่างไร ถ้าคุณเห็นตรงกันแบบนี้เรามาลองดู นี่คือสิ่งที่เราจะทำแล้ววัดกัน”

“วันนี้อย่าไปมองว่าสิ่งที่เป็นอยู่จะต้องเป็นต่อไป เพราะผมคิดว่าเกือบทุกภาคส่วนขณะนี้ไม่ต้องการการเมืองเดินต่ออย่างนี้ ไม่ใช่แค่คนรุ่นใหม่ ภาคธุรกิจเกือบทั้งหมดเขาบอกว่า ถ้าการเมืองยังมีแต่เรื่องผลประโยชน์ คอร์รัปชั่น และทุนสีเทาเข้ามา เขาอยู่ไม่ได้นะครับภาคธุรกิจ”

“อย่าไปประมาทกระแสที่การเมืองเปลี่ยนตรงนี้ และปัจจุบันต้องยอมรับว่าอารมณ์ ความรู้สึก กระแส เปลี่ยนง่ายกว่าในอดีตเยอะ”

“ผมยังเชื่อมั่นว่า ถึงอาจไม่ใช่การเลือกตั้งครั้งนี้ แต่ไม่เกินการเลือกตั้งครั้งต่อไปหรอก สังคมทั้งสังคมก็จะเริ่มหันมาปฏิเสธไม่ให้ประเทศเดินต่อไปอย่างนี้”

การเมืองสุจริต ฟื้นเศรษฐกิจ

อภิสิทธิ์บอกว่า ก่อนจะไปถึงตัวนโยบายเฉพาะเจาะจงทางด้านเศรษฐกิจ ก็ต้องบอกก่อนว่าคุณจะมีนโยบายเลิศเลอยังไง ถ้าสังคมยังไม่โปร่งใส และมีการทุจริตแบบนี้ เศรษฐกิจไปไม่ได้หรอก

ไม่ใช่แค่ว่างบประมาณรั่วไหล มันไม่ใช่แค่ว่าบริการสาธารณะไม่ดี มันกลายเป็นสังคมที่ใครก็ไว้วางใจใครไม่ได้ แล้วผลที่ตามมาคือคนสุจริตเดือดร้อน

การเมืองที่สุจริต การเมืองที่โปร่งใสในวันนี้ กลับกลายอาจจะเป็นพื้นฐานสำคัญที่สุดที่จะฟื้นเศรษฐกิจ เพราะไม่ใช่แค่เรามองตัวเราเองนะ ต้องดูด้วยว่าต่างชาติมองเรา จากเดิมซึ่งเราเคยคาดหวังว่าเราจะดึงการลงทุนเข้ามา แต่ถ้ากลายเป็นศูนย์กลางของทุนเทา ทุนอื่นไม่มา แล้วเราจะอยู่กันยังไง

แต่ทางด้านเศรษฐกิจ สิ่งหนึ่งที่เรามองเห็นชัดคือ เครื่องจักรที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยโตมันหายไป ไม่สามารถพึ่งพาตัวเดิม ๆ ได้ เช่น ภาคการเกษตร จริง ๆ มีอนาคตสูงมาก เพราะวันนี้เศรษฐกิจโลก เรื่องห่วงโซ่อุปทานเป็นแบบนี้ ใครจะได้ประโยชน์จากเรื่องใดต้องมีของจากต้นน้ำ

ถ้าเราถามคนรุ่นใหม่ หรือคนทั่ว ๆ ไป ทำไมเราจะไม่อยากเป็นสุดยอดของเทคโนโลยีล้ำสมัย แต่ต้นน้ำเราไม่มีของ เราสู้ได้ไหม…แต่ถ้าเป็นธุรกิจด้านอาหาร ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ เรามีของ แต่เราต้องเปลี่ยนและปรับเอาเทคโนโลยีมาใช้ สร้างมูลค่า ทำการตลาด สร้างเครือข่ายใหม่ให้เกิดขึ้น

อุตสาหกรรมเราไปได้ไหม…ผมว่าได้ ขนาดเราเองวิจารณ์ตัวเราเอง วิจารณ์แรงขนาดนี้ แต่ทำไมอีวีต้องมา ศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ก็ยังต้องมา แปลว่าศักยภาพมี เพียงแต่เราได้ประโยชน์ หรือดึงมูลค่ามาให้คนไทยได้น้อย

การที่เราจะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี แพลตฟอร์ม เราต้องเปลี่ยนเงื่อนไขใหม่ไหม เราไม่ได้หวังแค่เงินเข้ามา แต่ต้องให้คนไทยมีเอี่ยวในการสร้างมูลค่า เรื่องนี้ต้องทำทั้งเรื่องการต่างประเทศ สร้างคนที่มีทักษะ หรือดึงคนที่มีทักษะเข้ามาเป็นตัวกระตุ้น นโยบายเหล่านี้เราเร่งผลิตออกมาตอบโจทย์นี้ทั้งหมด

พันธมิตรการเมือง ปชป.

ถามว่าขั้วสีอะไรที่เหมาะกับประชาธิปัตย์มากที่สุด “อภิสิทธิ์” ตอบว่า

เราไม่ได้มองเป็นเรื่องของขั้ว แต่เรามองว่าตัวตนเราคืออะไร และมันกำหนดกรอบว่าเราจะทำงานกับใครได้ ในรูปแบบไหน

ถ้าเราตั้งใจจะเป็นทางเลือกของสังคม เราคงไม่ไปเริ่มต้นบนสมมุติฐานว่าเราต้องดิ้นรนไปจับขั้วกับใคร แต่เราต่างหากจะต้องสร้างเป็นทางเลือกขึ้นมา แล้วทางเลือกนั้นจะถูกใช้อย่างไร โดยเราหรือโดยคนอื่นเป็นคนชักชวน ก็ต้องมาดูว่าเงื่อนไขมันคืออะไร

ถามว่าฟ้าบวกแดงคงเป็นไปไม่ได้ แต่ฟ้าบวกน้ำเงินคงเป็นไปได้มากหน่อย “อภิสิทธิ์” หัวเราะพร้อมตอบว่า “แดงเนี่ย ถ้าเขาหลุดพ้นจากอิทธิพลของผลประโยชน์ของครอบครัวก็น่าจะคุยกันได้ อยู่ที่ว่าจะพิสูจน์กันยังไง”

“น้ำเงินเราเคยทำงานด้วยกันแล้ว แต่เราก็ต้องชัดว่าทำงานด้วยกันแล้ว มีบางเรื่องที่เราอาจจะยอมรับไม่ได้ มันก็ไปด้วยกันไม่ได้ มันก็ต้องขีดเส้นกันให้ชัด”

“ส้มก็มีบางเรื่องเราไม่เห็นด้วย หลายเรื่องก็มีนโยบายที่ตรงกัน ก็ต้องมาพูดกันให้ชัด ว่าถ้าจะร่วมกัน สิ่งที่ไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เห็นด้วยน้ำหนักมันคืออะไร ที่เราจะทำให้มั่นใจได้ว่าเรารักษาตัวตนของเราได้ ส่วนเขียว..ไม่ทราบ ยังไม่มีเงื่อนไขที่จะไปพูดอะไรได้”

แล้วเรื่องไหนที่ไม่สามารถข้ามเส้นไปจับได้เลย “อภิสิทธิ์” ตอบว่าเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น ถ้าเรามีแนวทางเกี่ยวกับเรื่องของการแก้ปัญหานี้ เราก็ต้องทำจริง แล้วถ้าใครบอก เงื่อนไขอย่างนี้ไม่รับ หรือถ้าเกิดเรื่องแล้วเรายังร่วมต่ออย่างนี้มันไม่ได้

ไม่ยึดติดตัวเอง

ด้วยความที่พรรคประชาธิปัตย์เคยอยู่จุดสูงสุดและเคยเป็นนายกฯมาแล้ว ความเป็นจริงที่จะไปร่วมรัฐบาลกับผู้อื่นจะต้องคำนึงถึงบทบาทด้วยหรือไม่ “อภิสิทธิ์” กล่าวว่า

“ต้องแยกบทบาทระหว่างผมกับพรรค ย้ำอีกครั้งว่าความเป็นประชาธิปัตย์ที่ต่างจากพรรคอื่น ไม่มีบุคคลไหนที่เป็นพรรค ถ้าสมมุติว่าสิ่งที่เราพยายามผลักดันต้องใช้เวลา 8 ปี 12 ปี มันคงไม่ใช่ผมแล้วมั้ง น่าจะต้องเป็นเรื่องที่เราส่งต่อให้คนได้ มันตอบล่วงหน้าได้ยาก แต่ไม่ได้ยึดติดกับตัวผม และคนที่ผมชวนเข้ามาวันนี้ เราคุยกันแล้วว่าเห็นอนาคตบ้านเมืองที่เราอยากเห็น หรืออยากสร้างตรงกัน ผมก็สบายใจว่าไม่จำเป็นต้องเป็นผม”

ดึงคนที่เคยเลือกกลับมา

ถามว่ารอบนี้ปักหมุดที่ภาคไหนจะเป็นฐานเสียงของพรรค “อภิสิทธิ์” กล่าวว่าเราต้องทำงานให้กับคนทั้งประเทศ แต่ตามความเป็นจริงก็ต้องบอกว่า คนที่เคยเลือกเรามีโอกาสกลับมาก่อน

ตัวเลขโดยธรรมชาติ พื้นที่ภาคใต้เคยเลือกเรา 70-80% เป็นพื้นที่ที่เราจะมีโอกาสได้คะแนนกลับมาก่อน นอกนั้นก็จะเป็นกรุงเทพฯ ภาคตะวันออก ซึ่งเราเคยได้ สส.เยอะ แต่เราจะต่อสู้ในทุกพื้นที่

“อยากได้ สส.เยอะที่สุด แต่ผมให้ความสำคัญกับการที่พรรคถูกมองว่าเป็นทางเลือกมากกว่า และคาดหวังบัญชีรายชื่อมากกว่า แต่พยายามทำงานหนักให้หลายเขตเลือกตั้งเรากลับมาได้”

ฟื้น ปชป.ท้าทายสุดในชีวิต

“อภิสิทธิ์” มองประชาธิปัตย์ในฝัน ว่าเราปรับตัวจนคนมองว่าเราทันสมัย เปลี่ยนแปลงได้เร็ว มีความยืดหยุ่น สื่อสารได้ตรงใจ อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ แต่เรื่องพื้นฐานต้องมาก่อน

ยากที่สุดแล้วหรือยัง “อภิสิทธิ์” ตอบว่าไม่แน่ใจว่าอนาคตจะมีหนักกว่านี้ไหม แต่ถ้าย้อนกลับไปต้องบอกว่าเป็นสถานการณ์ที่ท้าทายที่สุดตั้งแต่ทำการเมืองมา

“ผมบอกว่าตัวผมเองก็รู้ว่ามันยาก ผมไม่ได้เข้ามาเพราะคิดว่ามันง่าย ขณะที่ผมก็ชวนคนมาร่วมงาน เวลาผมชวนคนก็ชวนมาทำงานยาก ผมไม่ได้ชวนมาทำงานง่าย”

ถามว่าจะเปรียบพรรคประชาธิปัตย์เป็นอะไร “อภิสิทธิ์” ตอบว่าส่วนใหญ่ตอนนี้เขาบอกว่ามันนกฟีนิกซ์หรือเปล่า เพราะมันต้องฟื้นกลับคืนมา แต่ผมไม่ได้มองตัวผมเป็นสำคัญ ผมคิดว่าพรรคกับประเทศเป็นโจทย์เดียวกัน คือมันเดินต่อแบบเดิมไม่ได้ แล้วบางทีการมาหาคำตอบให้กับพรรคมันได้คำตอบสำหรับประเทศด้วย ได้คำตอบสำหรับการเปลี่ยนแปลงการเมืองด้วย

เกมเดิมพันแก้รัฐธรรมนูญ

อีกเรื่องหนึ่งคือที่เป็น “ตัวแปร” ทางการเมืองขณะนี้คือ การแก้รัฐธรรมนูญ จะมีโอกาสสำเร็จหรือไม่ “อภิสิทธิ์” กล่าวว่า ถามว่าโอกาสสำเร็จมีไหม…ถ้าไม่เบี้ยวกันเสียงข้างมากในสภาฯ มีอยู่แล้ว ตัวแปรอาจจะมีที่วุฒิสภา เราก็ไม่รู้ว่าวันหนึ่งเขาจะไปทางไหนอย่างไร และไปเกี่ยวโยงกับเกมการเมืองหรือเปล่า ผมตอบไม่ได้ แต่ในหมู่พรรคการเมืองด้วยกันเองมันไม่ควรจะมีปัญหา เพียงแต่ที่วันนี้ถดถอย เพราะ 4 ปีที่แล้วกระแสอยากจะได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่

เพราะบทที่ดูรุนแรงที่สุดคือบทเฉพาะกาล เมื่อเงื่อนไขบทเฉพาะกาลหมดไป การทำความเข้าใจว่าทำไมถึงจะต้องรื้อรัฐธรรมนูญ หรือ จะแก้กันใหม่ ผมว่าประชาชนยังไม่ค่อยมาองเห็นเท่าไหร่

ถ้าถามร่างหลักจะเริ่มต้นแค่เพียงว่าเริ่มจากที่มาไม่ชอบธรรม ผูกกับรัฐประหาร ร่างใหม่น่าจะดีกว่าไหม แต่ก็ถูกเจือจางตรงที่ศาลรัฐธรรมนูญมาชี้ว่า ส.ส.ร.มาจากการเลือกตั้งโดยตรงไม่ได้

สิ่งที่เป็นปัญหามากที่สุดคืองานของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เข้าใจว่ายังมีการถกเถียงกันอยู่ว่าตกลง ส.ส.ร.จะมีที่มาอย่างไรที่จะมีความชอบธรรมแต่ไม่ขัดกับคำวินิจฉัยของศาล และวางตรงนี้เสร็จ คำถามของคนที่ไม่ได้อยู่การเมืองถามผม ตกลงว่าจะแก้รัฐธรรมนูญเรื่องอะไร

ผมจึงมีความรู้สึกว่าโจทย์ของรัฐธรรมนูญยังไม่ชัดเท่าที่ควร ซึ่งความยากลำบากคือ ถ้าตอบโจทย์ชัดคนก็จะบอกว่ามี ส.ส.ร.ทำไม รัฐสภาก็แก้กันเองสิจะแก้ทุกมาตราก็ได้ ให้คนเห็นไปเลยว่าจะแก้อะไร

แต่ถ้าโจทย์ไม่ชัดเลย ก็จะเกิดความกลัวที่จะแก้ตกลงประโยชน์จะตกอยู่กับใคร หรือ นักการเมืองจะมาแก้สิ่งที่เป็นอุปสรรคของตัวเองหรือเปล่า ตรงนี้คือความละเอียดอ่อนที่ทำให้อนาคตของรัฐธรรมนูญไม่ชัดเจนนัก

และที่พรรคประชาชนมาวางน้ำหนัก ว่า เรื่องแก้รัฐธรรมนูญสำคัญที่สุด ถึงขั้นที่ผมฟังดูเหมือนกับว่า ถ้ารัฐบาล ตอนนี้ทำอะไรไป อาจจะต้องมีความเสียหายบ้าง ก็จะต้องค้ำกันไป เพื่อให้ตัวนี้ (รัฐธรรมนูญ) แต่ สำหรับคนจำนวนมาก เขายังไม่รู้นะว่าสิ่งนี้ให้ประโยชน์อะไรกับเขา แล้วถ้าไปเทียบกับความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นจาก การที่บอกต้องยอมอันนี้ไปเพื่อให้ได้ตรงนั้นนะ ผมว่าน่าจะเป็นปัญหาต่อไป

“อภิสิทธิ์” มองการที่มีเดิมพันคือการแก้รัฐธรรมนูญ ครั้งนี้คือ 1.พรรคประชาชนไม่ยอมรับเรื่องที่มาตั้งแต่รัฐประหาร มาถึงการทำประชามติที่ถูกวิจารณ์ว่าไม่เป็นธรรม คนไม่สามารถออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านอะไรได้ 2. รัฐธรรมนูญหลายมาตรามีปัญหา หรือไม่ได้ตามมาตรฐานประชาธิปไตย แต่หลายเรื่องเหมือนกับจะบอกว่า รัฐธรรมนูญยังไม่ดีพอ แต่ประชาชนยังดูไม่ออกว่าที่จะทำให้มันดีขึ้นหรือโละมันทิ้ง

เช่น เราใช้ระบบสภา ระบบสภาที่ประเทศอื่น มาตรฐานการตรวจสอบและความรับผิดชอบโดยเฉพาะไม่ต้องไปถึงขั้นออกกฎหมาย แต่ในเชิงจริยธรรมระบบเขาทำโดยวัฒนธรรมทางการเมือง เวลามีเรื่องอื้อฉาว เจ้าตัวลาออก พรรคตรวจสอบพวกตัวเองจริงจัง

สภามีกลไกที่ไม่ขึ้นกับเสียงข้างมาก เอาของพวกนี้ออก เราไม่เคยทำสำเร็จ วันนี้เราไปฝากไว้ที่ศาล แล้วเราก็มีความรู้สึกว่าศาลใช้มาตรการนี้ข้างเดียวหรือเปล่า แต่ขณะนี้ไม่มีคนเสนอคำตอบที่บอกว่า ถ้าอย่างนั้นใช้วิธีนี้สิ มีแต่คนบอกว่า โละทิ้งไปแล้วให้เสียงข้างมากตัดสินทุกอย่าง

คิดแบบนี้ก็พาการเมืองย้อนกลับไปก่อนปี 2540 นะ และที่แปลกว่าคนเหล่านี้มักจะอ้างว่ารัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นฉบับที่ดีที่สุด แต่จริงๆ แล้วรัฐธรรมนูญ 2540 เป็นรัฐธรรมนูญที่เอากลไกที่ไม่เกี่ยวกับเสียงข้างมากเข้ามาตัดสินเรื่องพวกนี้

เพียงแต่ว่าพอมีกลไกนี้แล้วมันบิดเบี้ยวไป จะโดยการใช้อำนาจของตัวองค์กรเหล่านี้เองหรือจะโดยเพราะมันถูก คนมีอำนาจทางการเมือง เข้าไปแทรกแซงเนี่ยก็สุดแล้วแต่ แต่การที่บอกว่า ความรู้สึกเหมือนกับโละของพวกนี้ทิ้ง มันก็ไม่ใช่คำตอบเหมือนกัน

ฉะนั้น สำหรับผมดีที่สุดทำยังไง ไม่เพียงแต่ตัวร่างที่ทำอยู่ในสภาขณะนี้ผ่าน แต่นักการเมืองต้องแสดงเจตจำนง หรือกระตุ้นให้สังคมคิดว่าปัญหาพื้นฐาน เช่นเรื่องที่ผมพูด หรือ สภาวุฒิสภาควรมีหรือมีในรูปแบบไหนอย่างไรและทำอะไร มันน่าจะต้องพูดกันบ้าง

จะไปโยนแค่บอกว่ามี ส.ส.ร.และเป็นเรื่องของ ส.ส.ร.คนก็ไม่ได้มั่นใจนะ เพราะคนก็ไม่ได้มองว่าเอาเข้าจริงๆ ถ้า ส.ส.ร.ผ่านกระบวนการของการเลือกตั้งในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งมาแล้ว แปลว่า จะขาดจากพรรคการเมือง คือถ้าทำไม่ดี กลายเป็น ส.ส.ร.แหละจะทำเป็นแค่ วิธีการที่พรรคการเมืองทำแบบพรรคการเมืองไม่ต้องรับผิดชอบ

จากเวลาที่นับถอยหลัง เกมการเมืองเข้มข้น การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล จะเกิดอุบัติเหตุก่อนที่เป้าหมายแก้รัฐธรรมนูญสำเร็จไหม

“อภิสิทธิ์ ” ตอบว่า ตอนนี้มันเปราะบางมาก เพราะมีประเด็นเรื่องรัฐบาลเป็นเสียงข้างน้อย ดังนั้น ถ้ามีการอภิปรายไม่ไว้วางใจหรืออะไรขึ้นมา ก็มองค่อนข้างชัดว่า เสถียรภาพรัฐบาลมันล่อแหลมมาก แม้ตอนหลังนายกฯ จะมาออกแถลงการณ์ก็เหมือนกับแสดงท่าทีออกมาแล้วว่า ไม่อยากจะเข้าสู่สถานการณ์นั้น ก็อาจจะชิงยุบสภาก่อน เพราะฉะนั้น ทั้งหมดเปราะบางมาก

แม้แต่ตัวรัฐธรรมนูญ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมให้มี ส.ส.ร.ออกมา ถ้ามันไม่ได้ฉันทามติจากทุกฝ่าย มันก็อาจจะไปถูกสกัดกั้นปลายทางก็ได้ มีความเป็นไปได้ทั้งสิ้น

ถ้ายังไม่ทำให้สังคมแสดงออกชัดเจน พอต้องการให้กระบวนการนี้สำเร็จ มันก็จะมีความล่อแหลมว่า คนที่สกัดกั้นเขาก็อาจจะคิดว่าเขาสกัดกั้นได้ ดังนั้น ก็ยังตอบได้ยากมากว่า การเลือกตั้งครั้งถัดไป จะได้กติกาใหม่จริงรึเปล่า

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : อภิสิทธิ์ เซตซีโร่ประชาธิปัตย์ ชูพรรคทางเลือก ตอบโจทย์ใหม่ประเทศไทย

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...