จับตา NSL กำไร Q1/69 กลับมาโต หยวนต้ามองราคาอ่อนตัวเป็นโอกาส
#ทันหุ้น – บล.หยวนต้า ส่องหุ้น บริษัท เอ็นเอสแอล ฟู้ดส์ จำกัด (มหาชน) หรือ NSL คาดกำไรใน Q4/68 ทรงตัว YoY แต่มองว่าหุ้นปรับตัวลงสะท้อนปัจจัยลบไปแล้ว
เบื้องต้นฝ่ายวิจัยคาดรายได้ใน Q4/68 ฟื้นตัว QoQ ตามปัจจัยฤดูกาลที่เป็นช่วง High season ของภาคท่องเที่ยว และเติบโต YoY ได้ แต่อาจเติบโตในอัตราที่ชะลอตัวลงเป็นระดับ 7-9% จากในช่วง 9M68 ที่โตเด่น 23.0% YoY จากการถูกกดดันจาก “โครงการละครคนละครึ่ง พลัส” ที่ส่งผลให้ยอดขายใน 7-Eleven โตได้น้อยลง ขณะที่ GPM เบื้องต้นคาดระดับ 18.0% ฟื้นตัว QoQ ตามการขยายตัวของ U-rate และไม่มีค่าใช้จ่ายในโรงงานที่สูงเหมือนใน Q3/68 แต่คาดลดลง YoY จากผลของ Product Mix ของธุรกิจ Food service ที่แย่ลง ส่วน SG&A/sales คาดยังลดลงต่อเนื่องทั้ง QoQ และ YoY ตามการทำ Cost efficiency ต่อเนื่อง ซึ่งจากปัจจัยดังกล่าวทำให้เราคาดกำไรปกติใน Q4/68 เบื้องต้นที่กรอบ 145-155 ลบ. โต QoQ แต่ทรงตัว YoY ต่ำกว่าที่ฝ่ายวิจัยประเมินไว้ก่อนหน้าที่คาดกำไรจะโตได้ทั้ง QoQ และ YoY อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยมองว่าราคาหุ้นที่ปรับตัวลงราว 11.0% ใน 3 เดือนที่ผ่านมา สะท้อนปัจจัยลบดังกล่าวไปแล้ว
คาดกำไรมีโอกาสกลับมาโต QoQ และ YoY ใน Q1/69 ฝ่ายวิจัยคาดกำไรมีโอกาสกลับมาโตทั้ง QoQ และ YoY ใน Q1/69 แม้ผ่านพ้นช่วง High season ใน Q4/68 หนุนจาก 1) การเร่งออกสินค้าใหม่มากขึ้นในกลุ่ม 7-Eleven โดยยังเน้นกลุ่มแซนวิชอบร้อนเป็นหลัก 2) รายได้จากการส่งออกที่กลับมาฟื้นตัว จากการผ่านพ้นช่วง Low season ของธุรกิจส่งออก นอกจากนี้ ฝ่ายวิจัยคาด GPM จะกลับมาฟื้นตัวที่ระดับเหนือ 20% หนุนจากการปรับขึ้นราคาขายสินค้ากลุ่ม Food service เข้ามาชดเชย Product mix ที่อ่อนแอลง
บริษัทตั้งเป้าหมายการเติบโตของรายได้ปี 2569 ที่ระดับ 15% YoY บริษัทตั้งเป้าหมายการเติบโตของรายได้ปี 2569 ที่ระดับ 15% YoY หนุนจาก 1) การขยายสาขาของร้าน 7-Eleven ราว 700 สาขาต่อปี และการเริ่มรับรู้ผลของการขยายกำลังการผลิตในช่วงกลางปี 2569 ช่วยเพิ่มความสามารถในการประมูลงานอื่นๆ นอกเหนือจากกลุ่มแซนวิชอบร้อนมากขึ้น อาทิ กลุ่มขนมหวานหลังจากที่ในปี 2568 บริษัทไม่สามารถเจาะกลุ่มสินค้าดังกล่าวได้ เนื่องจากกำลังการผลิตที่จำกัด 2) ธุรกิจ Food service โตต่อจากการเพิ่มจำนวนลูกค้า และ 3) ธุรกิจส่งออกที่โตจากลูกค้าในสหรัฐฯ ที่ยังขยายยอดสั่งซื้อต่อเนื่อง แม้ต้นทุนการนำเข้าจะสูงขึ้นจากภาษีตอบโต้ (Reciprocal tariff) สะท้อนถึงอุปสงค์ที่ยังแข็งแกร่ง ซึ่งเป้าหมายของบริษัทสูงกว่าประมาณการรายได้ของฝ่ายวิจัยเล็กน้อยที่คาดโต 12.1%
คงประมาณการและราคาเหมาะสมที่ 39.50 บาท คงคำแนะนำ “ซื้อ” แม้แนวโน้มกำไรใน Q4/68 อ่อนแอกว่าที่ฝ่ายวิจัยคาดไว้ก่อนหน้า แต่เนื่องจากประมาณการกำไรปี 2568 เดิมของฝ่ายวิจัยตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ค่อนข้าง Conservative ทำให้ฝ่ายวิจัยยังคงประมาณการกำไรปี 2568-2569 ที่ 612 ลบ. (+13.2% YoY) และ 691 ลบ. (+12.8% YoY) รวมถึงยังคงราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2568 ไว้ที่ 39.50 บาท ราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายบน PER68-69 เพียง 11.8 เท่า และ 10.5 เท่า ตามลำดับ
คงคำแนะนำ “ซื้อ” ขณะที่ประเด็นด้านภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างไทย-กัมพูชามองกระทบจำกัด เนื่องจากบริษัทมีสัดส่วนรายได้ค่อนข้างต่ำเพียง 1-3% ซึ่งไม่มีนัยสำคัญ รวมถึงพนักงานในโรงงานทั้งหมดถูกเปลี่ยนมาเป็นพนักงานชาวเมียนมาทั้งหมดตั้งแต่ช่วง Q3/68 ที่ผ่านมา