โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภูมิภาค

ตื่นตา! "ฉลามครีบดำ" 158 ตัว ว่ายเล่นอิสระในอ่าวมาหยา พีพี ยืนยันความการฟื้นตัวอย่างสมบูรณ์ของระบบนิเวศ

สวพ.FM91

อัพเดต 13 ธ.ค. 2568 เวลา 21.58 น. • เผยแพร่ 13 ธ.ค. 2568 เวลา 15.44 น.

ตื่นตา! "ฉลามครีบดำ" 158 ตัว ว่ายเล่นอิสระในอ่าวมาหยา พีพี ยืนยันความการฟื้นตัวอย่างสมบูรณ์ของระบบนิเวศ

อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี จ.กระบี่ ได้สร้างปรากฏการณ์ทางธรรมชาติครั้งสำคัญ หลังทีมนักวิจัยจากศูนย์ศึกษาและวิจัยอุทยานแห่งชาติทางทะเลที่ 3 (ตรัง) ภายใต้ “โครงการ Shark Watch Project” ยืนยันการพบฝูงฉลามครีบดำ (Carcharhinus melanopterus) จำนวนมากถึง 158 ตัว ว่ายวนอย่างอิสระและมีความสุขบริเวณอ่าวมาหยา ซึ่งถือเป็นจำนวนที่สูงเป็นประวัติการณ์

นายจินดา ศรีสุพพัตพงษ์ หัวหน้าศูนย์ศึกษาและวิจัยฯ เปิดเผยว่า จากการสำรวจเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม พบจำนวนฉลามครีบดำมากที่สุดถึง 158 ตัว การสำรวจครั้งนี้ดำเนินการระหว่างวันที่ 1-7 ธันวาคม 2568 โดยใช้เทคโนโลยีสองระบบที่ทันสมัยและไม่รบกวนสัตว์ทะเล ทั้งโดรนถ่ายภาพทางอากาศและกล้องใต้น้ำอัตโนมัติ (BRUVs) ในการตรวจนับและติดตามพฤติกรรม การค้นพบนี้เป็นหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดว่า อ่าวมาหยาได้ฟื้นตัวอย่างสมบูรณ์ และทำหน้าที่เป็น “แหล่งอนุบาลสัตว์ทะเล” ที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง

การพบฉลามครีบดำจำนวนมากในอ่าวมาหยาสะท้อนถึงคุณภาพสิ่งแวดล้อมทางทะเลที่ดี ความสำเร็จของการอนุรักษ์ และความปลอดภัยของแหล่งเพาะพันธุ์ที่สำคัญ ทั้งนี้ข้อมูลที่รวบรวมได้จะถูกนำไปวิเคราะห์ในเชิงลึกต่อไป เพื่อติดตามแนวโน้มประชากรฉลามในระยะยาว ศึกษารูปแบบการใช้พื้นที่ตามฤดูกาล พัฒนาแนวทางการจัดการพื้นที่ท่องเที่ยวให้สอดคล้องกับการอนุรักษ์ และสร้างฐานข้อมูลเพื่อการวิจัยและการศึกษาต่อไป

ศูนย์ศึกษาและวิจัยอุทยานแห่งชาติทางทะเลที่ 3 (ตรัง) ขอเน้นย้ำว่าฉลามครีบดำไม่ใช่สัตว์อันตรายต่อมนุษย์ สัตว์เหล่านี้มักหลีกเลี่ยงผู้คนและมีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพของระบบนิเวศทางทะเล การมีฉลามในทะเลบ่งชี้ว่าน่านน้ำนั้นมีความสมบูรณ์ โครงการ Shark Watch Project จึงไม่เพียงแต่เป็นการติดตามประชากรฉลาม แต่ยังเป็นการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชน เพื่อให้เกิดความตระหนักในการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลร่วมกัน

ที่มา : กรมอุทยานแห่งชาติฯ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...