คลังเปิดแผลเศรษฐกิจปี’69 จีดีพีโตต่ำ-หนี้ท่วม-รายได้วืดเป้า ชงรัฐบาลใหม่แก้วิกฤต
ปลัดคลังชี้โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทยปี’69 “จีดีพีโตต่ำ” ต้นตอสารพัดปัญหา เงินไม่สะพัด-หนี้ท่วม-หนี้สาธารณะชนเพดาน-รัฐเก็บรายได้ต่ำเป้า เผยผลพวงยุบสภาเลือกตั้งใหม่กระทบกระบวนการจัดทำงบฯปี’70 ล่าช้าอย่างน้อย 3 เดือน ยอมรับรัฐบาลรักษาการปรับมาตรการภาษีไม่ได้ ชี้นโยบายเศรษฐกิจรัฐบาลใหม่ควรเน้นกระตุ้นลงทุนต้องเดินหน้าแผน “ลดขาดดุล” เพื่อสกัดวิกฤตการคลัง ชงรัฐบาลใหม่เปิดลงทะเบียนบัตรคนจนรอบใหม่ทันที พร้อมปรับสูตร TISA ลดหย่อนภาษีเพื่อการออม
ยุบสภา-งบฯล่าช้า 3 เดือน
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์พิเศษ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า แนวโน้มเศรษฐกิจปี 2569 คงเห็นตรงกันว่า เป็นปีที่มีความท้าทาย โดยอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ (จีดีพี) อาจโตต่ำหน่อย ตามที่หลายสำนักประเมิน โดยกระทรวงการคลังคาดว่าปี 2569 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวชะลอลงที่ 2.0% ต่อปี และจากการยุบสภา ทำให้มีข้อจำกัดที่กระบวนการจัดทำงบประมาณปี 2570 จะล่าช้า ซึ่งหากมองโลกแง่ดีสุด ก็ช้าอย่างน้อย 3 เดือน
ทั้งนี้ ในช่วงไตรมาสที่ 1/69 ยอมรับว่า ค่อนข้างน่าเป็นห่วง เพราะยุบสภาเป็นรัฐบาลรักษาการ ทำให้หลายเรื่องที่อยากทำแต่ทำไม่ได้ อย่างเช่น “คนละครึ่ง พลัส” ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยืนยันชัดเจนแล้วว่า ทำไม่ได้ และเรื่องที่ทำไม่ได้ในช่วงยังไม่มีรัฐบาลใหม่ ก็กำหนดไว้ชัดเจนว่า หากเป็นเรื่องนโยบายและมีผลผูกพันกับรัฐบาลหน้า จะทำไม่ได้ หรือสิ่งที่จะต้องใช้เงินงบประมาณที่เกี่ยวกับงบฯกลางจะใช้ ก็ต้องไปขอ กกต. รวมถึงการแต่งตั้งโยกย้าย ก็ต้องไปขอ กกต.
“มาตรการต่าง ๆ หรือนโยบายอะไรก็ตามที่ต้องใช้งบฯกลาง จะมีความยากลำบากในการใช้ อย่างไรก็ดี จากที่กำหนดวันเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. 2569 ก็อาจจะช่วยให้บรรยากาศเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 1 คึกคักขึ้นมาได้ ซึ่งหลาย ๆ ครั้งที่มีการเลือกตั้ง ก็พบว่าในไตรมาสนั้น ๆ จะดี”
“จีดีพีโตต่ำ” ต้นตอปัญหา
ปลัดกระทรวงการคลังกล่าวว่า ความท้าทายในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของกระทรวงการคลังปีหน้าก็คือ จีดีพีที่โตต่ำ ซึ่งมีผลกระทบทุกอย่าง ทั้งหนี้สูง การจัดเก็บรายได้ที่มีความท้าทาย ซึ่งก็ต้องเดินหน้าขับเคลื่อนไปตามที่จะทำได้ โจทย์สำคัญคือ ต้องพยายามทำจีดีพีให้โต หากจะมีตัวเลขอะไรที่ติดลบ ก็ต้องพยายามให้ติดลบน้อยที่สุด เพราะการที่จีดีพีไม่โต ปัญหาทางเศรษฐกิจตามมาเยอะมาก
“ปี 2569 ก็ต้องพยายามทำให้จีดีพีโตให้ได้ ทั้งในส่วนกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่ต้องมีมาตรการต่าง ๆ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโต
ซึ่งวันนี้ปัญหาของประเทศไทยมีอันเดียวเลย คือ จีดีพีโตต่ำกว่าที่ควรจะเป็น โตต่ำกว่าศักยภาพของประเทศ ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาหลาย ๆ เรื่อง อย่างวันนี้ที่เราพูดเศรษฐกิจไม่ดี เงินไม่สะพัด การเก็บภาษีไม่ได้ตามเป้า หรืออะไรก็แล้วแต่ ทั้งหมดนี้เพราะจีดีพีโตต่ำ หรือหนี้สาธารณะที่จะชนเพดาน ก็เทียบกับจีดีพี”
โดยกระทรวงการคลังต้องการผลักดันการลงทุนในประเทศ โดยมุ่งการใช้งบประมาณเน้นไปที่การลงทุน โดยเฉพาะในโครงสร้างพื้นฐาน ทำโครงการที่เห็นผลระยะยาว หรือเป็น New Growth Engine ที่จะมาเป็นเครื่องยนต์ใหม่ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย
“เรามีบุญเก่า แต่เราก็ใช้มาจนหมดแล้ว บุญใหม่ไม่สร้างเลย ก็ยากหน่อย ถามว่าลงทุนอะไร ผมว่าระบบการบริหารจัดการน้ำ ทำอย่างไรก็ได้ที่จะช่วยให้ไม่แล้ง ไม่ท่วม แค่นี้ผมว่าภาคการเกษตรจะดีขึ้นเยอะ อุตสาหกรรมจะดีขึ้นเยอะ เงินที่ต้องใช้ในการไปเยียวยาความเสียหายจากน้ำท่วม ก็จะดีขึ้นเยอะ เพราะแต่ละปีต้องใช้หลายหมื่นล้านบาท”
ชงเครื่องมือการเงินใหม่
เมื่อถามว่าต้นปีจะมีการเลือกตั้ง ต้องการเห็นนโยบายเศรษฐกิจแบบไหน นายลวรณกล่าวว่า ข้าราชการคงไปให้ความเห็นไม่ได้ อย่างไรก็ดี แต่ละพรรคการเมืองมีทีมที่ออกแบบนโยบายเศรษฐกิจ นโยบายสังคม นโยบายทุก ๆ เรื่อง เพื่อไปหาเสียง ซึ่งในส่วนข้าราชการก็ต้องดูว่าใครจะมาเป็นรัฐบาล แล้วนโยบายเศรษฐกิจเป็นอย่างไร ก็ต้องมาหารือกัน อาจจะปรับบางเรื่องเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ดีที่สุด เหมาะสมที่สุด
“ผมขอพูดภาพรวมเศรษฐกิจที่เกี่ยวกับนโยบายการคลังว่า ถ้าจะเป็นกระบวนการงบประมาณ อยากเห็นการใช้ในการลงทุนมากขึ้น แม้ว่าวันนี้เรามีข้อจำกัด คือมีงบประมาณเหลือไปลงทุนไม่มาก เพราะรายจ่ายประจำก็ 70% แล้ว จึงเหลือเงินลงทุนอยู่นิดเดียว แต่จริง ๆ แล้วมีหลายวิธีในการลงทุน มีเครื่องมือทางการเงินเยอะที่จะลงทุนได้ก่อน แล้วพอเกิดประโยชน์ เกิดผลในอนาคตค่อยกลับมาใช้คืน ยกตัวอย่างอินฟราสตรักเจอร์ฟันด์ก็ทำได้ ไม่เป็นหนี้สาธารณะ ผมว่าต้องคิดอะไรใหม่ ๆ นอกกรอบบ้าง”
ปรับสูตร TISA ดันต่อรัฐบาลใหม่
นายลวรณกล่าวว่า สำหรับนโยบายเศรษฐกิจในช่วงรัฐบาลที่ผ่านมา แม้จะช่วงสั้นแต่ก็ผลักดันออกไปได้ราว 70-80% เหลืออยู่แค่ราว 20% ที่ยังไม่ผ่าน อาทิ โครงการบัญชีการออมการลงทุนส่วนบุคคล หรือ Thailand Individual Saving Account (TISA) โดยกำหนดวงเงินลดหย่อนภาษีสูงสุด 8 แสนบาท ซึ่งก็ทำให้คลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีเวลากลับไปพิจารณามากขึ้น กลับไปรับฟังความเห็นใหม่ แล้วค่อยเสนออีกที ซึ่งยืนยันว่า TISA ยังไงก็ต้องเกิด เชื่อว่าภายในกลางปีหน้าจะผลักดัน TISA ออกมาได้ แต่ต้องได้ข้อสรุปที่เป็นที่เข้าใจและพอใจในทุกภาคส่วนด้วย
“ตอนนี้ก็มีเวลากลับมาทบทวน ซึ่งอย่างน้อยที่สุด TISA ที่เป็นเรื่องไกลมาก วันนี้อยู่ใกล้มากแล้วจะคลอดอยู่แล้ว เรื่องที่เคยอยู่ไกลแบบที่ตลาดทุนคิดว่า เป็นไปไม่ได้เลยในช่วง 5 ปีนี้ ก็จะเกิดขึ้น โดยช่วง 3 เดือนนี้จะทบทวนให้ได้ข้อยุติ พอรัฐบาลใหม่มา กระทรวงการคลังก็พร้อมจะเสนอ ตอนนี้ก็ต้องกลับไปคุยให้สิ้นสงสัยว่า จริง ๆ อันนี้มันดี ทำไมเงื่อนไขตัวคูณการลดหย่อนภาษีต้องเป็นแบบนี้ ซึ่งเหตุผลหรือมิติของกระทรวงการคลังคือ มองเรื่องความเหลื่อมล้ำ”
ต้องสกัด “วิกฤตการคลัง”
ต่อกรณีที่ว่าการยุบสภา ส่งผลกระทบต่อแผนการบริหารการคลังเพื่อลดขาดดุลงบประมาณหรือไม่ นายลวรณกล่าวว่า แผนการคลังระยะปานกลาง เป็นเหมือนเข็มทิศที่กำหนดทิศทางที่จะเดินไปข้างหน้า เป็นกรอบการทำงานในแต่ละปีเพื่อไม่ให้สะเปะสะปะ มีตัวเลขที่ต้องให้ความสำคัญ เพื่อที่จะลดการขาดดุลการคลังลง จากปัจจุบันขาดดุลการคลังที่ประมาณ 4% ของ GDP ซึ่งถือว่าเยอะ เพราะสากลจะอยู่ราว 3%
“ตัวเลขที่เป็นแผนการคลังระยะปานกลาง 5 ปี ข้างหน้าของไทยต้องการลดขาดดุลให้เหลือ 2% กว่า อันนั้นก็คือทิศทางที่เราจะรักษาวินัยทางการคลัง ซึ่งในช่วงรัฐบาลรักษาการ ถ้านโยบายเกี่ยวข้องกับมาตรการภาษี อันนี้ทำไม่ได้ แต่ในแผนที่เราจะทำปฏิรูปรายได้ทั้งหมดในหลาย ๆ เรื่องยังไม่เกิดในช่วงนี้ ก็คิดว่าอาจจะเป็นการบ้านของรัฐบาลใหม่ที่เข้ามา”
อย่างไรก็ดี ยอมรับว่ารัฐบาลใหม่มีอำนาจในการปรับแผนได้อยู่แล้ว แต่ว่ากระทรวงการคลังก็ต้องอธิบายว่า หากไม่ทำตามแผนที่วางไว้ สิ่งที่จะต้องเจอในอนาคตจะเป็นอย่างไร ซึ่งอาจจะนำไปสู่วิกฤตทางการคลังได้
“ถ้าเราเข้าสู่อีกหนึ่งวิกฤต คือวิกฤตการคลังด้วย ผมว่าวันนั้นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจจะยากยิ่งขึ้น ดังนั้น อะไรที่มันจะระเบิด ก็ต้องถอดสลักออก”
แก้หนี้ครัวเรือนเดินหน้าต่อ
สำหรับการแก้หนี้ครัวเรือนก็เป็นเรื่องสำคัญ เชื่อว่ารัฐบาลหน้า หรือในการหาเสียงของทุกพรรคการเมือง ต้องแตะประเด็นนี้ ว่าการแก้ไขหนี้สินจะทำอย่างไร โดยมาตรการโอนหนี้ไปให้บริษัทบริหารหนี้ได้ผ่านการอนุมัติของคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว สามารถเดินหน้าได้ต่อ เชื่อว่าถ้าเริ่มดำเนินการสถานการณ์หนี้ครัวเรือนก็จะดีขึ้น
“เราสะสมหนี้ไว้นาน เพราะฉะนั้น การจะลดสัดส่วนของหนี้ครัวเรือนจาก 90% ของ GDP กว่าลงมา ต้องใช้เวลา แต่ถ้ามีทิศทางที่ชัดเจน มีมาตรการที่ชัดเจน ก็เชื่อว่าลงมาได้ ซึ่งวันนี้ก็ลงมาแล้ว 5% อยู่ที่ประมาณ 87% แต่ก็คงไม่ลงแบบรวดเร็วทันใจ แต่ค่อย ๆ ลง ประเทศไทยยังโชคดี คือครึ่งหนึ่งเป็นหนี้ที่มีหลักประกัน เป็นหนี้บ้าน หนี้ยานยนต์ ซึ่งใช้ในการทำมาหากิน ประกอบอาชีพ”
เปิดลงทะเบียนบัตรคนจน
ปลัดคลังกล่าวว่า ในปีหน้าหลังจัดตั้งรัฐบาลใหม่แล้ว เรื่องที่จะเกิดขึ้นก็คือ การเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใหม่ ทั้งนี้ หากได้รัฐบาลช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย. 2569 การลงทะเบียนก็คงไม่เกินครึ่งปีแรก แม้จะช้ากว่าเดิม จากที่เคยวางไว้ว่าจะลงทะเบียนเดือน ม.ค. 2569 แต่ก็ถือว่าไม่ช้า ซึ่งรอบนี้จะง่ายมาก เพราะจะให้คนที่ถือบัตรเดิมอยู่แล้ว 13.4 ล้านคน เพียงแค่กดยืนยันตัวตน ว่ามีความประสงค์จะเข้าร่วมโครงการ ไม่ต้องกรอกอะไร จากที่เมื่อก่อน เวลาลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ต้องกรอกเอกสารเยอะแยะ มีทรัพย์สินอะไร ยังไง รอบนี้จะไม่ใช้เลย เพราะเรามีข้อมูลขนาดใหญ่ (Data Lake) ที่คิดว่าสมบูรณ์ และมีระบบการกลั่นกรองคุณสมบัติที่แม่นยำมากขึ้น
และระหว่างนี้ กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง มีภารกิจในการทบทวนสวัสดิการต่าง ๆ ที่จ่ายให้กับคนไทยทั้งหมด เพื่อให้รู้ว่าใครได้รับความช่วยเหลืออะไรไปแล้วบ้างจากภาครัฐ เพื่อนำไปสู่การทำให้การให้สวัสดิการไม่ซ้ำซ้อน ซึ่งจะช่วยประหยัดงบประมาณได้
ชูธง NIT สวัสดิการแบบใหม่
นายลวรณกล่าวอีกว่า เรื่องที่กำลังเร่งผลักดันคือ Data Lake ที่เป็นถังข้อมูลขนาดใหญ่ ที่มีการเชื่อมโยงข้อมูลหลายหน่วยงานเข้าด้วยกัน อย่างเช่น ข้อมูลจาก 3 กรมจัดเก็บภาษี ที่เมื่อก่อนแชร์กันไม่ได้ วันนี้เริ่มเห็นข้อมูลข้ามกรม ใช้ประโยชน์ในการตรวจสอบภาษีได้ดีขึ้น Data Lake จะเป็นฐานข้อมูลในการทำเรื่องอื่น ๆ ต่อไป อย่างเช่น อารีย์สกอร์ (Ari Score) จะทำให้คนตัวเล็กมีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อในระบบ ที่น่าจะเริ่มออกมาทดลองใช้ในช่วงต้นปี 2569
“อารีย์สกอร์ จะตอบโจทย์การแก้หนี้นอกระบบ เพราะข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้จะเปิดโอกาสให้คนตัวเล็กเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ ซึ่งก็ไม่มีเหตุผลที่เขาจะไปกู้นอกระบบ โดยอารีย์สกอร์จะเป็นเรื่องหนึ่งที่นำฐานข้อมูลต่อยอดเพื่อช่วยคนตัวเล็ก”
สิ่งที่จะเป็นผลลัพธ์จาก Data Lake อีกเรื่องคือ Negative Income Tax (NIT) แนวคิดด้านภาษีและสวัสดิการที่ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย โดยคลังตั้งเป้าจะนำมาใช้ภายในช่วง 2 ปีข้างหน้า โดยขณะนี้เรื่องเดินหน้าอยู่ เพราะทิศทางนโยบายชัดเจนแล้ว เชื่อว่าคงไม่สะดุด
“เราจะเดินหน้าเรื่อง NIT เต็มที่ เชื่อว่าการจัดเก็บภาษีจะดีขึ้น โดยตามแนวทาง NIT คนไทยทุกคนต้องยื่นแบบเงินได้ ซึ่งปัจจุบันมีคนยื่นแบบ 11 ล้านคน แต่มีคนเสียภาษีแค่ 4 ล้านคน ดังนั้นใครอยากจะได้สวัสดิการต้องยื่นแบบก่อน ไม่ยื่นก็รับสวัสดิการไม่ได้ ยื่นไปเลยว่าปีนี้ คุณมีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ แล้วระบบจะบอกเองว่า คุณจะไปทางซ้ายหรือไปทางขวา”
รุกคืบปฏิบัติการสกัด “เงินเทา”
ปลัดคลังกล่าวเพิ่มเติมว่า ส่วนความคืบหน้าการจัดการเครือข่ายสแกมเมอร์สกัดเงินเทานั้น ที่ผ่านมารัฐบาลให้ความสำคัญเรื่องนี้มาก โดยมีการจัดตั้งคณะกรรมการชุดใหญ่ที่นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ซึ่งได้กำหนดทิศทางการดำเนินงานไว้เสร็จหมดแล้ว ว่าใครต้องทำอะไรบ้าง อย่างไรก็ดี เรื่องนี้มีข้อมูลที่เป็นชั้นความลับสูง จึงยังเปิดเผยอะไรไม่ได้
ในส่วนของการทำ “ดาต้าบูโร” (Data Bureau) อันนี้ไม่ได้ตั้งหน่วยงานอะไรขึ้นมาใหม่ แต่กำลังจะบอกว่าข้อมูลที่แต่ละหน่วยงานดู ต้องมาอยู่ที่เดียวกัน ขณะนี้คณะทำงานอยู่ระหว่างเร่งดำเนินการเชื่อมโยงข้อมูลและข้อกฎหมาย ของทุกหน่วยงานที่มีอำนาจกำกับดูแลสินทรัพย์มีค่า อาทิ คริปโตเคอร์เรนซี และทองคำ หลักการสำคัญคือ ตรวจสอบให้เห็นว่ามีช่องโหว่ตรงจุดใดบ้าง เพื่อหาแนวทางปิดช่องโหว่ให้แคบลงมากที่สุด ซึ่งจะเป็นหนึ่งในแนวทางหลักในการแก้ไขและป้องกันปัญหาแก๊งสแกมเมอร์
อย่างกรณี ทองคำ กรมศุลกากรก็มีข้อมูลเกี่ยวกับการนำเข้า ส่งออก ซึ่งเห็นเพียงมุมของตน ปปง.ก็มีข้อมูลมุมหนึ่ง แบงก์ชาติมองมุมหนึ่ง หรือกรมสรรพากรก็จะมองอีกมุมหนึ่ง คือแม้ทุกหน่วยงานจะมีข้อมูล แต่เป็นลักษณะ “ต่างคนต่างเห็น” ไม่ครบทุกมิติ
กรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เสนอว่า ควรมีหน่วยงานขึ้นมากำกับเกี่ยวกับธุรกรรมทองคำนั้น ปลัดคลังกล่าวว่า เรื่องให้ใครมากำกับเรื่องทอง คงต้องมาพิจารณากัน ซึ่งจะเป็นภาพสุดท้าย แต่วันนี้คือ ต้องดูว่าช่องว่างช่องโหว่อยู่ต้องไหนก่อน แล้วค่อยดูว่าใครจะทำหน้าที่ปิด Gap ตรงนั้น
“ระหว่างนี้การบ้านชัดเจนแล้ว ทุกคนในดาต้าบูโรต้องไปหาว่าช่องโหว่อยู่ตรงไหน แล้วดูว่าจะปิด Gap ได้ด้วยอะไร ซึ่งถ้าได้คำตอบแล้ว ถึงตอนนั้นผมเชื่อว่าคงมีรัฐบาลใหม่แล้ว พอรัฐบาลเข้ามาก็เสนอเลยว่าจะปิด Gap ได้ด้วยอะไร” ปลัดกระทรวงการคลังกล่าว
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : คลังเปิดแผลเศรษฐกิจปี’69 จีดีพีโตต่ำ-หนี้ท่วม-รายได้วืดเป้า ชงรัฐบาลใหม่แก้วิกฤต
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net