พิษ ภาษีทรัมป์ บีบ “ธุรกิจเล็กสหรัฐ” กู้ดอกโหดกว่า 30% เสี่ยงล้มละลาย
ธุรกิจขนาดเล็กในสหรัฐที่ต้องแบกรับภาระ ภาษีทรัมป์ เริ่มหันไปพึ่งสินเชื่อดอกเบี้ยสูงอย่าง merchant cash loan กว่า 30% เพื่อประคองกิจการ เสี่ยงล้มละลาย
วันที่ 18 ธันวาคม 2568 เวลา 06.15 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่าธุรกิจขนาดเล็กจำนวนหนึ่งในสหรัฐที่ต้องแบกรับต้นทุนจากมาตรการภาษีนำเข้าใหม่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังหันไปพึ่งพาแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยสูง เช่น merchant cash loan และหนี้รูปแบบอื่น เพื่อใช้ชำระภาษีดังกล่าว เจ้าของกิจการหลายรายให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่า การก่อหนี้ลักษณะนี้อาจนำไปสู่หายนะทางการเงิน เนื่องจากถูกเสนอสินเชื่อในลักษณะเอาเปรียบ โดยมีอัตราดอกเบี้ยสูงเกิน 30% เพื่อชดเชยต้นทุนภาษีศุลกากรที่เพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน
ผู้ประกอบการเหล่านี้ยังเตือนว่า แม้ศาลสูงสุดสหรัฐอาจยืนตามคำตัดสินของศาลชั้นต้นและวินิจฉัยว่าภาษีใหม่ของทรัมป์ผิดกฎหมาย พร้อมสั่งให้รัฐบาลคืนเงินภาษีที่จ่ายไปแล้ว แต่ภาระหนี้และดอกเบี้ยที่ก่อขึ้นระหว่างทางอาจทำให้ธุรกิจยังคงติดหล่มทางการเงินต่อไป โดย สำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐ (CBP) เปิดเผยว่า ในปีนี้รัฐบาลเก็บรายได้จากภาษีศุลกากรได้มากกว่า 200,000 ล้านดอลลาร์ จากมาตรการภาษีใหม่ดังกล่าว
แหล่งเงินทุนที่ธุรกิจขนาดเล็กจำนวนมากพึ่งพา ได้แก่ merchant cash loans และข้อตกลงซื้อรายได้ล่วงหน้า (revenue purchase agreements) ซึ่งไม่อยู่ภายใต้การกำกับของ Federal Deposit Insurance Corporation (FDIC) และไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อของรัฐบาลกลาง
จอช เอสนาร์ด ซีอีโอของ The Cut Buddy บริษัทผลิตภัณฑ์โกนหนวด เปิดเผยว่า เขาได้รับโทรศัพท์จากผู้ปล่อยกู้ดอกเบี้ยสูงหลายครั้งต่อวัน และมองว่าผู้ให้กู้เหล่านี้มีพฤติกรรมก้าวร้าวและหลอกลวงทั้งทางโทรศัพท์และอีเมล แม้ในกรณีที่ศาลสูงสุดตัดสินให้ภาษีเป็นโมฆะและบริษัทได้รับเงินคืน เอสนาร์ดยอมรับว่าเงินดังกล่าวก็ไม่อาจฟื้นฟูฐานะการเงินของบริษัทได้อย่างแท้จริง เนื่องจากภาระหนี้ที่เกิดขึ้นแล้ว
เอสนาร์ดใช้ผู้ปล่อยกู้ถึง 3 รายเพื่อชำระภาษี โดยอัตราดอกเบี้ยอยู่ระหว่าง 24%–30% และยังต้องจ่ายค่าธรรมเนียมการพิจารณาสินเชื่อรวม 30,000 ดอลลาร์ นอกเหนือจากเงินกู้หลัก เขากู้เงินรวม 950,000 ดอลลาร์ เพื่อชำระภาษี 800,000 ดอลลาร์ พร้อมกันเงินสำรองอีก 150,000 ดอลลาร์ สำหรับค่าแรงพนักงานและค่าใช้จ่ายประจำ จนกว่าจะได้รับเงินจากผู้ค้าปลีกและลูกค้า ซึ่งหนี้ดังกล่าวต้องใช้เวลาถึง 5 ปีในการชำระคืน และยังคงเป็นการขาดทุนในภาพรวม
ในสัญญาฉบับหนึ่ง เอสนาร์ดกู้เงิน 250,000 ดอลลาร์ แต่ต้องชำระคืนถึง 325,000 ดอลลาร์จากค่าธรรมเนียม และต้องผ่อนชำระรายสัปดาห์ ต่อมาเขาได้รับความช่วยเหลือจาก The Business Consortium Fund ซึ่งให้สินเชื่อแก่ธุรกิจรายย่อยและธุรกิจของชนกลุ่มน้อย ทำให้ภาระการผ่อนชำระลดจากสัปดาห์ละ 35,000 ดอลลาร์ เหลือเดือนละ 35,000 ดอลลาร์ เอสนาร์ด ระบุว่า แม้ยอดชำระยังสูง แต่ดีกว่าการต้องเผชิญดอกเบี้ยแบบเอาเปรียบ และช่วยให้ธุรกิจรอดพ้นจากการปิดกิจการ
The Cut Buddy ซึ่งเคยออกรายการ Shark Tank ในปี 2560 จำหน่ายสินค้าผ่านออนไลน์และร้านค้าปลีกขนาดใหญ่อย่าง Walmart, Target และ CVS โดยเอสนาร์ดระบุว่า ปี 2568 เดิมทีถูกคาดหวังว่าจะเป็นปีที่รายได้และกำไรสุทธิสูงที่สุด แต่ภาษีนำเข้าได้ทำลายความคาดหวังดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง
ด้าน โจแอนน์ คาร์ติเกลีย เจ้าของ Queen’s Treasures บริษัทของเล่นจากรัฐนิวยอร์ก กล่าวว่า ภาระหนี้จากภาษีได้เปลี่ยนแผนการเกษียณของเธออย่างสิ้นเชิง เดิมทีเธอและสามีวางแผนจะเกษียณในอีกสองปี แต่ปัจจุบันแทบไม่เห็นความหวัง เนื่องจากบริษัทต้องขึ้นราคาสินค้า รวมถึงตุ๊กตา Little House on the Prairie ขณะเดียวกันปัญหาสินค้าขาดสต็อกทำให้ยอดขายลดลงถึง 33%
คาร์ติเกลีย ระบุว่า เธอต้องกู้เงินเพื่อประคองธุรกิจ คะแนนเครดิตลดลง และธนาคารไม่พร้อมปล่อยกู้ ทำให้ถูกบังคับให้พึ่งพาแหล่งเงินทุนทางเลือก ซึ่งเธอเรียกว่าเป็นดอกเบี้ยอัตรามาเฟียสูงกว่า 20% แม้ศาลสูงสุดจะตัดสินให้ภาษีเป็นโมฆะ เธอเชื่อว่าปัญหาสภาพคล่องของบริษัทก็ยังไม่สามารถแก้ไขได้ เพราะเงินที่จ่ายเป็นภาษีควรนำไปใช้ดำเนินธุรกิจและเตรียมสต็อกสำหรับช่วงเทศกาล เธอกล่าวว่ารู้สึกราวกับรัฐบาลกำลังผลักดันให้ธุรกิจของเธอต้องปิดตัว และมองว่าภาษีเหล่านี้สวนทางกับความฝันแบบอเมริกัน
ขณะที่ Village Lighting Co. จากรัฐยูทาห์ เปิดเผยว่า ภาษีนำเข้าจากตู้คอนเทนเนอร์กว่า 100 ตู้ที่สั่งในปีนี้ใกล้แตะ 1 ล้านดอลลาร์ โดยครึ่งหนึ่งของยอดขายเป็นราคาที่ตกลงล่วงหน้า ทำให้บริษัทต้องขายสินค้าขาดทุน ผู้ร่วมก่อตั้งระบุว่าบริษัทแทบกลายเป็นกิจการที่ดำเนินงานเพื่อจ่ายภาษีมากกว่าทำกำไร แม้จะสามารถกู้เงินจากธนาคารได้ แต่การขึ้นราคาสินค้ากลับทำให้ยอดขายลดลงอย่างมาก จนต้องลดราคาเพื่อระบายสต็อก
ผู้ประกอบการรายนี้ทิ้งท้ายว่าประสบการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่าภาษีนำเข้าในระดับนี้ไม่ยั่งยืน ผู้บริโภคไม่สามารถรับภาระราคาที่สูงขึ้นได้ และภาระทั้งหมดจึงตกอยู่ที่ผู้นำเข้า ซึ่งกำลังคุกคามการอยู่รอดของธุรกิจขนาดเล็กจำนวนมากในสหรัฐ
อ้างอิง : www.cnbc.com