โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

พิษ ภาษีทรัมป์ บีบ “ธุรกิจเล็กสหรัฐ” กู้ดอกโหดกว่า 30% เสี่ยงล้มละลาย

การเงินธนาคาร

อัพเดต 18 ธ.ค. 2568 เวลา 10.27 น. • เผยแพร่ 18 ธ.ค. 2568 เวลา 03.27 น.

ธุรกิจขนาดเล็กในสหรัฐที่ต้องแบกรับภาระ ภาษีทรัมป์ เริ่มหันไปพึ่งสินเชื่อดอกเบี้ยสูงอย่าง merchant cash loan กว่า 30% เพื่อประคองกิจการ เสี่ยงล้มละลาย

วันที่ 18 ธันวาคม 2568 เวลา 06.15 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่าธุรกิจขนาดเล็กจำนวนหนึ่งในสหรัฐที่ต้องแบกรับต้นทุนจากมาตรการภาษีนำเข้าใหม่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังหันไปพึ่งพาแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยสูง เช่น merchant cash loan และหนี้รูปแบบอื่น เพื่อใช้ชำระภาษีดังกล่าว เจ้าของกิจการหลายรายให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่า การก่อหนี้ลักษณะนี้อาจนำไปสู่หายนะทางการเงิน เนื่องจากถูกเสนอสินเชื่อในลักษณะเอาเปรียบ โดยมีอัตราดอกเบี้ยสูงเกิน 30% เพื่อชดเชยต้นทุนภาษีศุลกากรที่เพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน

ผู้ประกอบการเหล่านี้ยังเตือนว่า แม้ศาลสูงสุดสหรัฐอาจยืนตามคำตัดสินของศาลชั้นต้นและวินิจฉัยว่าภาษีใหม่ของทรัมป์ผิดกฎหมาย พร้อมสั่งให้รัฐบาลคืนเงินภาษีที่จ่ายไปแล้ว แต่ภาระหนี้และดอกเบี้ยที่ก่อขึ้นระหว่างทางอาจทำให้ธุรกิจยังคงติดหล่มทางการเงินต่อไป โดย สำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐ (CBP) เปิดเผยว่า ในปีนี้รัฐบาลเก็บรายได้จากภาษีศุลกากรได้มากกว่า 200,000 ล้านดอลลาร์ จากมาตรการภาษีใหม่ดังกล่าว

แหล่งเงินทุนที่ธุรกิจขนาดเล็กจำนวนมากพึ่งพา ได้แก่ merchant cash loans และข้อตกลงซื้อรายได้ล่วงหน้า (revenue purchase agreements) ซึ่งไม่อยู่ภายใต้การกำกับของ Federal Deposit Insurance Corporation (FDIC) และไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อของรัฐบาลกลาง

จอช เอสนาร์ด ซีอีโอของ The Cut Buddy บริษัทผลิตภัณฑ์โกนหนวด เปิดเผยว่า เขาได้รับโทรศัพท์จากผู้ปล่อยกู้ดอกเบี้ยสูงหลายครั้งต่อวัน และมองว่าผู้ให้กู้เหล่านี้มีพฤติกรรมก้าวร้าวและหลอกลวงทั้งทางโทรศัพท์และอีเมล แม้ในกรณีที่ศาลสูงสุดตัดสินให้ภาษีเป็นโมฆะและบริษัทได้รับเงินคืน เอสนาร์ดยอมรับว่าเงินดังกล่าวก็ไม่อาจฟื้นฟูฐานะการเงินของบริษัทได้อย่างแท้จริง เนื่องจากภาระหนี้ที่เกิดขึ้นแล้ว

เอสนาร์ดใช้ผู้ปล่อยกู้ถึง 3 รายเพื่อชำระภาษี โดยอัตราดอกเบี้ยอยู่ระหว่าง 24%–30% และยังต้องจ่ายค่าธรรมเนียมการพิจารณาสินเชื่อรวม 30,000 ดอลลาร์ นอกเหนือจากเงินกู้หลัก เขากู้เงินรวม 950,000 ดอลลาร์ เพื่อชำระภาษี 800,000 ดอลลาร์ พร้อมกันเงินสำรองอีก 150,000 ดอลลาร์ สำหรับค่าแรงพนักงานและค่าใช้จ่ายประจำ จนกว่าจะได้รับเงินจากผู้ค้าปลีกและลูกค้า ซึ่งหนี้ดังกล่าวต้องใช้เวลาถึง 5 ปีในการชำระคืน และยังคงเป็นการขาดทุนในภาพรวม

ในสัญญาฉบับหนึ่ง เอสนาร์ดกู้เงิน 250,000 ดอลลาร์ แต่ต้องชำระคืนถึง 325,000 ดอลลาร์จากค่าธรรมเนียม และต้องผ่อนชำระรายสัปดาห์ ต่อมาเขาได้รับความช่วยเหลือจาก The Business Consortium Fund ซึ่งให้สินเชื่อแก่ธุรกิจรายย่อยและธุรกิจของชนกลุ่มน้อย ทำให้ภาระการผ่อนชำระลดจากสัปดาห์ละ 35,000 ดอลลาร์ เหลือเดือนละ 35,000 ดอลลาร์ เอสนาร์ด ระบุว่า แม้ยอดชำระยังสูง แต่ดีกว่าการต้องเผชิญดอกเบี้ยแบบเอาเปรียบ และช่วยให้ธุรกิจรอดพ้นจากการปิดกิจการ

The Cut Buddy ซึ่งเคยออกรายการ Shark Tank ในปี 2560 จำหน่ายสินค้าผ่านออนไลน์และร้านค้าปลีกขนาดใหญ่อย่าง Walmart, Target และ CVS โดยเอสนาร์ดระบุว่า ปี 2568 เดิมทีถูกคาดหวังว่าจะเป็นปีที่รายได้และกำไรสุทธิสูงที่สุด แต่ภาษีนำเข้าได้ทำลายความคาดหวังดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง

ด้าน โจแอนน์ คาร์ติเกลีย เจ้าของ Queen’s Treasures บริษัทของเล่นจากรัฐนิวยอร์ก กล่าวว่า ภาระหนี้จากภาษีได้เปลี่ยนแผนการเกษียณของเธออย่างสิ้นเชิง เดิมทีเธอและสามีวางแผนจะเกษียณในอีกสองปี แต่ปัจจุบันแทบไม่เห็นความหวัง เนื่องจากบริษัทต้องขึ้นราคาสินค้า รวมถึงตุ๊กตา Little House on the Prairie ขณะเดียวกันปัญหาสินค้าขาดสต็อกทำให้ยอดขายลดลงถึง 33%

คาร์ติเกลีย ระบุว่า เธอต้องกู้เงินเพื่อประคองธุรกิจ คะแนนเครดิตลดลง และธนาคารไม่พร้อมปล่อยกู้ ทำให้ถูกบังคับให้พึ่งพาแหล่งเงินทุนทางเลือก ซึ่งเธอเรียกว่าเป็นดอกเบี้ยอัตรามาเฟียสูงกว่า 20% แม้ศาลสูงสุดจะตัดสินให้ภาษีเป็นโมฆะ เธอเชื่อว่าปัญหาสภาพคล่องของบริษัทก็ยังไม่สามารถแก้ไขได้ เพราะเงินที่จ่ายเป็นภาษีควรนำไปใช้ดำเนินธุรกิจและเตรียมสต็อกสำหรับช่วงเทศกาล เธอกล่าวว่ารู้สึกราวกับรัฐบาลกำลังผลักดันให้ธุรกิจของเธอต้องปิดตัว และมองว่าภาษีเหล่านี้สวนทางกับความฝันแบบอเมริกัน

ขณะที่ Village Lighting Co. จากรัฐยูทาห์ เปิดเผยว่า ภาษีนำเข้าจากตู้คอนเทนเนอร์กว่า 100 ตู้ที่สั่งในปีนี้ใกล้แตะ 1 ล้านดอลลาร์ โดยครึ่งหนึ่งของยอดขายเป็นราคาที่ตกลงล่วงหน้า ทำให้บริษัทต้องขายสินค้าขาดทุน ผู้ร่วมก่อตั้งระบุว่าบริษัทแทบกลายเป็นกิจการที่ดำเนินงานเพื่อจ่ายภาษีมากกว่าทำกำไร แม้จะสามารถกู้เงินจากธนาคารได้ แต่การขึ้นราคาสินค้ากลับทำให้ยอดขายลดลงอย่างมาก จนต้องลดราคาเพื่อระบายสต็อก

ผู้ประกอบการรายนี้ทิ้งท้ายว่าประสบการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่าภาษีนำเข้าในระดับนี้ไม่ยั่งยืน ผู้บริโภคไม่สามารถรับภาระราคาที่สูงขึ้นได้ และภาระทั้งหมดจึงตกอยู่ที่ผู้นำเข้า ซึ่งกำลังคุกคามการอยู่รอดของธุรกิจขนาดเล็กจำนวนมากในสหรัฐ

อ้างอิง : www.cnbc.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐฯ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...