เด็กกินสับปะรดได้ไหม อันตรายหรือเปล่า กินอย่างไรให้ปลอดภัย?
หลายคนอาจเคยกินสับปะรดแล้วรู้สึกแสบลิ้น คันปาก หรือระคายเคืองที่คอ ความจริงแล้วอาการเหล่านี้เกิดจากเอนไซม์ที่ชื่อว่า โบรมีเลน (Bromelain) เอนไซม์ตัวนี้มีหน้าที่ช่วยย่อยโปรตีนสถาบันการแพทย์หลายแห่งอธิบายตรงกันว่า เอนไซม์นี้สามารถสลายโปรตีนที่อยู่บนผิวหนังหรือเยื่อบุของเราได้เล็กน้อย จึงทำให้รู้สึกแสบหรือคันเมื่อกินเข้าไป โดยเฉพาะในปากของเด็กที่บอบบางและไวต่อสิ่งกระตุ้นมากกว่าผู้ใหญ่ คุณพ่อคุณแม่บางคนถึงกับตั้งคำถามว่าให้ เด็กกินสับปะรดได้ไหม กินได้มากน้อยแค่ไหน เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบหรืออันตรายภายในช่องปากมากเกินไปสถาบัน McGill University ในแคนาดาให้คำอธิบายเอาไว้ว่า โบรมิเลนสามารถทำให้ชั้นเมือกปกป้องผิวในช่องปากบางลงชั่วคราว และเมื่อบวกกับกรดตามธรรมชาติในสับปะรด จึงอาจเกิดอาการแสบลิ้นได้ง่ายขึ้นในบางคน และเป็นเพียงอาการระคายเคืองชั่วคราวที่หายได้เองเมื่อหยุดกินนั่นเองในช่วงที่ผ่านมาคุณพ่อคุณแม่อาจเห็นข่าว เด็กกินสับปะรดแล้วทำให้ลิ้นเป็นแผลรุนแรง ทำให้เกิดคำถามว่าจริงๆ แล้ว ให้ เด็กกินสับปะรดได้ไหม เพราะนอกจากกังวลว่าสับปะรดจะทำให้ลูกปากแสบ แสบลิ้นได้แล้ว รสเปรี้ยวและความเป็นกรดของสับปะรดก็ดูเหมือนจะไม่ใช่ผลไม้ที่เหมาะกับเด็กเท่าไรนักแล้วเด็กกินสับปะรดได้หรือเปล่า?
คำตอบก็คือ กินได้ เพราะสับปะรดเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน มีแมงกานีสช่วยพัฒนาความแข็งแรงของกระดูก และไฟเบอร์ที่ดีต่อระบบขับถ่าย แต่เพราะปากและลิ้นของเด็กเล็กบอบบางกว่าผู้ใหญ่มาก จึงอาจเกิดอาการแสบและระคายเคืองในช่องปากได้ง่ายแต่เด็กบางคนอาจแพ้สับปะรดได้
หากเป็นการกินครั้งแรก คุณพ่อคุณแม่อาจต้องสังเกตอาการของลูกว่า กินแล้วระคายเคืองตามปกติของการกินสับปะรด เช่น มีอาการคันปาก แสบลิ้น หรือมีตุ่มเล็กๆ บนลิ้นหรือไม่ ถ้าใช่ ควรให้ลูกหยุดกินและรอให้อาการหายไปเองภายในไม่กี่ชั่วโมงแต่ถ้าหลังกินสับปะรดแล้วมีอาการแพ้ เช่น ปากบวม คันทั้งใบหน้า ผื่นลมพิษ อาเจียน หรือหายใจลำบาก กรณีนี้ต้องหยุดกินและควรรีบไปพบแพทย์ทันทีทำไมสับปะรดบางสายพันธุ์ไม่ทำให้แสบลิ้น
งานวิจัยด้านพฤกษศาสตร์พบว่า ส่วนที่มีโบรมิเลนเข้มข้นที่สุด คือ บริเวณแกนกลางของสับปะรด ส่วนที่ยังไม่สุกเต็มที่ หรือสับปะรดสายพันธุ์ที่มีรสเปรี้ยวจัดเพราะฉะนั้น ถ้าคุณพ่อคุณแม่เลือกสับปะรดที่สุกพอดี หวาน ฉ่ำ ไม่เปรี้ยวเกินไป จะช่วยลดโอกาสระคายเคืองในช่องปากลงไปด้วยวิธีให้ลูกกินสับปะรดอย่างปลอดภัย
เวลาจะให้ลูกกินสับปะรด สิ่งสำคัญคือทำให้เอนไซม์โบรมิเลนและความเป็นกรดในผลไม้นี้อ่อนลง เพราะสองอย่างนี้เป็นตัวการที่ทำให้ปากแสบหรือเป็นแผลได้ง่าย โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่เยื่อบุบอบบาง ซึ่งหลายงานศึกษาด้านอาหารพบตรงกันว่า แกนกลางของสับปะรดมีโบรมิเลนสูงที่สุด คุณพ่อคุณแม่จึงควรหั่นเอาแกนออกก่อนเสิร์ฟ ก็จะช่วยลดโอกาสระคายเคืองได้มากการเลือกสับปะรดก็สำคัญไม่แพ้กันค่ะ ถ้าเป็นผลที่สุกหวาน ก็จะมีความเป็นกรดน้อยลง แต่ถ้าผลเปรี้ยวจัด มักทำให้รู้สึกแสบลิ้นง่ายกว่า นอกจากนี้มีผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการแนะนำว่า การปอกและแช่สับปะรดในน้ำเกลืออ่อนๆ ก่อนกิน จะช่วยลดฤทธิ์ของเอนไซม์ลงช่วยทำให้ลูกกินได้ง่ายขึ้นและถ้าหากคุณพ่อคุณแม่กังวลว่าลูกจะระคายเคือง การนำสับปะรดไปผ่านความร้อน เช่น ย่างหรืออบก่อนกิน ก็ช่วยลดฤทธิ์ของเอนไซม์โบรมิเลนได้มากเช่นกันอ่านบทความ: 4 เทคนิคง่ายๆ ฝึกลูกให้กินผักและผลไม้อ้างอิงnccih.nih.goviflsciencemcgill.ca