โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ทริส ลดเรทติ้งองค์กร-หุ้นกู้ ITD เหตุผลดำเนินงานอ่อนแอกว่าคาด

การเงินธนาคาร

อัพเดต 29 ธ.ค. 2568 เวลา 12.01 น. • เผยแพร่ 29 ธ.ค. 2568 เวลา 05.01 น.

ทริส ลดอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันของ ITD เป็น “B” และ “B-” จาก “B+” และ “B” ตามลำดับ เหตุผลการดำเนินงานอ่อนแอกว่าคาด หุ้นกู้ 2,000 ล้านบาท ครบไถ่ถอน ก.พ.69

วันที่ 29 ธ.ค.2568 ทริสเรทติ้ง ประกาศลดอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันของบมจ. อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (ITD) เป็น “B” และ “B-” จาก “B+” และ “B” ตามลำดับ พร้อมทั้งคงแนวโน้มอันดับเครดิต “Negative” หรือ “ลบ” เช่นเดิม

การปรับลดอันดับเครดิตสะท้อนถึงผลการดำเนินงานของบริษัทที่อ่อนแอกว่าคาดโดยบริษัทมีผลขาดทุนจากการดำเนินงานประมาณ 1 หมื่นล้านบาทในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 (9M68)

นอกจากนี้ ผลการดำเนินงานของบริษัทในช่วง 2-3 ปีข้างหน้าก็คาดว่าจะยังคงอ่อนแอกว่าคาดการณ์เดิมอย่างมีนัยสำคัญ โดยการขายหุ้นทั้งหมดใน ITD Cementation India Ltd. (ITD CEM) ส่งผลทำให้ฐานรายได้และกำไรของบริษัทลดลงเกือบ 50%

ในขณะที่กำไรส่วนใหญ่จากการขายหุ้นจำนวน 8.2 พันล้านบาท ถูกหักล้างด้วยผลขาดทุนจากการดำเนินงานในปี 2568 ที่มีจำนวนมาก และแม้บริษัทจะได้ผู้ร่วมลงทุนในโครงการเหมืองแร่โปแตซ แต่ระยะในการพัฒนาโครงการก็ต้องใช้เวลาประมาณ 3-4 ปีกว่าที่จะเริ่มสร้างรายได้

แนวโน้มอันดับเครดิต “Negative” หรือ “ลบ” สะท้อนถึงความเสี่ยงที่อันดับเครดิตอาจถูกปรับลดลงอีกในระยะอันใกล้นี้เนื่องจากยังไม่แน่ชัดว่าบริษัทจะชำระหนี้หุ้นกู้จำนวน 2 พันล้านบาทซึ่งจะครบกำหนดไถ่ถอนในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 นี้ได้อย่างไร รวมถึงยังคงมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการฟื้นตัวของผลการดำเนินงานของบริษัทอีกด้วย

นอกจากนี้ การที่ผู้สอบบัญชีไม่แสดงความเห็นต่องบการเงินของบริษัทมาตั้งแต่ปี 2566 นั้นก็ยังคงเป็นปัจจัยลบต่ออันดับเครดิตอีกด้วย

อันดับเครดิตยังคงสะท้อนถึงสถานะผู้นำในธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง (E&C) ภายในประเทศของบริษัทแม้จะมีแนวโน้มอ่อนแอลงก็ตาม และยังสะท้อนถึงมูลค่าโครงการที่ยังไม่ส่งมอบ (Backlog) จำนวนมากด้วย อย่างไรก็ตาม จุดแข็งเหล่านี้ถูกลดทอนด้วยโครงสร้างเงินทุนที่มีภาระหนี้สูงและสภาพคล่องที่ตึงตัวของบริษัท รวมถึงความเสี่ยงจากการแข่งขันที่รุนแรงและลักษณะที่เป็นวงจรของอุตสาหกรรม E&C

ประเด็นสำคัญที่กำหนดอันดับเครดิต

ผลการดำเนินงานคาดว่าจะยังคงอ่อนแอต่อไปในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า

ผลการดำเนินงานของบริษัทในช่วง 9M68 ต่ำกว่าที่ทริสเรทติ้งคาดการณ์ไว้เป็นอย่างมาก ทั้งนี้ รายได้ของบริษัทในช่วง 9M68 ลดลงถึง 52% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าอันเป็นผลมาจากการขายกิจการของ ITD CEM และบริษัทมีรายได้เพียงประมาณครึ่งหนึ่งของประมาณการเต็มปีก่อนหน้าของทริสเรทติ้ง

นอกจากนี้ บริษัทยังขาดทุนอย่างมีนัยสำคัญจากต้นทุนโครงการที่สูงกว่างบประมาณในหลายโครงการหลัก ๆ เช่น โครงการเหมืองแม่เมาะ โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงสัญญา 5 โครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-นครราชสีมาสัญญา 3-4 และโครงการทางพิเศษพระราม 3-ดาวคะนอง-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตก (สัญญา 3) เป็นต้น ส่งผลให้บริษัทมีอัตรากำไรขั้นต้นโดยรวมลดลงอย่างมากมาอยู่ที่ -22% ในช่วง 9M68 ซึ่งต่ำกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ระดับ 3.5%

นอกจากนี้ บริษัทยังได้บันทึกผลขาดทุนจากการตั้งหนี้สูญของโครงการพลังงานสะอาดของ บมจ.ไทยออยล์ จำกัด (TOP) อีกจำนวน 2.3 พันล้านบาทซึ่งเพิ่มเติมจากที่ได้บันทึกไปแล้วในปี 2567 ที่จำนวน 2.2 พันล้านบาท

ในอนาคตทริสเรทติ้งคาดว่าผลการดำเนินงานของบริษัทจะปรับตัวดีขึ้นแต่ยังคงอ่อนแอซึ่งสะท้อนถึงอัตรากำไรของโครงการที่มีอยู่ที่ค่อนข้างต่ำและแนวโน้มที่การลงนามในสัญญาโครงการใหม่ ๆ จะมีจำนวนน้อยลงในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า

ทั้งนี้ ภายใต้สมมติฐานกรณีพื้นฐานของทริสเรทติ้งคาดว่ารายได้ของบริษัทจะยังคงอยู่ในช่วง 3-4 หมื่นล้านบาทต่อปีในระหว่างปี 2568-2570 ซึ่งมีปัจจัยสนับสนุนจากมูลค่างานในมือจำนวนมากซึ่งอยู่ที่จำนวน 1.29 แสนล้านบาท ณ เดือนกันยายน 2568

ส่วนอัตรากำไรขั้นต้นโดยรวมนั้นคาดว่าจะยังคงขาดทุนสูงที่ระดับ -22% ในปี 2568 ก่อนที่จะทยอยปรับตัวดีขึ้นเป็น 4%-6% ในระหว่างปี 2569-2570 ภายหลังจากโครงการที่ขาดทุนหลาย ๆ โครงการก่อสร้างแล้วเสร็จ โดย EBITDA Margin คาดว่าจะยังคงอ่อนแอที่ระดับ -16% ในปี 2568 ก่อนจะปรับตัวดีขึ้นเป็น 6%-7% ในระหว่างปี 2569-2570

อย่างไรก็ตาม ภาระดอกเบี้ยจ่ายที่ยังอยู่ในระดับสูงมีแนวโน้มที่จะยังคงกดดันความสามารถในการทำกำไรซึ่งส่งผลให้บริษัทมีผลขาดทุนในช่วงประมาณการ การที่บริษัทยังคงมีผลการดำเนินงานที่อ่อนแออย่างต่อเนื่องนั้นได้สร้างความไม่แน่นอนอย่างมีนัยสำคัญต่อความสามารถในการชำระหนี้หุ้นกู้ที่จะครบกำหนด โดยบริษัทจำเป็นต้องรีไฟแนนซ์หุ้นกู้จำนวน 2 พันล้านบาทที่จะครบกำหนดไถ่ถอนในเดือนกุมภาพันธ์ 2569

อย่างไรก็ตาม สภาวะตลาดตราสารหนี้ที่ไม่เอื้ออำนวยในปัจจุบันถือว่าเป็นอุปสรรคสำคัญต่อแนวทางดังกล่าว การที่ผู้สอบบัญชีไม่แสดงความเห็นต่องบการเงินยังคงเป็นปัจจัยลบต่ออันดับเครดิต

ทริสเรทติ้งมองว่าการที่ผู้สอบบัญชีไม่แสดงความเห็นต่องบการเงินนั้นส่งผลให้ข้อมูลทางการเงินของผู้ออกตราสารขาดความเชื่อมั่นในความน่าเชื่อถือ ซึ่งส่งผลให้การประเมินผลการดำเนินงานของบริษัทมีข้อจำกัด

ทั้งนี้ การไม่ปรากฏความเห็นของผู้สอบบัญชีต่องบการเงินของบริษัทตั้งแต่ปี 2566 ยังถือเป็นปัจจัยลบที่สำคัญต่ออันดับเครดิต แม้ว่าบริษัทจะสามารถแก้ไขปัญหาในหลายประเด็นที่เคยระบุไว้ในรายงานงบการเงินก่อนหน้านี้ได้แล้ว แต่ยังมีบางประเด็นที่ต้องดำเนินการต่อเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อรายงานทางการเงินให้กลับมาใหม่

ผู้สอบบัญชีอิสระได้ออกรายงานแสดงความเห็นแบบ "ไม่แสดงความเห็น (Disclaimer of Opinion)" ต่อรายงานการเงินระหว่างกาล ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 ของบริษัทเนื่องจากมีปัญหาสำคัญ 2 ประการคือความไม่แน่นอนเกี่ยวกับความต่อเนื่องของกิจการและหลักฐานการสอบทานที่ไม่เพียงพอจากข้อจำกัดบางประการ

โดยผู้สอบบัญชีได้เน้นถึงการขาดทุนอย่างต่อเนื่องของกลุ่มบริษัท ตลอดจนการขาดทุนสะสม และสถานะเงินทุนหมุนเวียนที่ติดลบอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งความสามารถในการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องของบริษัทนั้นขึ้นอยู่กับความสำเร็จในการรีไฟแนนซ์ รวมถึงการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากผู้ให้กู้ การดำเนินการตามแผนของฝ่ายบริหาร และความสามารถในการเก็บเงินจากลูกหนี้การค้าตามกำหนดเวลา

นอกจากนี้ ผู้สอบบัญชียังไม่สามารถสรุปได้เกี่ยวกับการเรียกคืนและการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย (DSEZ) ซึ่งยังคงต้องเผชิญกับข้อพิพาทด้านสัมปทานและความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงการลงทุนในโครงการ First Dhaka Elevated Expressway (FDEE) ที่อยู่ระหว่างการชี้ขาด ในขณะที่ความไม่แน่นอนเพิ่มเติมเกี่ยวกับหนี้สินที่อาจเกิดขึ้นจากกรณีโครงการก่อสร้างที่ล้มเหลวก็ยังเป็นอุปสรรคต่อการตรวจสอบหลักฐานของผู้สอบบัญชีอีกด้วย

การพัฒนาเหมืองแร่โปแตซจะต้องใช้เวลาอีก 3-4 ปีกว่าจะสามารถสร้างรายได้

ทริสเรทติ้งมองว่าการที่บริษัทสามารถหาพันธมิตรใหม่เข้ามาร่วมโครงการเหมืองโปแตซได้สำเร็จนั้นถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยเร่งการพัฒนาโครงการหลังจากที่ล่าช้ามาเป็นเวลานาน

ซึ่งความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคของพันธมิตรจะช่วยลดความเสี่ยงในการพัฒนาและลดความต้องการเงินลงทุนโดยรวมของโครงการ อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะต้องใช้เวลาประมาณ 3-4 ปีกว่าโครงการจะพัฒนาเสร็จสมบูรณ์และสามารถสร้างรายได้

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2568 บริษัทประสบความสำเร็จในการเพิ่มทุนโดยการขายหุ้นเพิ่มทุนใน บริษัท เอพีพีซี โฮลดิ้ง จำกัด (APPCH) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่บริษัทถือหุ้นทั้งหมดให้กับ Long Jia Industrial Development Ltd. (SDIC SPV) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ SDIC Mining Investment Co., Ltd. (SDIC) ที่มูลค่าประมาณ 8.4 พันล้านบาท

โดย SDIC เป็นบริษัทชั้นนำของจีนที่เชี่ยวชาญด้านการลงทุนและดำเนินธุรกิจเหมืองแร่โปแตช ทั้งนี้ ภายหลังจากการเพิ่มทุน โครงสร้างผู้ถือหุ้นของโครงการเหมืองแร่โปแตชดังกล่าวประกอบด้วยบริษัทเองซึ่งถือหุ้นผ่าน APPCH (45%) รวมทั้ง SDIC SPV (45%) และกระทรวงการคลังของไทย (10%)

ปัจจุบันโครงการเหมืองแร่โปแตชนี้อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ฉบับปรับปรุงโดยมี SDIC SPV เป็นผู้ดำเนินการเพื่อวัตถุประสงค์ในการปรับปรุงและลดต้นทุนการพัฒนาโครงการ เมื่อการศึกษาแล้วเสร็จ ขั้นตอนต่อไปจะเป็นการจัดหาแหล่งเงินทุนสำหรับโครงการและคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในช่วงปลายปี 2569

ภาระหนี้จะยังคงอยู่ในระดับสูง

ภาระหนี้ของบริษัทยังคงอยู่ในระดับสูงแม้ว่าการขายหุ้นใน ITD CEM จะช่วยลดภาระหนี้ลงได้บ้าง อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรที่ค่อนข้างน้อยจากโครงการก่อสร้างต่าง ๆ ของบริษัท ประกอบกับการขาดรายได้จาก ITD CEM มีแนวโน้มที่จะส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA ของบริษัทเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 16-18 เท่าในช่วงปี 2569-2570 ซึ่งสูงกว่าการคาดการณ์เดิมของทริสเรทติ้งที่ประมาณ 7-10 เท่าอย่างมีนัยสำคัญ

ภาระหนี้ที่อยู่ในระดับสูงของบริษัทคาดว่าเป็นผลมาจากการขาดทุนจากการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องและความต้องการเงินทุนหมุนเวียนจำนวนมากสำหรับโครงการก่อสร้างที่กำลังดำเนินงานอยู่

นอกจากนี้ สถานะการเงินของบริษัทยังถูกจำกัดจากการลงทุนที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หลายโครงการ เช่น โครงการนิคมอุตสาหกรรมทวายในประเทศเมียนมา โครงการเหมืองแร่อะลูมิเนียมในประเทศลาว โครงการ FDEE ในบังคลาเทศ ตลอดจนโครงการสัมปทานก่อสร้างทางรถไฟและท่าเรือน้ำลึกในประเทศโมซัมบิก

โดยโครงการเหล่านี้มีมูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาทแต่ความคืบหน้ากลับไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ อีกทั้งค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนเหล่านี้ยังคงกดดันผลการดำเนินงานทางการเงินของบริษัทด้วย โดยภาระดอกเบี้ยยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อทั้งการสร้างกระแสเงินสดและความสามารถในการชำระหนี้ของบริษัท

ภายใต้ประมาณการพื้นฐานของทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะยังคงมีเงินทุนจากการดำเนินงานที่ติดลบในระหว่างปี 2568-2569 โดยจะปรับตัวดีขึ้นจนถึงจุดคุ้มทุนหรือเป็นบวกเล็กน้อยในปี 2570

สำหรับอัตราส่วน EBITDA ต่อดอกเบี้ยจ่ายนั้นคาดว่าจะยังคงอ่อนแอที่ประมาณ -2 เท่าในปี 2568 ก่อนจะปรับตัวดีขึ้นเป็นประมาณ 1 เท่าในระหว่างปี 2569-2570 ซึ่งสะท้อนถึงการค่อย ๆ ฟื้นตัวของผลการดำนินงานเมื่อโครงการที่ขาดทุนก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์

สภาพคล่องที่อ่อนแอ

บริษัทยังคงมีสภาพคล่องที่อ่อนแอ โดย ณ เดือนกันยายน 2568 แหล่งสภาพคล่องของบริษัทประกอบด้วยเงินสดในมือมูลค่า 5.8 พันล้านบาทและวงเงินสินเชื่อจากธนาคารที่ยังไม่ได้เบิกใช้อีกจำนวน 1.0 หมื่นล้านบาท ในขณะที่บริษัทมีภาระหนี้ที่จะครบกำหนดชำระในอีก 12 เดือนข้างหน้าจำนวนทั้งสิ้น 2.45 หมื่นล้านบาท

ซึ่งประกอบด้วยหนี้เงินกู้จากธนาคารจำนวน 1.65 หมื่นล้านบาท หุ้นกู้จำนวน 2 พันล้านบาท และหนี้สินเชื่อเพื่อการนำเข้า (Trust Receipt) และหนี้สินทางการเงินอื่น ๆ อีกจำนวน 6 พันล้านบาท

ส่วนค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุนประจำปีนั้นคาดว่าจะอยู่ที่จำนวนทั้งสิ้นประมาณ 1.4-1.6 พันล้านบาท ด้วยเหตุนี้ บริษัทจึงจำเป็นจะต้องรีไฟแนนซ์เงินกู้ยืมส่วนใหญ่ที่กำลังจะครบกำหนดในระยะสั้นเพื่อรักษาสภาพคล่องให้อยู่ในระดับที่เพียงพอและเพื่อสนับสนุนการดำเนินโครงการก่อสร้างอย่างต่อเนื่อง

โครงสร้างหนี้

ณ เดือนกันยายน 2568 หนี้สินรวมของบริษัทซึ่งไม่นับรวมหนี้สินตามสัญญาเช่ามีจำนวนรวมทั้งสิ้น 3.96 หมื่นล้านบาท โดยหนี้ที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อน

ซึ่งประกอบด้วยหนี้ที่มีหลักประกันของบริษัทและภาระหนี้รวมของบริษัทย่อยนั้นมีจำนวน 2.15 หมื่นล้านบาท ทำให้อัตราส่วนหนี้ที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อนต่อหนี้สินรวมของบริษัทอยู่ที่ระดับ 54% ซึ่งเกินกว่าเกณฑ์ 50% ของทริสเรทติ้ง

ดังนั้น ทริสเรทติ้งจึงลดอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันของบริษัทลง 1 ขั้นจากอันดับเครดิตองค์กรเนื่องจากเจ้าหนี้ที่ไม่มีหลักประกันของบริษัทจะมีความด้อยสิทธิกว่าเจ้าหนี้ที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อนอย่างมีนัยสำคัญเมื่อพิจารณาจากลำดับความสำคัญในการเรียกร้องสินทรัพย์ของบริษัท

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์หุ้นไทย-ตลาดหุ้นไทย ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...