เจาะลึก MSTR-ORCL-PLTR 3 หุ้นเสี่ยงที่ต้องจับตาในปี 2026
ในช่วงเวลาที่ตลาดถูกขับเคลื่อนด้วย “กระแส” ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Bitcoin หรือ AI หุ้นบางตัวอาจได้รับความนิยมอย่างมาก ในขณะที่ความเสี่ยงต่อผู้ลงทุนค่อยๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
โดยในบทความนี้ Wealthy Thai จะนำเสนอ 3 หุ้น ที่กำลังถูกจับตาและถกเถียงมากที่สุดในสื่อการเงินใหญ่ๆ ในแง่ของความเสี่ยง
Strategy (MSTR)
Strategy ซึ่งเดิมใช้ชื่อว่า MicroStrategy กลายเป็นหนึ่งในหุ้นที่ดูมีความเสี่ยงมากที่สุด เพราะราคาหุ้นถูกขับเคลื่อนจากสินทรัพย์ภายนอกเพียงชนิดเดียว นั่นคือ Bitcoin ไม่ใช่จากธุรกิจซอฟต์แวร์ซึ่งเป็นธุรกิจหลัก
ณ ช่วงต้นเดือนธันวาคม 2025 Strategy ถือครอง Bitcoin ทั้งสิ้น 660,624 เหรียญ หลังจากเข้าซื้อเพิ่มล่าสุดในช่วงวันที่ 1–7 ธันวาคม 2025 อีก 10,624 เหรียญ
ทำให้มูลค่า Bitcoin ที่บริษัทถือครองอยู่โดยรวมคิดเป็นประมาณ 60.5 พันล้านดอลลาร์ (คิดจากราคา Bitcoin ที่ราว 94,000 ดอลลาร์สหรัฐ) ขณะที่มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (market capitalization) ของ Strategy เคลื่อนไหวอยู่ในช่วงใกล้เคียงกัน ก่อนจะลดลงมาอยู่ราว 50 พันล้านดอลลาร์ ในช่วงต้นเดือนธันวาคม สะท้อนแรงกดดันด้านราคาหุ้น แม้บริษัทจะยังคงสะสม Bitcoin อย่างต่อเนื่อง
ซึ่งความเสี่ยงนี้ยิ่งทวีคูณจากโครงสร้างเงินทุนของ Strategy ที่มีการก่อหนี้เพื่อใช้ซื้อ Bitcoin โดยบริษัทมีหนี้รวมประมาณ 8.2 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในรูปของหุ้นกู้แปลงสภาพ (convertible notes) นอกจากนี้ จากรายงานที่บริษัทเปิดเผยต่อสาธารณะระบุว่าในปี 2025 เพียงปีเดียว บริษัทระดมทุนจากการออกหุ้นสามัญและหุ้นบุริมสิทธิรวมสุทธิราว 2 พันล้านดอลลาร์ เพื่อใช้ซื้อ Bitcoin เพิ่ม
ดังนั้น หากราคา Bitcoin ปรับตัวลงต่อเนื่องหรือผันผวนเป็นเวลานาน Strategy อาจเผชิญแรงกดดันสองด้านพร้อมกัน คือ มูลค่าทรัพย์สินหลักที่ลดลง และภาระทางการเงินคงที่ของบริษัท ซึ่งยิ่งตอกย้ำความกังวลว่าหุ้นตัวนี้มีเหมือนเป็นการลงทุนใน Bitcoin แบบมีเลเวอเรจ (leverage) มากกว่าจะเป็นหุ้นของบริษัททั่วไป
Oracle Corporation (ORCL)
Oracle เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีที่มีประวัติยาวนาน แต่ในปี 2025 บริษัทกลายเป็นประเด็นถกเถียงจาก การขยายธุรกิจ AI ครั้งใหญ่ โดยใช้เงินกู้เป็นหลัก
ตามรายงานของ Reuters, Barron’s และ The Motley Fool แนวโน้มผลประกอบการล่าสุดของ Oracle ทำให้นักลงทุนผิดหวัง ในขณะที่การลงทุนและระดับหนี้ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวลงหลังการประกาศงบ และทำให้ตลาดตั้งคำถามว่าบริษัทกำลังขยายตัวเกินศักยภาพหรือไม่
โดยในไตรมาส 3 ปีงบประมาณ 2025 Oracle รายงานรายได้ที่ 14.1 พันล้านดอลลาร์ ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ราว 14.3–14.4 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่กำไรต่อหุ้น (non-GAAP EPS) อยู่ที่ 1.47 ดอลลาร์ ต่ำกว่าคาดการณ์ที่ 1.49 ดอลลาร์ นอกจากนี้ แนวโน้มรายได้ไตรมาสถัดไปยังอ่อนแอกว่าที่ตลาดคาด โดยบริษัทคาดว่ารายได้ไตรมาส 4 จะเติบโตเพียง 8–10% เทียบกับความคาดหวังของวอลล์สตรีทที่ใกล้ 12%
แม้ Oracle จะยังรายงานอุปสงค์ระยะยาวที่แข็งแกร่ง โดยมีมูลค่างานในมือ (Remaining Performance Obligations: RPO) ราว 130 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 62% เมื่อเทียบรายปี แต่นักลงทุนกลับให้ความสำคัญกับแรงกดดันทางการเงินในระยะสั้นจากการขยายขีดความสามารถด้าน AI
เพราะค่าใช้จ่ายลงทุน (CapEx) เพิ่มขึ้นเป็นราว 3.5 พันล้านดอลลาร์ ในไตรมาสเดียว โดยเหตุผลหลักมาจากการลงทุนในศูนย์ข้อมูล AI ขณะที่หนี้รวมของบริษัทขยับเข้าใกล้ระดับ 100 พันล้านดอลลาร์ พร้อมต้นทุนดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น
การเติบโตระยะสั้นที่ชะลอลง รวมกับการลงทุนที่เร่งตัว และภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้น ทำให้เกิดความกังวลว่า Oracle อาจขยายธุรกิจ AI เร็วเกินกว่าความสามารถในการสร้างกำไรในปัจจุบัน
และแม้ Oracle ยังคงมีกำไร แต่ความอันตรายอยู่ที่ ความเสี่ยงด้านการดำเนินงาน (execution risk) เพราะหากความต้องการ AI หรืออำนาจการตั้งราคาไม่เติบโตตามคาด แรงกดดันต่อฐานะการเงินอาจถ่วงราคาหุ้นไปอีกระยะหนึ่ง
Palantir Technologies (PLTR)
Palantir กลายเป็นหนึ่งในหุ้นธีม AI ที่โดดเด่นที่สุดของปี แต่ก็กลายเป็นหนึ่งในหุ้นที่ถูกถกเถียงมากที่สุดในแง่ของมูลค่าเช่นกัน
ตลอดทั้งปี Reuters, Morningstar และ Yahoo Finance มีการรายงานหลายครั้งว่าหุ้น Palantir ปรับตัวลงแรง แม้บริษัทจะทำกำไรได้ตามคาดหรือดีกว่าคาดการณ์ เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าราคาหุ้นถูกประเมินมูลค่าสูงเกินศักยภาพกำไรในปัจจุบัน
ความกังวลดังกล่าวสะท้อนชัดในตัวชี้วัดมูลค่า โดยถ้าเทียบจากตัวเลขกำไรย้อนหลัง 12 เดือนหุ้น Palantir ถูกซื้อขายที่ค่า P/E (trailing basis) สูงมาก ตั้งแต่ประมาณ 370 เท่า ไปจนเกิน 400 เท่า ซึ่งหมายความว่ากำไรปัจจุบันยังมีขนาดเล็กมากเมื่อเทียบกับมูลค่าตลาดของบริษัท ในอีกความหมายหนึ่งที่สะท้อนจากค่า trailing P/E ที่สูงเช่นนี้ คือระยะเวลาที่นักลงทุนจะถึงจุด “คุ้มทุน” จากกำไรปัจจุบันนั้นยาวมาก
ในทางกลับกัน ค่า Forward P/E (หรือ P/E ที่คำนวณจากกำไรที่คาดว่าจะเกิดในอนาคต) อยู่ที่ราว 50 เท่า สะท้อนว่าตลาดไม่ได้ประเมินหุ้นจากกำไรวันนี้ แต่จากความคาดหวังต่อการเติบโตของกำไรในอนาคต ค่า Forward P/E ที่ต่ำกว่าค่า trailing มาก สะท้อนว่าราคาหุ้นถูกตั้งอยู่บนความคาดหวังว่ากำไรจะเติบโตอย่างก้าวกระโดดในอนาคต ซึ่งหากผลประกอบการไม่เป็นไปตามที่ตลาดคาด ราคาหุ้นจะมีความเสี่ยงปรับลงสูง
นอกจากนี้ ราคาหุ้นที่ปรับขึ้นในช่วงที่ผ่านมาได้รับแรงหนุนจากกระแส AI และสัญญาภาครัฐที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้มูลค่าตลาดของ Palantir (ราว 400 พันล้านดอลลาร์) ขยายตัวเร็วกว่ากำไรที่ทำได้จริง โดยแม้บริษัทจะมีรายได้ต่อไตรมาสราว 1 พันล้านดอลลาร์ แต่กำไรสุทธิในช่วง 12 เดือนล่าสุดยังอยู่เพียงราว 326 ล้านดอลลาร์
ซึ่งนักวิเคราะห์เตือนว่าระดับราคาหุ้นที่แพงมากในปัจจุบัน ทำให้หุ้น Palantir อ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของมุมมองต่อธีม AI อย่างมาก โดยในช่วงต้นปี 2025 หุ้นตัวนี้เคยถูกซื้อขายที่ราว 90 เท่าของรายได้ และมากกว่า 500 เท่าของกำไรย้อนหลัง ซึ่งถือว่าสูงกว่าบริษัทเทคโนโลยีรายอื่นอย่างมาก ดังนั้น หากกระแสความคาดหวังต่อการเติบโตของ AI เริ่มชะลอลง ราคาหุ้นมีความเสี่ยงปรับตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ
และแม้แต่นักวิเคราะห์ที่มีมุมมองเชิงบวกต่อธุรกิจระยะยาวของ Palantir ก็ยังยอมรับว่าการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นในช่วงหลังถูกขับเคลื่อนด้วย “ความรู้สึกของตลาด” มากขึ้น ทำให้การพลาดเป้ากำไรเพียงเล็กน้อย หรือการปรับฐานของหุ้น AI โดยรวม ก็อาจนำไปสู่การปรับลงของราคาหุ้นอย่างรุนแรงได้
สรุป: อะไรทำให้หุ้นเหล่านี้ “อันตราย”?
แม้หุ้นทั้งสามตัวจะอยู่คนละอุตสาหกรรม แต่มีความเสี่ยงในลักษณะเดียวกัน คือ
ราคาหุ้นถูกขับเคลื่อนด้วยกระแสและความคาดหวังของตลาด มากกว่าผลประกอบการจริง
ราคาหุ้นอยู่ในระดับสูง ทำให้แทบไม่เหลือพื้นที่เผื่อความผิดพลาด
ราคาหุ้นผันผวนตามปัจจัยภายนอกอย่างมาก เช่น ราคา Bitcoin กระแส AI และสภาพการเงิน
สิ่งสำคัญคือ คำว่า “อันตราย” ไม่ได้หมายความว่าบริษัทเหล่านี้จะล้มเหลว แต่หมายความว่า นักลงทุนที่ซื้อหุ้นในระดับราคาสูงกำลังเผชิญความเสี่ยงขาดทุนที่มากกว่าผลตอบแทน หากความคาดหวังของตลาดลดลงหรือภาวะเศรษฐกิจเปลี่ยนไป
สำหรับนักลงทุนระยะยาว การรู้ว่าความเสี่ยงอยู่ตรงไหน มีความสำคัญไม่แพ้การมองหาโอกาสในการเติบโต
แหล่งที่มา: Bitcoinmagazine, Bitcointreasuries, Valueinvesting