บทบาท IBS กับภัยน้ำท่วม-แผ่นดินไหว
บอย อินชัวร์
พูดถึง DATA หรือข้อมูลประกันภัยปัจจุบันถือว่า มีการใช้ประโยชน์ในการแสวงหาทางการค้าเชิงพาณิชย์ และแน่นอนก็ไม่พลาดตกเป็นเครื่องมือมิจฉาชีพลวงให้กดลิงก์ดูดเงิน หรือถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์*ในการหลอกลวงต้มตุ๋นสร้างสถานการณ์สะพึงกลัวแล้วหลอกให้โอนเงิน ซึ่งพฤติกรรมอำพรางดูไม่ต่างไปจากสถาบันการเงินต่าง ๆ หรือองค์กรสาธารณูปโภคต่าง ๆ น้ำ, ไฟฟ้า, โทรศัพท์ ซึ่งลูกค้าตกเป็นเหยื่อ
แต่ในทางกลับกัน DATA หรือข้อมูลประกันภัย ถือเป็นประโยชน์ไม่น้อยหากนำมาใช้ถูกที่ถูกทาง อย่างเช่น OIC Connect ซึ่งสำนักงานเชื่อมโยงทุกข้อมูลด้านประกันภัย เข้าถึงได้ทุกกรมธรรม์โดยผ่านไลน์ คปภ. รอบรู้ (OIC Connect) หรือแอดเลยที่ @OICConnect แต่ทว่า แพลตฟอร์มนี้จะเชื่อมโยงข้อมูลด้านประกันภัยระหว่างบริษัทประกันภัย ผู้ถือกรมธรรม์ ภาครัฐ ที่เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงทุกบริการจากสำนักงาน คปภ. ผ่านสมาร์ทโฟนแค่เครื่องเดียว ก็สามารถตรวจสอบ กรมธรรม์ของฉัน / My Policy หรือตรวจสอบสถานะใบอนุญาตตัวแทนและนายหน้าประกันภัย
รวมไปถึงที่ตั้งสำนักงาน คปภ. และบริษัทประกันภัย นอกจากนี้ก็ยังเชื่อมโยงบริการต่าง ๆ ของสำนักงาน คปภ. อีกทั้งในแพลตฟอร์มนี้ยังสรุปข้อมูลความคุ้มครองรายบุคคล รวมถึงสิทธิประโยชน์ทางภาษี ยิ่งไปกว่านั้นยังแสดงประวัติการเคลมประกันรถยนต์ภาคสมัครใจ ทว่า OIC Connect ในทางปฏิบัติมักจะถูกใช้เช็กส่วนใหญ่กับคนเป็น ๆ หรือผู้เอาประกันเป็น ๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น ส่วนคนตายที่เสียชีวิตลงไปแล้ว หรือคนที่หายสาบสูญ แล้วทำประกันหรือเอาประกันไว้จะไม่นิยมมาใช้ OIC Connect
หากจะว่าไปแล้ว วิวัฒนาการการเก็บข้อมูลประกันภัยถูกพัฒนาและเปลี่ยนแปลงจากแรกเริ่มสำนักงาน คปภ. ยังเป็นกรมการประกันภัยสังกัดกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งวัตถุประสงค์หลักใช้เก็บรวมทำสถิติของเบี้ยประกันชีวิตและเบี้ยประกันวินาศภัย ตัวเลขการจ่ายสินไหม พอร์ตการลงทุนรายบริษัทของแต่ละภาคธุรกิจประกันภัยเพื่อใช้เผยแพร่เสียส่วนใหญ่ผ่านช่องทางบนเว็บไซต์ จนต่อมาโลกโซเชียลมีการพัฒนาแพลตฟอร์มต่าง ๆ ทันสมัยดีขึ้นมาเป็นตามลำดับ จึงเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงรูปแบบการจัดเก็บข้อมูลมาเรื่อยตลอด นับตั้งแต่ พ.ร.บ. ผู้ประสบภัยจากรถ (ประกันภาคบังคับ) ในปี 2535 จนมาในปี 2542 เริ่มมาเก็บและพัฒนารายงานประกันรถภาคสมัครใจ และในช่วงเริ่มแรกมีการเก็บตัวเลขและชื่อผู้เอาประกันเป็นหลัก และข้อมูลส่วนใหญ่ในระยะหลังได้ขยายนำมาใช้ตรวจสอบอุบัติเหตุรายใหญ่เพื่อเผยแพร่กระทรวงการคลัง* และสื่อเพื่อติดตามบริษัทประกันภัยให้ทำการจ่ายสินไหมโดยเร่งด่วน ไม่ว่าจะเป็นอุบัติภัยรายใหญ่ของอุบัติเหตุทางรถยนต์ ยันเพลิงไหม้รายใหญ่ รวมถึงอุบัติภัยเรือล่ม เครื่องบินตก ซึ่งเป็นที่สนใจของประชาชนและผู้สูญเสียชีวิตจำนวนมาก
จนมายุค ดร. สุทธิพล ทวีชัยการ มานั่งทำหน้าที่เลขาธิการสำนักงาน คปภ.* การพัฒนาแพลตฟอร์มและการโลดแล่นบนโลกโซเชียลขององค์กร คปภ. เริ่มจะโดดเด่นขึ้นตามลำดับ มีการประกวดและแข่งขันสตาร์ทอัพทางด้านประกันภัย รวมถึงพัฒนาช่องทางขายผ่านออนไลน์ของสินค้าประกันประเภทต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งก่อนเกษียณ ดร. สุทธิพล ได้ผลักดันให้มีการจัดตั้งศูนย์ CIT เพื่อจัดทำระบบตอบคำถามอัตโนมัติ (Chatbot) โดยเพิ่มช่องทางในการตอบปัญหาด้านการประกันภัยให้แก่ประชาชน พร้อมทั้งมีการเชื่อมโยงการทำงานเข้ากับ Application LINE เว็บไซต์ และ Facebook ของสำนักงาน คปภ. ซึ่งให้บริการได้ทันที ตลอด 24 ชม. ภายใต้ชื่อ “คปภ. รอบรู้ หรือ @OICConnect” นั่นเอง เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ง่าย
ในตอนแรกเริ่มจัดตั้งก็เริ่มเห็นเค้าลางความสำเร็จงดงาม จนมีการพัฒนาเรื่อยมาในแต่ละปีหลากหลายมากขึ้น กระทั่งในที่สุดมีคลังคำถามรองรับรูปแบบคำถามมากกว่า 40,000 คำถาม โดยประกอบด้วยข้อมูลต่าง ๆ เช่น ข้อมูลประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ และประกันรถยนต์ภาคสมัครใจ ข้อมูลประกันชีวิต และประกันวินาศภัยอื่น ๆ ข้อมูลเกี่ยวกับตัวแทน/นายหน้าประกันภัย ข้อมูลสำนักงาน คปภ. และบริษัทประกันภัย ข้อมูลทั่วไป และข้อมูลที่อยู่ในความสนใจของประชาชน และข้อมูลกรมธรรม์ประกันภัยที่ผู้ใช้งานถือครองทั้งหมดจากทุกบริษัทประกันภัย
แต่ที่มาสนับสนุนให้เป็นยุคทองของ คปภ. ในโลกโซเชียลฯ หรืออินชัวร์เทคในยุค ดร. สุทธิพล คงจะเป็นการผลักดันแจ้งเกิด IBS หรือ Insurance Bureau System โดยผ่านความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกลางปี 2565 เพื่อผลักดันการจัดตั้งศูนย์บริหารข้อมูลด้านการประกันภัยแห่งชาติ (National Insurance Bureau : NIB) ซึ่งจะเป็นองค์กรทำนองเครดิตบูโรนั่นเอง จนท้ายสุดก็ออกมาเป็นรูปร่าง มาใช้ในทางปฏิบัติ แม้ว่าปัจจุบันยังไม่สมบูรณ์เต็มร้อยก็ตาม
สำหรับประโยชน์ในการผลักดัน NIB ธุรกิจประกันแรกเริ่มที่วางไว้จะได้รับข้อมูลในเชิงภาพใหญ่ขึ้น เพราะปัจจุบันทุกบริษัทจะมีฐานข้อมูลเฉพาะของตัวเองเท่านั้น ไม่มีส่งให้กัน และการวิเคราะห์ข้อมูล (data analytic)* ก็สามารถใช้ได้อย่างเต็มที่มากขึ้น โดยเฉพาะสกัดการฉ้อฉลประกันภัย ซึ่งจะทำได้คล่องตัวมากขึ้น และเป็นการลดแรงจูงใจของคนทุจริตออกไปจากอุตสาหกรรมประกันภัยได้
ขณะที่ประชาชนเองก็จะได้รับบริการที่รวดเร็วและหลากหลายขึ้นด้วย อีกทั้งยังสามารถเข้าไปเชื่อมโยงกับหลาย ๆ หน่วยงานได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องกังวลด้านกฎหมายข้อมูลส่วนบุคคล* เพราะจากการหารือสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หากจัดเป็นองค์กรในลักษณะนี้แล้ว สามารถระบุข้อยกเว้นให้กันได้
ทางฟากธุรกิจประกันวินาศภัยซึ่งค่อนข้างมีบทบาทของการนำข้อมูลมาใช้ค่อนข้างกว้างขวางกว่าธุรกรรมของประกันชีวิต เนื่องจากคุ้มครองทั้งชีวิต ร่างกาย และประกันทรัพย์สินร่วมด้วย ดังนั้นฐานข้อมูลจัดเก็บจึงค่อนข้างใหญ่ จนในที่สุดสมาคมประกันวินาศภัยไทย* จึงได้ร่วมกับ สำนักงาน คปภ. พัฒนาระบบฐานข้อมูลกลางด้านการประกันภัย หรือ Non-Life Insurance Bureau System (Non-Life IBS) อย่างจริงจัง ด้วยเป้าหมายที่จะให้มีฐานข้อมูลกลางด้านการประกันภัย และด้วยความร่วมมือของบริษัทประกันภัยในการรายงานข้อมูลเข้าสู่ระบบ รวมถึงการจัดทำให้ข้อมูลมีความครบถ้วน ถูกต้อง สมบูรณ์ จนเกิดผลสำเร็จขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
สำหรับประโยชน์ที่ได้รับนั้น แน่นอนคือจะทำให้สามารถรวบรวมและจัดการข้อมูล อีกทั้งยังช่วยให้ธุรกิจนำมาวิเคราะห์เพื่อปรับปรุงกระบวนการบริหารจัดการ และวิเคราะห์ข้อมูลสำคัญ ๆ ด้านต่าง ๆ มาใช้ในชีวิตประจำวันของผู้เอาประกันและบริษัทประกันในการออกแบบผลิตภัณฑ์อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงกระบวนการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน การรับประกันภัย และความเสี่ยงภัยต่าง ๆ อันทำให้ภาคธุรกิจมีข้อมูลที่ครบถ้วนและสามารถนำไปใช้ในการตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ* หรือกระทั่งกระบวนการประเมินความเสี่ยง จะช่วยให้บริษัทสามารถประเมินได้ละเอียดและแม่นยำมากยิ่งขึ้น ทำให้ได้ Data ที่ถูกต้องเพื่อนำมาคำนวณเบี้ยประกันได้เหมาะสม
นอกจากนี้ยังมีนัยยะในการช่วยสกัดและป้องกันการสูญเสียจากทุจริตของแก๊งมิจฉาชีพฉ้อฉลอีกด้วย เมื่อธุรกิจประกันภัยว่าเมื่อมีการพัฒนาระบบโดยสมบูรณ์ ระบบนี้จะช่วยให้ธุรกิจสามารถตรวจสอบและตรวจจับการฉ้อฉลได้
ด้วยประโยชน์เหล่านี้ การใช้ข้อมูลการประกันภัยจากระบบ Insurance Bureau System (IBS) จึงมีความสำคัญสำหรับธุรกิจประกันวินาศภัยในการดำเนินงานและสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าและคู่ค้าในการนำไปใช้เพื่อการวิเคราะห์ความเสี่ยงภัย ต้นทุนด้านการประกันภัยในอีกทางหนึ่งด้วย
โดยตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน และเป็นเรื่องท้าทายอย่างยิ่งก็คือ ประโยชน์ของการใช้ IBS เข้ามามีบทบาทสำหรับประกันภัย โดยเฉพาะการเกิดอุบัติภัยใหญ่ ๆ อย่างมหาอุทกภัยน้ำท่วมหาดใหญ่นับเป็นเคสที่สอง ซึ่งสำนักงาน คปภ. เตรียมนำระบบ IBS มาใช้ในการตรวจสอบรายชื่อคนตายหรือหายสาบสูญจากน้ำท่วมหาดใหญ่เที่ยวนี้ เพียงแต่รอการชันสูตรและพิสูจน์อัตลักษณ์ผู้ตายที่หายสาบสูญแล้วพบศพจำสภาพไม่ได้แล้ว หากทางตำรวจสามารถประสานนำ ID NUMBER บัตรประชาชนมาให้ คปภ. ส่งตรวจกับระบบ IBS ก็จะทราบชัดเจนว่า ผู้ตายหรือหายสาบสูญที่พบศพ มีการทำประกันไว้หรือไม่ แม้สรุปเบื้องต้น*จะได้ตัวเลขยังไม่นิ่งสำหรับผู้เสียชีวิต 140 กว่ารายแล้ว และมีทรัพย์สินประกันเสียหายจำนวนมากอาทิ ประกันรถยนต์จมน้ำกว่า 17,123 กรมธรรม์ ตีมูลค่าประมาณ 4,441 ล้านบาท และประกันทรัพย์สินบ้านเรือน และสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ ที่เป็นทรัพย์สินเสียหายไปกว่า 6,000 ล้านบาท รวม ๆ กันแล้วเสียหาย 44,087 ราย ตีมูลค่าเสียหายอยู่ที่ประมาณ 10,840 ล้านบาท
หากก่อนหน้านี้ เมื่อครั้งตึก สตง. ถล่มเมื่อต้นปี ทางหน่วยงานกรุงเทพมหานครก็ได้เคยได้ประสานมายังสำนักงาน คปภ. โดยส่งรายชื่อมาให้สำนักงาน คปภ. ส่งตรวจ IBS แล้ว ปรากฏว่า พบจำนวนแรงงานต่างด้าวที่ทำประกันแรงงานต่างด้าวถึง 10 กว่าศพด้วยกัน จึงนับว่าประสบความสำเร็จของการนำระบบ IBS มาตรวจยืนยันตัวตนผู้เสียชีวิตที่เอาประกันได้อย่างมีประสิทธิภาพไม่น้อยวิธีหนึ่ง แต่ปัญหาต้องอย่าลืมว่า มันอาจจะไม่สามารถราบรื่นและติดขัดบางประการ เพราะอย่างคราวน้ำท่วมหาดใหญ่นี้บางครั้งบางโรงพยาบาลก็ไม่ยินยอมให้ข้อมูลเสียส่วนใหญ่ เพราะเกรงจะผิดกฎหมาย PDPA จึงทำให้โรงพยาบาลไม่กล้า เว้นเสียแต่จะมีคอนเนกชั่น*ในการประสานความร่วมมือ และไม่ไปกระทบสิทธิประชาชนให้เกิดความเสียหายตามมา
อย่างไรก็ดี แม้การใช้ระบบกลไก IBS เพื่อการนี้ ทำได้เพียงแค่นี้ ก็ถือว่าสอบผ่านสำหรับ คปภ. แล้ว แม้จะไม่สามารถสมบูรณ์เต็มรูปแบบและสมหวังดังตั้งใจคาดหวังก็ตาม เนื่องจากปัญหาอุปสรรคของกฎหมาย PDPA* จำเป็นต้องคุ้มครองและมีระบบยืนยันตัวตนพี่น้องประชาชนไม่ให้ถูกละเมิดก็ตาม แต่นับว่าระบบ IBS นับว่ามีบทบาทสำคัญสำหรับการค้นหาผู้ประสบอุบัติภัยในบ้านเราเป็นอย่างมากทีเดียว โดยเฉพาะการสืบค้นหาผู้สาบสูญหรือสูญหายจากอุบัติภัยรายใหญ่ที่มีจำนวนผู้ตายจำนวนมากๆ เพราะต้องอย่าลืมว่า นอกเหนือจากภัยน้ำท่วมครั้งใหญ่แล้ว ภัยจากแผ่นดินไหวก็นับวันเป็นเรื่องใกล้ตัวที่เป็นภัยพิบัติธรรมชาติที่พี่น้องประชาชนหวาดผวาในชีวิตประจำวันกันทีเดียว