โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สมุทรสาคร-ฉะเชิงเทรา ชูต้นแบบการเลี้ยงกุ้งด้วยระบบพัฒนาฝ่าวิกฤต

TODAY

อัพเดต 24 พ.ย. 2568 เวลา 13.58 น. • เผยแพร่ 24 พ.ย. 2568 เวลา 13.56 น. • TODAY

“กุ้ง” เคยเป็นสินค้าแชมเปี้ยนที่สร้างรายได้ให้ประเทศหลักหมื่นล้านบาท แต่ภายหลังเผชิญความท้าทายทำให้ปริมาณการเลี้ยงลดลง สวนทางกับต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งจะทำอย่างไรให้รอดอย่างไร รักษาอาชีพไว้

“สนิท แดงพยนต์” ประธานกลุ่มเกษตรกรทำประมงพัฒนาเกษตรพอเพียง 49 อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร เล่าว่า ในกลุ่มฯ สมาชิกทั้งหมด 293 ครัวเรือน มีทั้งเกษตรกรเลี้ยงกุ้ง ปลาชนิดต่างๆ เช่น ปลากระพง ปลาสลิด และปลานิล

“ต้องยอมรับว่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เกษตรกรต้องเผชิญปัจจัยเสี่ยงหลายปัจจัย ต้นทุนการเลี้ยง โรคระบาด และศัตรูกุ้ง แต่จุดที่สำคัญที่ทำให้เกษตรกรรักษาอาชีพการเลี้ยงกุ้งไว้ได้ คือ การปรับแนวทางการเลี้ยงแบบพัฒนา เป็นแนวทางหลักที่กลุ่มใช้”

การเลี้ยงกุ้งแบบพัฒนา คือ การจัดการและป้องกัน มีบ่อพักน้ำ บ่อตกตะกอน ก่อนถึงบ่อเลี้ยงกุ้ง เพื่อให้ฟาร์มมีความปลอดภัยจากศัตรูพืชและสัตว์รบกวน ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมน้ำก่อนปล่อยกุ้ง ฟาร์มจะใช้ผ้ากรองตาถี่ที่สามารถป้องกันได้ถึงไข่ปลาก็ไม่สามารถหลุดรอดเข้าฟาร์มไปได้ ซึ่งที่ผ่านมา อาจจะมีบางฟาร์มที่มีปลาหมอคางดำบ้างที่หลุดรอดเข้าไปแต่อยู่แค่ที่ในบ่อพักน้ำ แต่ก็ถือว่าไม่มาก ประเมินว่าไม่เกิน 10%

ฟาร์มพัฒนาจะปรับบ่อเลี้ยงเป็นบ่อขนาดไม่เกิน 3 ไร่ ช่วยให้เกษตรกรสามารถจำกัดความเสียหายได้ หากเสียหายก็ลงใหม่ ด้วยมีความเร็วรอบในการเพาะเลี้ยงแต่ละรอบสูง เลี้ยงได้ 3-4 รอบ/ปี

ดังนั้น หากเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งที่เลี้ยงแบบธรรมชาติ ต้องการจะดูแลฟาร์มกุ้งก็ต้องเพิ่มการลงทุนระบบการกรองน้ำเพิ่ม จากการใช้ประตูน้ำเพียงอย่างเดียว ซึ่งอาจจะต้องอาศัยเม็ดเงินลงทุนมากขึ้น เพราะบ่อกุ้งแบบธรรมชาติมีขนาดใหญ่ถึง 100 ไร่ แต่มั่นใจได้ว่าการกรองน้ำจะป้องกันความเสี่ยง ช่วยให้เกษตรกรมีผลผลิตที่แน่นอน ลดความเสียหายจากโรคระบาด ให้คงรักษาอาชีพเลี้ยงกุ้งไว้ได้

ด้าน “คนึง คมขำ” ประมงจังหวัดฉะเชิงเทรา เห็นพ้องกันว่า ตอนนี้เกษตรกรเผชิญความเสี่ยงด้านต้นทุนการเลี้ยงที่สูงขึ้น จากพลังงาน อาหาร และการใช้จุลินทรีย์บำบัด

ขณะที่ราคาขายกุ้งไม่จูงใจ โดยราคาปัจจุบันสำหรับกุ้งขนาด 50 ตัวอยู่ที่ประมาณ 160–170 บาท เทียบกับเมื่อก่อนที่ 200 บาทขึ้นไป เทียบกับต้นทุนต่อกิโลกรัมอยู่ที่ใกล้เคียง 100 บาท จึงไม่จูงใจในการเลี้ยง ปัจจัยความท้าทายหลักของผู้เลี้ยงกุ้ง คือ เรื่องต้นทุน ไม่ใช่ปัญหาปลาหมอคางดำ

สถานการณ์ขณะนี้ ผู้ประกอบการในจังหวัดฉะเชิงเทราจึงได้พัฒนาสู่การทำฟาร์มขนาดใหญ่ ที่มีการลงทุนพัฒนาระบบการเลี้ยงที่มีความทันสมัยขึ้นมาก เช่น การใช้บ่อปูด้วยพลาสติก PE และการมุ้ง ป้องกันนก/ปู รวมถึงใช้ระบบการกรองน้ำ 2 ชั้นตั้งแต่บ่อพักถึงฟาร์ม เพิ่มความพิถีพิถันในการเลี้ยง จนส่งผลให้เกษตรกรสามารถเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ได้ถึง 800 -1,500 กก. ต่อไร่ หรือบางรายอาจจะสูงถึง 2,000 กก./ไร่

ดังนั้น แม้ว่าจะมีพื้นที่เลี้ยงเท่าเดิม ประมาณ 50,000–55,000 ไร่ เกษตรกรในจ.ฉะเชิงเทราก็สามารถรักษาอาชีพการเลี้ยงกุ้ง จนทำให้กุ้ง ได้รับการยกให้เป็นสินค้าหลักที่สร้างรายได้ให้กับจังหวัดฉะเชิงเทราได้ ด้วยกำลังการผลิตทั้งปี ปีละ 24,000 ตัน

อย่างไรก็ตาม บทบาทของภาครัฐ จำเป็นต้องเพิ่มการสนับสนุนด้านการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในการยกระดับการเลี้ยงให้ก้าวสู่ระบบกุ้งยั่งยืน หรือการเลี้ยงที่ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก มากกว่าการให้ความรู้อย่างเดียว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...