โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วิกฤตโชห่วยไทย ไม่เปลี่ยนก็ตาย ! สู่ทางรอดใหม่ด้วยแพลตฟอร์ม Pengkie

BT Beartai

อัพเดต 25 ธ.ค. 2568 เวลา 03.11 น. • เผยแพร่ 25 ธ.ค. 2568 เวลา 03.09 น.
วิกฤตโชห่วยไทย ไม่เปลี่ยนก็ตาย ! สู่ทางรอดใหม่ด้วยแพลตฟอร์ม Pengkie

บรรยากาศเสียงคุยจอแจ และการถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกันระหว่างซื้อของ สิ่งเหล่านี้ทำให้ “โชห่วย” เป็นมากกว่าแค่ร้านค้า แต่เปรียบเสมือน “ศูนย์กลางของชุมชน” ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์

แต่ทุกวันนี้เรามองไปทางไหนก็เจอแต่ร้านสะดวกซื้อ เปิดไฟสว่างจ้าตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมโปรโมชันลดแลกแจกแถมที่เปลี่ยนใหม่ทุกสัปดาห์ คำถามคือ ร้านชำที่อยู่ทุกวันนี้ จะไปต่อไหวไหม ?
จากการรวบรวมข้อมูลสถิติปี ค.ศ. 2566-2567 ร้านโชห่วยในไทยมีมากถึง 400,000 กว่าร้านค้า แม้จำนวนจะเยอะกว่าร้านสะดวกซื้อที่มีจำนวนราว ๆ 20,000 กว่าสาขา แต่ยอดขาย และอำนาจการต่อรองกลับสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง กลายเป็นเรื่องที่น่าเศร้าที่ลุง ๆ ป้า ๆ ที่เปิดร้านขายของชำใกล้บ้านเรานั้น เริ่มหมดหวัง รอให้ร้านหมดลมหายใจไปอย่างช้า ๆ

3 ปัญหาใหญ่ที่ทำร้านโชห่วยไปต่อไม่ไหว

หลายร้านบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่า ค้าขายลำบาก อาจไม่ได้มาจากแค่พิษเศรษฐกิจที่รุมเร้าเพียงอย่างเดียว แต่สิ่งที่กำลังกัดกินร้านโชห่วยอยู่เงียบ ๆ นั่นก็คือ

  • ต้นทุนสินค้าไม่คงที่ : ร้านโชห่วยมักซื้อของผ่านยี่ปั๊วหรือพ่อค้าคนกลาง ทำให้ต้นทุนสูง แถมยังขาดระบบเช็กสต๊อก ต้องคอยเดินดูของเอง ทำให้เกิดปัญหาของขาดไม่รู้ตัว ของล้นจนหมดอายุ แม้ใจอยากจะขายถูกเพื่อสู้กับรายใหญ่แค่ไหน ก็ทำไม่ได้เพราะต้นทุนที่บานปลายค้ำคออยู่
  • อำนาจการต่อรองต่ำ : ด้วยยอดการสั่งซื้อทีละน้อย ทำให้ร้านโชห่วยได้ราคาทุนสูงกว่าร้านรายใหญ่ที่สั่งทีละมหาศาล เพราะไม่สามารถจัดโปรโมชันลดแลกแจกแถมเพื่อดึงดูดลูกค้าได้เหมือนคู่แข่ง บางคนจมทุนไปกับหน่วยรถที่เข้ามาเสนอขายสินค้า ยัดเยียดของแถมที่ไม่ได้คุณภาพมาให้ ต้องจำใจขายก่อนสินค้าจะหมดอายุ
  • ปรับตัวไม่ทันพฤติกรรมผู้บริโภค : ในขณะที่ลูกค้ามองหาความสะดวกสบาย อยากได้สินค้าตลอด 24 ชั่วโมง หรือบริการส่งถึงบ้าน แต่ร้านโชห่วยส่วนใหญ่ยังคงรูปแบบการขายแบบเดิม ๆ คือรอให้ลูกค้าเดินมาหา ซึ่งอาจไม่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปของคนยุคใหม่อีกแล้ว

Pengkie มากกว่าแพลตฟอร์มแต่คือความเข้าใจ

ผู้เล่นรายใหม่ในตลาดค้าปลีกผุดขึ้นมาตลอดเวลาอย่างกับดอกเห็ด แต่ผู้เล่นเดิมก็ทยอยปิดตัวลงอย่างช้า ๆ ท่ามกลางวิกฤตนี้ แพลตฟอร์ม Pengkie (เพ้งกี้) จึงได้เข้ามาช่วยเชื่อมโยงระหว่างโรงงาน ผู้ผลิตสินค้า เข้ากับร้านค้าปลีกรายย่อย โดยมีหัวเรือใหญ่คือ คุณเพ้ง สุขชัย เหลืองวงศ์งาม ผู้เติบโตมากับธุรกิจครอบครัวโรงงานผลิตยาจุดกันยุง “ตรามะลิขาว” และเคยคลุกคลีอยู่กับหน่วยรถ (Van Sales) ที่ต้องขับตระเวนส่งของตามร้านโชห่วยทั่วประเทศ ทำให้เห็นปัญหา ว่า “ทำไมระยะทางระหว่างโรงงาน/แบรนด์ > ร้านค้า > ผู้บริโภค ถึงยุ่งยากขนาดนี้ ?”

จึงเป็นจุดเริ่มต้นของ Pengkie แพลตฟอร์ม ที่เข้ามาช่วยโชห่วยอุดรอยรั่วจากปัญหาสินค้าต้นทุนสูง เชื่อมต่อโรงงานผู้ผลิตให้เจอกับร้านค้าปลีกโดยตรง ได้ต้นทุนที่ถูกลง และวางขายได้ฟรีไม่เก็บค่า GP

หัวใจหลักของ 3 แพลตฟอร์ม

  • ผู้ผลิต (Vender) : สำหรับผู้ผลิต/ผู้จัดจำหน่าย ช่วยให้ลงสินค้าและโปรโมชันแบบ Real-time, ทำโปรโมชันกับร้านค้าได้โดยตรง ทำให้แบรนด์เห็นยอดขายรายพื้นที่ได้ละเอียดแบบ Direct-to-Shop
  • ร้านค้า (Shop) : สำหรับร้านค้า เปรียบเสมือนระบบ POS ส่วนตัว ช่วยจัดการออร์เดอร์ สต๊อก และเข้าร่วมแคมเปญจากแบรนด์ได้ง่าย ๆ ผ่านมือถือ
  • ลูกค้า (Customer) : สำหรับผู้บริโภค ช่วยให้คนในชุมชนค้นหาร้านโชห่วยใกล้บ้านและสั่งซื้อสินค้าได้ เพิ่มโอกาสการขายแบบ Delivery ให้ร้านชำ

Pengkie Van Sales Solution

ปกติแล้ว แบรนด์เล็ก ๆ จะส่งของเข้าร้านโชห่วยทีหนึ่ง ต้องลงทุนทำหน่วยรถเอง ซึ่งแบกรับต้นทุนสูงถึง 30,000-45,000 บาทต่อเดือน แถมยังวิ่งได้แค่เส้นทางหลัก ร้านในซอยลึก ๆ มักถูกมองข้าม

กับบริการ Pengkie Van Sales Solution ที่ผสานโลกออฟไลน์และออนไลน์เข้าด้วยกัน

  • ต้นทุนที่จับต้องได้ : เริ่มต้นเพียง 9,900 บาท/เดือน
  • เข้าถึงทุกซอกซอย : เข้าเยี่ยมร้านค้า 180-200 ร้าน/เดือน พร้อมทีมเชียร์ขายที่ทำหน้าที่แนะนำสินค้าแทนเจ้าของแบรนด์
  • สั่งได้ 24 ชั่วโมง : ร้านค้านอกเส้นทางหรือร้านที่รถเข้าไม่ถึง สามารถสั่งซื้อผ่าน Pengkie Platform ได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องรอรอบรถวิ่งมาหา
  • ค่าส่งถูกกว่า : คิดค่าส่งแบบ Flat Rate เพียง 10 บาทต่อ SKU (แพ็ก/ลัง) ไม่สนน้ำหนักหรือขนาด

เงื่อนไขพิเศษ รับเพียง 1 สินค้า ต่อ 1 หมวดหมู่เท่านั้น เพื่อให้ทีมเชียร์ขายโฟกัสสินค้าได้อย่างเต็มที่

มากกว่าความอยู่รอด คือการเติบโตอย่างยั่งยืน

ปัจจุบัน Pengkie มีร้านค้าในระบบ Shop Platform กว่า 1,000 ร้าน และกำลังขยายอย่างต่อเนื่อง และมีการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยคาดการณ์ความต้องการสินค้า หรือบริการของลูกค้าล่วงหน้าและระบบแนะนำการเติมสต๊อกอัตโนมัติ (Smart Ordering)

Pengkie จึงไม่ใช่แค่แอปฯ ซื้อขายของ แต่คือการเข้ามาช่วยปรับตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานของร้านค้าปลีกท้องถิ่น เพื่อพาโชห่วยไทยก้าวข้ามขีดจำกัด และตั้งใจขยายโมเดลนี้ไปสู่ตลาดอาเซียนอย่างเวียดนาม อินโดนีเซีย และลาว ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า

ท้ายที่สุดแล้ว ร้านโชห่วยมีจุดแข็งที่ร้านสะดวกซื้อไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ นั่นคือการบริหารด้วยความเข้าใจชุมชน ความยืดหยุ่น และการสร้างความสัมพันธ์

หากโชห่วยสามารถรักษาเสน่ห์ตรงนี้ไว้ แล้วอุดรอยรั่วเรื่องระบบหลังบ้านด้วยเทคโนโลยี นี่อาจจะไม่ใช่เพียงแค่การดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอด แต่คือการติดปีกให้ร้านค้าชุมชนของไทยสามารถเติบโต แข่งขัน และยืนหยัดอยู่คู่สังคมไทยได้อย่างยั่งยืน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...