โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทีมต่อนอกเตรียมเฮ! ปีหน้าไทยเข้า ‘ภาคีอะโพสทิล’ รับรองเอกสารไปต่างประเทศง่ายในขั้นตอนเดียว

Dek-D.com

เผยแพร่ 26 ธ.ค. 2568 เวลา 08.05 น. • DEK-D.com
รายละเอียด‘อนุสัญญา Apostille’ และการรับรองเอกสารแบบใหม่

สวัสดีชาว Dek-D ทุกคนค่ะ ในการไปเรียนต่อต่างประเทศนั้น อีกหนึ่งขั้นตอนที่สำคัญมากๆ สำหรับ #ทีมต่อนอกคงหนีไม่พ้นในเรื่องของขั้นตอนการเตรียม ‘เอกสาร’ไม่ว่าจะเป็นใบปริญญา Transcript สูติบัตร หรือเอกสารราชการอื่นๆ ซึ่งแน่นอนว่าทั้งหมดต้องได้รับการรับรองอย่างถูกต้องตามกฎหมายระหว่างประเทศด้วยค่ะ

ที่ผ่านมาในการยื่นเอกสารในการเรียนต่อต่างประเทศ เป็นเรื่องที่ทำให้หลายคนปวดหัวไม่น้อยเลยก็ว่าได้ เพราะว่ามีหลายอย่าง หลายขั้นตอน ต้องใช้เวลาในการรอที่ค่อนข้างนาน และยังมีค่าใช้จ่ายไม่น้อยอีกด้วย แต่ข่าวดีคือ ข้อกังวลต่างๆ เหล่านี้กำลังจะหมดไปแล้วค่ะ

เพราะว่าในปี 2026 ประเทศไทยกำลังจะเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาอะโพสทิล (Apostille Convention) ซึ่งถือว่าเป็นก้าวใหม่ที่ยกระดับความเป็นสากลมากขึ้น โดยสิ่งที่จะเปลี่ยนไปคือ ในการยื่นเอกสารเพื่อเรียนต่อ การทำงานในต่างแดน หรือการทำธุรกิจระหว่างประเทศ เราสามารถยื่นเอกสาร (มหาชน) ผ่านกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ เพียงหน่วยงานเดียวได้เลย (จากเดิมที่ต้องยื่นหลายหน่วยงาน) ช่วยให้สะดวก รวดเร็ว และประหยัดค่าใช้จ่ายกว่าเดิมอีกด้วย

ว่าแต่อนุสัญญาฯ นี้สำคัญกับ #ทีมเรียนต่อนอกอย่างไร และมีเรื่องอะไรที่ต้องรู้บ้าง? พี่ลูกหมูได้มีโอกาสไปร่วมฟังสัมมนา “ประโยชน์และผลกระทบการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาอะโพสทิลของประเทศไทยต่อภาคธุรกิจและภาคประชาสังคม (Apostille Convention)”ซึ่งจัดโดยกรมการกงสุล กระทรวงต่างประเทศบอกเลยว่ามีหลายประเด็นน่าสนใจมาก เลยขอสรุปประเด็นสำคัญๆ มาแชร์ให้ทุกคนได้อ่านเพื่อเตรียมความพร้อมกันค่ะ

___

ทำความรู้จักอนุสัญญาอะโพสทิล (Apostille)

Apostille คืออะไร?

  • เป็นอนุสัญญาว่าด้วยการยกเลิกข้อกําหนดของการนิติกรณ์สําหรับเอกสารมหาชนต่างประเทศภายใต้ที่ประชุมกรุงเฮกว่าด้วยกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล (Hague Conference on Private International Law - HCCH)
  • การเข้าร่วมครั้งนี้ จะช่วยลดขั้นตอนการรับรองเอกสารมหาชนต่างประเทศระหว่างประเทศภาคีอนุสัญญาฯ
  • กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศได้รับแต่งตั้งให้เป็นหน่วยงานผู้มีอำนาจ หรือ Competent Authority ของไทย
  • ปัจจุบันมีจํานวน 127 ประเทศ(อัปเดตเมื่อเดือนกันยายน 2568)
  • มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนสะดวกขึ้น และส่งเสริมกิจกรรมระหว่างประเทศด้านต่างๆ (ด้านเศรษฐกิจ, ไทยถูกยอมรับในเวทีโลกมากขึ้น)

สรุปคือApostille คือ รูปแบบการรับรองเอกสารภายใต้ที่ประชุมกรุงเฮก (Hague Conference on Private International Law - HCCH) พูดง่ายๆ คือเป็นตรารับรองมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก เมื่อเอกสารได้รับ Apostille แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องไปผ่านขั้นตอนการรับรองหลายหน่วยงานเหมือนในระบบเดิม ช่วยลดทั้งเวลา ค่าใช้จ่าย และความซับซ้อนแบบเห็นได้ชัดเลยค่ะ

Note:ใบรับรอง Apostille ของประเทศไทย ยังอยู่ในระหว่างขั้นตอนการออกแบบ

เอกสารมหาชนมีอะไรบ้าง?

อย่างที่พี่ลูกหมูเกริ่นไปข้างต้นว่าการรับรอง Apostille จะใช้ได้กับเอกสารมหาชน (Public Documents) เท่านั้น ซึ่งจะมีด้วยกันทั้งหมด 3 ประเภท ดังนี้ค่ะ

  • เอกสารที่ออกโดยศาลหรือเกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมเช่น เอกสารที่ออกโดยศาล เอกสารของพนักงานอัยการ เอกสารของเสมียนศาล เอกสารของเจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนพิจารณาคดี เป็นต้น
  • เอกสารทางการปกครองเช่น สูติบัตร มรณบัตร ทะเบียนบ้าน ใบรับรองทางการต่างๆ // รวมพวกเอกสารที่ออกโดยมหาวิทยาลัยด้วย เช่น Transcript, ใบรับรองคุณวุฒิ เป็นต้น
  • เอกสารโนตารีเช่น เอกสารที่ผ่านการรับรองโดย Notary / Notarial Services Attorney (NSA) หนังสือรับรองคำแปล หนังสือรับรองลายมือชื่อ เป็นต้น

Note:

  • การกำหนดว่าเอกสารอะไรเป็นเอกสารมหาชน ขึ้นอยู่กับกฎหมายของประเทศต้นทางที่ออกเอกสารด้วยเพราะเอกสารมหาชนของแต่ละประเทศไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน
  • ถ้าเอกสารนั้นไม่ถือเป็นเอกสารมหาชนในประเทศปลายทาง แต่ถ้าได้รับ Apostille จากประเทศต้นทางแล้ว ผลของ Apostille ยังคงสมบูรณ์และใช้ได้ค่ะ

*เมื่อไทยเข้าร่วมอนุสัญญาแล้ว

การรับรองเอกสารจะเปลี่ยนไปอย่างไร?*

  • ปัจจุบันการรับรองเอกสารจะเป็นแบบห่วงโซ่ (Chain Legalization) เช่น ตอนที่พี่ไปเรียนต่อที่โปแลนด์ ก็ต้องเอาเอกสารจากมหาวิทยาลัยต่างๆ เช่น Transcript, ใบปริญญาบัตร (ภาษาอังกฤษ) ไปรับรองที่กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ จากนั้นก็ต้องนำไปรับรองที่สถานทูตโปแลนด์อีกที // ถ้าบางเอกสารต้องแปลก็อาจเพิ่มขึ้นตอนหลายต่อไปอีกค่ะ
  • ถ้าเข้าร่วมอนุสัญญานี้แล้วก็สามารถรับรองเอกสารแบบ Apostille คือผ่านแค่กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ หน่วยงานเดียว และนําเอกสารไปใช้ที่ประเทศปลายทาง (ใน 127 ประเทศภาคี) ได้เลยค่ะ

จะใช้การรับรอง Apostille ได้เมื่อไหร่?

  • ตอนนี้ประเทศไทย อยู่ในระหว่างขั้นตอนการดำเนินการซึ่งก็คาดการณ์ว่าน่าจะเสร็จกระบวนการและเริ่มใช้ระบบนี้ได้ในช่วงสิงหาคม ปี 2569
  • ใบรับรองจะยังคงเป็นรูปแบบกระดาษอยู่ และประชาชนยังต้องมาดำเนินการทำเรื่องขอเอกสารที่กรมการกงสุล แต่ในอนาคตอาจจะมีรูปแบบ E-Digital ด้วยค่ะ

ประเด็นอื่นๆ เพิ่มเติม

  • ใบรับรอง Apostille ใช้สำหรับเอกสารที่จะนำไปใช้ระหว่างประเทศที่เป็นภาคีอนุสัญญาฯ เท่านั้น (127 ประเทศ)
  • ค่าธรรมเนียมใบรับรอง Apostille ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณา

Quick Big Win กับ Apostille

อย่างที่พี่ได้เกริ่นไปตอนต้นว่า หากไทยเข้าร่วมอนุสัญญานี้ จะทำให้ลดต้นทุนทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย ช่วยลดขั้นตอนให้สะดวกมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีข้อดีในส่วนของภาคเศรษฐกิจด้วยนะคะ พี่จะมาสรุปคร่าวๆ ให้ฟังกันค่ะ

การเข้าร่วม Apostille เป็นหนึ่งในเครื่องมือการทูตเศรษฐกิจเพราะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้แข่งขันได้มากขึ้น เชื่อมโยงกับโลก และสร้างความเชื่อมั่นระหว่างประเทศ และก็สอดคล้องกับนโยบายเศรษฐกิจหลักของรัฐบาลด้วย

  • สร้างรายได้ ลดรายจ่ายประชาชน
  • เพิ่มสภาพคล่อง แก้ปัญหาหนี้
  • ฟื้นความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจและการลงทุน
  • รับมือผลกระทบจากสงครามการค้า
  • ปรับกฎระเบียบให้แข่งขันได้ในระดับโลก
  • เปิดตลาดใหม่
  • ดึงดูดการลงทุน
  • แก้ปัญหาข้ามแดน
  • สร้างมาตรฐานร่วมระหว่างประเทศ

นอกจากนี้ทางกรมการกงสุลยังมี 3 เป้าหมายหลัก ในการเข้าร่วมอนุสัญญานี้ ดังนี้

1. Competitiveness - เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

สนับสนุนการค้าและการลงทุนข้ามพรมแดน รวมถึงลดขั้นตอนการรับรองเอกสารธุรกิจ (หนังสือรับรองบริษัท, หนังสือมอบอำนาจ, สัญญาซื้อขาย ฯลฯ) SME ต่างจังหวัดไม่ต้องเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เปิดบริษัทลูกในต่างประเทศได้สะดวกขึ้น

2. Collaboration – ความร่วมมือระหว่างประเทศ

ไทยมีมาตรฐานการรับรองเอกสารเทียบเท่าสากลทำให้ประเทศคู่ค้าตรวจสอบเอกสารได้ง่ายขึ้น ลดความสับสน ลดข้อพิพาททางกฎหมาย เพิ่มความเชื่อมั่นในการทำธุรกิจข้ามพรมแดน สนับสนุนความร่วมมือในประเด็นสำคัญ เช่น การรับรองเอกสาร วีซ่า เป็นต้น

3. Confidence – สร้างความเชื่อมั่น

ยกระดับกฎระเบียบไทยให้ทัดเทียมนานาชาติ ทำให้การทำธุรกิจในไทยง่ายขึ้น โปร่งใส คาดการณ์ได้ เสริมภาพลักษณ์ไทยว่าแบบพร้อมรับเศรษฐกิจโลกยุคใหม่

บทบาทของภาคประชาสังคมและหน่วยงานของรัฐ

อีก 2 หน่วยงานที่มีความสำคัญมากๆ ในเรื่องของเอกสารที่ต้องใช้รับรองเวลาไปต่างประเทศ ก็คือกรมการปกครอง และสภาทนายความนั่นเองค่ะ

1. กรมการปกครอง

ปัจจุบันกรมการปกครองได้ออกหนังสือและเอกสารต่างๆ ที่สำคัญ เช่น สูติบัตร, ทะเบียนบ้าน ฯลฯ เป็นภาษาไทยและอังกฤษเพื่อให้ประชาชนสามารถไปขอคัดเอกสารตัวเองเป็นภาษาอังกฤษได้เลย (ไม่ต้องไปผ่านการแปล หรือการไปรับรองการแปลให้เสียค่าใช้จ่าย) // เอกสารจากกรมการปกครอง สามารถนำไปใช้รับรอง Apostille ได้เลย

2. สภาทนายความ

Notarial Services Attorney (NSA) เป็นทนายความที่ได้รับใบอนุญาตจากสภาทนายความ มีหน้าที่รับรองลายมือชื่อ รับรองสำเนาถูกต้อง รับรองคำแปลเอกสาร //เหมือนที่เราเคยเห็นบ่อยๆ ในข้อกำหนดของเอกสารสมัครเรียนว่า ‘เอกสารต้องนำไปแปล และต้องผ่านการรับรองจาก Notary’

NSA จะมีบทบาทยังได้ถ้าได้เข้าร่วมอนุสัญญาภาคี?

  • แปลเอกสารเป็นภาษาที่ประเทศปลายทางใช้ (ใบรับรอง Apostille สามารถรับรองเอกสารได้ทุกภาษา โดยอาจจะไม่จำเป็นต้องแปลก็ได้ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับประเทศปลายทาง ว่ามีกำหนดให้ต้องแปลหรือไม่*)
  • ให้ NSA รับรองคำแปล
  • ผ่านการรับรองจากกรมการกงสุล และให้สถานทูตประเทศปลายทางในไทยรับรองอีกครั้ง

Note*

  • ถ้าไม่ใช่เอกสารมหาชน ต้องผ่านการรับรองจาก NSA ก่อน

ช่องทางติดต่อสอบถามเพิ่มเติม

หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ กองสัญชาติ และนิติกรณ์

  • โทรศัพท์: 0 9448 55116
  • อีเมล: consular04@mfa.go.th

นับว่าเป็นก้าวใหม่ครั้งสำคัญสำหรับประเทศไทยในเวทีโลกเลยก็ว่าได้ นอกจากการเข้าร่วมอนุสัญญาครั้งนี้ จะทำให้ช่วยลดขั้นตอนที่ซับซ้อนในการใช้เอกสารไทยในต่างประเทศ ทั้งด้านการศึกษา การทำงาน หรือการทำธุรกรรมข้ามประเทศแล้ว ยังช่วยผลักดันภาคเศรษฐกิจและการลงทุนของไทยให้เติบโตขึ้น และเป็นมาตรฐานเดียวกับนานาชาติมากยิ่งขึ้น

แต่ทั้งนี้เราก็ต้องมารออัปเดตรายละเอียดเพิ่มเติมจากทางกรมการกงสุล กระทรวงต่างประเทศอีกครั้งไปด้วยกันค่ะ และสำหรับใครอยากฟังสัมมนาเต็มๆ สามารถรับชมย้อนหลัง ได้เลยค่ะ

…………….

สำหรับใครที่มองหาโอกาสโกอินเตอร์ ตอนนี้มีหลายทุนกำลังเปิดรับสมัคร
ตามไปเช็กกันต่อได้เลยที่ "โปรแกรมค้นหาทุนเรียนต่อนอก by Dek-D"

ติดตามทุนต่อนอกง่ายๆ กับ Dek-D

  • Website: www.dek-d.com/studyabroad
  • X: @tornokandcourse
  • IG: @tornokandcourse
  • Facebook: Study Abroad เรียนต่อนอก by Dek-D
  • Facebook: Study Guide ไปเรียนต่อนอกกันเถอะ
  • TikTok: @tornokandcourse
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...