ความเท่าเทียมทางเพศ ไม่ได้แปลว่าผู้หญิงหรือ LGBTQ ควรต้องถูกต่อยได้อย่างเท่าเทียม ความเข้าใจเชิงประชด ในวันที่คำว่า ‘ความเท่าเทียม’ กลายเป็นของแสลงสำหรับบางคน
ทุกวันนี้คำว่า ‘ความเท่าเทียมทางเพศ’ ดูเหมือนจะกลายเป็นของแสลงสำหรับใครหลายคนไปแล้ว เมื่อได้เห็นหรือได้ยินคำนี้เมื่อไหร่จะมีปฏิกิริยาต่อต้านโดยอัตโนมัติในทันที ด้วยความเชื่อที่ว่าการเรียกร้องความเท่าเทียมนั้นเท่ากับการริดรอนสิทธิของผู้ชายแล้วมาเพิ่มสิทธิพิเศษให้กับเพศอื่นๆ ซึ่งนับว่าผิดตั้งแต่ต้น และเป็นเรื่องน่าเสียดายที่ประเด็นความเท่าเทียมจะไม่ได้ถูกพิจารณาเอาเสียเลย ทั้งที่บางเรื่องก็เป็นเรื่องพื้นฐานมากๆ ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ใครด้วยซ้ำ
ยิ่งไปกว่านั้น หลายครั้งคำนี้ยังถูกตีความในเชิงประชดประชัน เช่นกรณีของเคสนี้ที่ถูกนำไปออกรายการโหนกระแส เทปวันที่ 14 มกราคมที่ผ่านมา โดยมีพาดหัวว่า “สาว LGBTQ ไล่แมวเสียงดัง ข้างห้องฉุนเอามีดจี้คอ ไม้เบสบอลตีหน้าเย็บ 13 เข็ม”
เรื่องราวคร่าวๆ คือ คู่รักหญิง-หญิงคู่นี้อาศัยในที่พักแห่งหนึ่งในพัทยา จากนั้น ผู้ชายคนก่อเหตุได้เข้ามาเช่าห้องพักแบบรายวันในชั้นเดียวกัน และในคืนที่คู่รักคู่นี้กำลังไล่แมวจนทำให้เกิดเสียงดัง ผู้ชายคนดังกล่าวไม่พอใจ จึงออกมาต่อว่าและเกิดเป็นการเถียงกัน จากนั้นฝ่ายผู้ชายได้ใช้มีดจ่อคอเพื่อข่มขู่ ฝั่งคู่รักที่กลับเข้าห้องไปแล้วยังมีอารมณ์โกรธอยู่จึงถือไม้เบสบอลออกมาทุบประตูห้องฝั่งผู้ชาย แต่ถูกแย่งไม้ไปได้ และถูกใช้ไม้เบสบอลทำร้ายจนต้องเย็บ 13 เข็ม
อันที่จริงบรรยากาศโดยรวมในรายการเรียกได้ว่าผ่อนคลาย สบายๆ แม้จะพูดประเด็นซีเรียสกัน แต่ด้วยคาแรกเตอร์จริงใจๆ ของแขกรับเชิญและจังหวะรับส่งมุกกับพิธีกร จึงทำให้เกิดมวลความขำขันซึ่งประทับใจคนดูหลายคน แต่ภายใต้บรรยากาศเหล่านั้น มีบางประเด็นที่น่ากังวลและควรต้องหยิบมาพูดถึง แม้จะเป็น unpopular opinion ก็ตาม
จะเห็นได้ว่าขณะไลฟ์ มีหลายคอมเมนต์ที่แสดงความเกลียดชังหรือเหยียดหยามทอม เช่นคอมเมนต์ในทำนองที่ว่า “เป็นทอมก็อย่าห้าวให้มาก” “ทอมบางคนก็กร่าง นึกว่าตัวเองเป็นผู้ชาย” “อยากเป็นผู้ชาย แต่พอโดยต่อยมาอ้างความเป็นหญิง” หรือคอมเมนต์ในเชิงขบขันที่ทอมคนนี้โดนผู้ชายทำร้ายร่างกาย แต่ที่ยิ่งไปกว่านั้นคือการหยิบเอาเรื่องความเท่าเทียมทางเพศมาเชื่อมโยงกับกรณีนี้
ทั้งผู้ร่วมรายการและคนในช่องคอมเมนต์บางคน ใช้ตรรกะทำนองเดียวกันว่า “ในเมื่อคุณเรียกร้องความเท่าเทียมทางเพศ เขาก็ทรีตคุณแบบเท่าเทียม ก็เลยเอาไม้ฟาดคุณไง” และไม่ใช่เพียงครั้งนี้ แต่ตรรกะแบบเดียวกันนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดในหลายๆ กรณีที่ผ่านมา เช่นกรณีของความรุนแรงในความสัมพันธ์ หรือกรณีทะเลาะวิวาทระหว่างคนต่างเพศ ที่หลายคนพากันแสดงความคิดเห็นว่าในเมื่อเรียกร้องความเท่าเทียม แล้วทำไมผู้ชายจะตีเพศอื่นไม่ได้?
ทั้งๆ ที่การเรียกร้องความเท่าเทียมทางเพศคือการเรียกร้องสิทธิ และการถูกปฏิบัติ (ดีๆ) อย่างเท่าเทียมกัน ได้รับความเคารพในฐานะมนุษย์เท่าๆ กัน ไม่มีใครได้รับผลประโยชน์มากกว่าใครเพียงเพราะเป็นอีกเพศหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่าหลักคิดนี้สามารถใช้กับทุกเพศ และสำหรับความรุนแรง ก็ย่อมไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ไม่ว่าจะเพศไหนๆ พึงกระทำต่อกันอยู่แล้ว ดังนั้นการทำร้ายร่างกายกันจึงไม่ควรมาอยู่ในสมการเรื่องการสร้างความเท่าเทียมตั้งแต่ต้น เพราะมันคือการละเมิดสิทธิของผู้อื่น และไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงตีผู้ชาย ผู้ชายตีเกย์ เกย์ตีทอม ทอมตีผู้หญิง ฯลฯ จะใครตีใคร ก็นับว่าเป็นสิ่งที่ไม่สมควรทั้งนั้น เรื่องเพศจึงไม่ใช่ประเด็นในกรณีนี้ เช่นเดียวกับในทางกฎหมายที่ไม่ว่าจะเพศไหนเป็นผู้กระทำความรุนแรงก็มีความผิดเหมือนๆ กัน
ดังนั้นแล้ว เราน่าจะต้องมาทำความเข้าใจเรื่องความเท่าเทียมทางเพศกันอีกสักรอบหรือหลายๆ รอบ มันก็คือเรื่องเดียวกันกับที่ว่า ทุกคนควรมีสิทธิที่จะสมรสกันอย่างเท่าเทียม หรือไม่ควรต้องมีเพศไหนมาเลี้ยงดูเพศไหนเพียงเพราะคุณเป็นเพศนั้นๆ และไม่ควรมีเพศไหนสยบยอมต่อเพศไหนเพราะคุณอยู่ในฐานะของเพศหนึ่งๆ เช่นกัน ผู้หญิงหรือ LGBTQ ไม่จำเป็นต้องเรียกร้อง privilege และผู้ชายก็ไม่จำเป็นต้องเดือดร้อนกับสิ่งนี้ เรื่องความแตกต่างทางกายภาพสามารถถูกพิจารณาได้เป็นกรณีๆ ซึ่งจำเป็นต้องใช้ความละเอียดอ่อน และที่สุดแล้ว การเคารพและการให้เกียรติกันไม่ใช่เรื่องยากเกินความสามารถของมนุษย์ เพียงแค่ลองเปิดใจและทำความเข้าใจคำว่าความเท่าเทียมด้วยใจที่เป็นกลาง อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับปีนี้ก็เป็นได้