“Stable Coin” ไทยบาท 1 หมื่นล้านบาท กับทิศทางสินทรัพย์ดิจิทัลไทย
จากการที่นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้กล่าวถึงแนวทางการออก Stable Coin ไทยบาท ซึ่งจะมีมูลค่ารวม 1 หมื่นล้านบาท โดยมีพันธบัตรรัฐบาลชุดใหม่เป็นหลักประกัน ซึ่งจะออกใช้ควบคู่กับการสนับสนุนในเรื่องของ Investment Token ที่บริษัทเอกชนสามารถออกโทเคนเพื่อระดมทุนจากประชาชนได้
ภายใต้กรอบแนวทางที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ชี้แจง มีการกำหนดประเภทของ Investment Token ออกเป็น 6 ประเภท ได้แก่
1. Project-Based Token เช่น การระดมทุนสำหรับโครงการสร้างภาพยนตร์
2. Real Estate-Backed Token เช่น การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่สร้างเสร็จแล้วเพื่อรับผลตอบแทน
3. Infra-Backed Token เช่น การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอย่างสนามบินหรือโทรคมนาคม
4. Debt-Like Token คล้ายหุ้นกู้ที่ให้ผลตอบแทนคงที่แก่ผู้ลงทุน
5. Sustainability-Themed Token เช่น โครงการที่เกี่ยวข้องกับคาร์บอนเครดิตหรือ Green Token
6. Soft Power Token เช่น โทเคนที่อิงกับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์อย่างเพลงและละคร
Stable Coin มูลค่า 1 หมื่นล้านบาท ในเฟสแรกคาดว่าจะทยอยออกมาเป็นส่วนหนึ่งของการระดมทุนผ่าน Investment Token โดยต้องผ่าน Primary Market Broker หรือในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลจะเรียกว่า ICO Portal ซึ่งต้องมีใบอนุญาตที่ออกโดย ก.ล.ต. ปัจจุบันทาง ก.ล.ต. เองก็สนับสนุนให้โบรกเกอร์ในตลาดทุนหันมาขอใบอนุญาตนี้กันมากขึ้น เพราะมองเห็นว่าการออกโทเคนดิจิทัลจะเกิดขึ้นจริงจังมากขึ้นในอนาคต
เรื่องของ Blockchain และ Interoperability
นอกจากนี้ ทาง ก.ล.ต. ก็มีแนวทางให้บริษัทเอกชนสามารถพัฒนา Blockchain ของตัวเองได้ โดยเป็น Private Chain แต่มีเงื่อนไขว่าต้องสามารถทำ Interoperability ได้ หมายถึงแต่ละ Chain ต้องสามารถ เชื่อมต่อและแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ ไม่ใช่ต่างคนต่างพัฒนาโดยไม่มีการเชื่อมโยง ปัจจุบัน Local Blockchain ที่มีอยู่ในประเทศไทย ได้แก่ Bitkub Chain (Bitkub Blockchain Technology) JFin Chain (Jventures) JIB Chain (JIBEX)
แต่ปัญหาสำคัญคือ การขาด Interoperability ระหว่าง Chain ซึ่งต้องติดตามต่อไปว่ากฎระเบียบจะไปในทิศทางไหน ในขณะที่โครงการระดับโลกที่เน้นการเชื่อมโยง Blockchain เช่น LayerZero, Axelar และ Connext กำลังพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว
Digital Twin และ Corporate Bond Token
อีกเรื่องหนึ่งที่ถูกพูดถึงคือแนวคิด Corporate Bond Token โดยท่าน รองเลขาธิการ ก.ล.ต. นางสาวจอมขวัญ คงสกุล ได้กล่าวถึงการนำหุ้นกู้มาค้ำประกันและออกเป็นโทเคนที่มีมูลค่า Peg 1:1 แล้วนำมาเทรดกันในรูปแบบดิจิทัล On-Chain ผ่าน Decentralized Exchange (DEX) ซึ่งสามารถลิสต์โดยอัตโนมัติ ผ่านการวาง Liquidity (Token + THB Digital) ในตลาด แล้วเปิดให้เทรดได้ตลอด 24 ชั่วโมง
นอกจากนี้ หากบริษัทเป็นบริษัทขนาดเล็กที่ไม่สามารถสร้าง Ecosystem ของ Chain ได้เอง ทางท่านรองฯ ก็ได้กล่าวถึงแนวคิด "Chain เอื้ออาทร" ซึ่งอาจเป็น Public Chain ที่หน่วยงานรัฐพัฒนาออกมาเพื่อให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถใช้งานได้ แต่ก็มีประเด็นให้พิจารณาว่า หากจำกัดผู้ใช้งานให้ต้อง KYC ก่อนเข้าถึง Chain อาจทำให้เกิดอุปสรรคในการนำ Traditional User มาเป็น On-Chain User ซึ่งแตกต่างจากแนวทางของ Base Chain ของ Coinbase ที่เปิดกว้างให้ผู้ใช้เข้าถึงได้ง่ายโดยไม่มี KYC ทำให้มีเม็ดเงินมหาศาลไหลเข้าระบบ และปัจจุบันเป็น Chain อันดับ 6 ของโลก ตามมูลค่าที่หมุนเวียนในระบบ
การทำ Corporate Bond Token เพื่อให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัลเองก็ถือว่าเป็นจุดสำคัญที่ต้องมาลุ้นกันว่าจะสามารถดึงคนจากฝั่งตลาดหุ้นเข้ามาสนใจใช้งานในโลกของสินทรัพย์ดิจิทัลได้หรือไม่
การกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัล: ทางแยกที่ ก.ล.ต. ต้องเลือก
ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลไทยกำลังเข้าสู่ช่วงตัดสินใจสำคัญ ว่าจะเดินไปในทิศทางใด โดยอาจมี 2 แนวทางหลัก ให้เลือก
1. ทางเลือกที่ ก.ล.ต. ควบคุมเข้มงวด
- กำกับดูแล Blockchain, DeFi และ dApp
- กำหนดให้แพลตฟอร์มต้องมี KYC
- ตรวจสอบและ Audit โค้ดของ Smart Contract
2. ทางเลือกที่ให้ตลาดดำเนินไปอย่างอิสระ
- ให้ภาคเอกชนดูแลจัดการความปลอดภัยของแพลตฟอร์มเอง
- เปิดให้ผู้ใช้จากทั่วโลกเข้าถึง Blockchain ไทยได้ง่ายขึ้น
- อาจเกิดความเสี่ยงจากช่องโหว่ Smart Contract หรือการโจมตีระบบ
หากเลือกแนวทางแรก ตลาดอาจมีความปลอดภัยมากขึ้นในสายตานักลงทุน แต่ก็อาจทำให้การ Onboard ผู้ใช้งานเข้าสู่ระบบเป็นเรื่องยาก ในขณะที่แนวทางที่สองอาจช่วยให้เม็ดเงินไหลเข้ามาในตลาดไทยมากขึ้น แต่ก็ต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากกลุ่มผู้ไม่หวังดีที่อาจใช้ช่องโหว่ในระบบ
เส้นทางข้างหน้าของ Stable Coin ไทยและตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล
ท้ายที่สุดแล้ว ทิศทางของ Stable Coin ไทยบาท และตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลของไทย จะขึ้นอยู่กับการกำหนดนโยบายของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าจะให้เสรีมากน้อยเพียงใด ท่ามกลางโอกาสและความเสี่ยงที่ต้องชั่งน้ำหนักอย่างรอบคอบ
ในขณะที่ภาคเอกชนกำลังเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีและสร้างโอกาสใหม่ ทางหน่วยงานกำกับดูแลจำเป็นต้องหาจุดสมดุลระหว่าง การส่งเสริมอุตสาหกรรม และ การปกป้องนักลงทุน เพื่อให้ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลไทยสามารถเติบโตอย่างยั่งยืน และแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างมั่นคง
บทความโดย
ชานน จรัสสุทธิกุล
Co-Founder และ CEO ของ Forward Labs สตาร์ตอัพฟินเทคด้าน Blockchain และ CEO ของ INTNODE
ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล โดยมุ่งเน้นการให้ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลแก่ผู้สนใจ พร้อมทำให้การศึกษาและทำความเข้าใจในเรื่องนี้เป็นเรื่องง่ายและเข้าถึงได้มากยิ่งขึ้น