โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ไขข้อสงสัย? การซื้อหุ้นคืนดีอย่างไร หุ้นตัวไหนมีโอกาสทำธุรกรรมนี้

Share2Trade

อัพเดต 30 ม.ค. 2568 เวลา 05.57 น. • เผยแพร่ 30 ม.ค. 2568 เวลา 07.00 น. • Share2Trade

ในช่วงที่ผ่านมามีบริษัทจดทะเบียนประกาศโครงการซื้อหุ้นคืนอย่างต่อเนื่อง ด้วยสาเหตุที่แตกต่างกันออกไป แต่ที่แน่ๆ ตลาดมองว่าโครงการนี้จะส่งผลบวกต่อนักลงทุนอย่างเห็นได้ชัดเจน

ไขข้อสงสัย การซื้อหุ้นคืนดีอย่างไร_S2T (เว็บ).jpg

โดยการซื้อหุ้นคืน คือ การที่บริษัทจดทะเบียนนำเงินสดไปซื้อหุ้นของบริษัทตัวเองจากผู้ถือหุ้นรายอื่น ๆ มาเก็บไว้เอง ทำให้จำนวนหุ้นที่ซื้อขายหมุนเวียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ลดลง และหลังจากนั้นบริษัทอาจจะพิจารณาขายหุ้นที่ซื้อคืนผ่านกระดานตลาดหลักทรัพย์ฯ หรือ ลดทุนจดทะเบียน ในอนาคต

ขณะที่ “หุ้นซื้อคืน” หรือ Treasury-Stock หุ้นกลุ่มนี้จะไม่ถูกนับเป็นองค์ประชุมในการประชุมผู้ถือหุ้น ไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะคะแนน และไม่มีสิทธิได้รับเงินปันผล

สิ่งที่ผู้ถือหุ้นจะได้รับผลดี เมื่อบริษัทประกาศซื้อหุ้นคืน คือ กำไรต่อหุ้น (EPS) และอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) สูงขึ้น เนื่องจากหุ้นที่ถูกซื้อคืน จะไม่ถูกนำมาคำนวณกำไรต่อหุ้น มีโอกาสได้รับเงินปันผลต่อหุ้นสูงขึ้น และมีโอกาสที่ราคาหุ้นจะปรับตัวสูงขึ้น ในระดับที่ P/E เท่าเดิม

ล่าสุด TTB จัดหนัก! มีมติอนุมัติโครงการซื้อหุ้นคืนเพื่อบริหารทางการเงิน ภายใต้วงเงินรวมจำนวนไม่เกิน 21,000 ล้านบาท ระยะเวลา 3 ปี เริ่มตั้งแต่ปี 2568 ไปจนถึงปี 2570

การซื้อหุ้นคืนคืนครั้งแรก ปี 2568 ด้วยวงเงินไม่เกิน 7,000 ล้านบาท จำนวนซื้อคืนไม่เกิน 3,500,000,000 หุ้น หรือคิดเป็นร้อยละ 3.6 ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด โดยวิธีการซื้อด้วยวิธีจับคู่อัตโนมัติผ่านระบบซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในช่วงระหว่างวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2568 ถึงวันที่ 1 สิงหาคม 2568

และหลังจากนี้ จะมีบริษัทไหนบ้างที่จะมีโอกาสซื้อหุ้นคืน? หากอ้างอิงการประเมินของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ประเมินกระแสเก็งกำไรหุ้นทุนซื้อคืน (Treasury Stocks) ในตลาดนับจากนี้มีแนวโน้มคึกคักขึ้น โดยเฉพาะฝั่งหุ้น Big-Mid Cap หลัง TTB นำร่องประกาศซื้อคืนวานนี้ 3 ปี ปีละ 7 พันล้านบาท กรอบวงเงินรวม 2.1 หมื่นล้านบาท

อิงเกณฑ์ที่ทีมกลยุทธ์ใช้คัดเลือกหุ้นที่มีโอกาสซื้อคืนในลำดับถัดไป 1.เป็นหุ้น Undervalue ที่ซื้อขายต่ำมูลค่าทางบัญชี หรือมี P/BV ต่ำกว่า 1.0 เท่า

2. มีสภาพคล่องมากพอซื้อคืนมากกว่า 5% ของมูลค่าตลาดหุ้น (Market Cap) และมีสภาพคล่องเข้าเกณฑ์ของตลาดฯ 3. มีสภาพคล่องเพียงพอชำระหนี้ครบกำหนดในอีก 1 ปี (เทียบตลาดกำหนด 6 เดือน) และ 4.มีกำไรสะสมยังไม่ได้จัดสรรในงบเดี่ยวเพียงพอรองรับการซื้อคืน

พบว่ามีหุ้น Big Cap หลักๆในกลุ่มพลังงาน ธนาคาร ปิโตรเคมีที่มีโอกาสเห็นการซื้อคืนระยะถัดไป อาทิ PTT (P/BV 0.79 เท่า), SCB ( P/BV 0.85 เท่า), KBANK (P/BV 0.67 เท่า), KTB (P/BV 0.71 เท่า), BBL (P/BV 0.53 เท่า), PTTGC (P/BV 0.37 เท่า), TOP ( P/BV 0.36 เท่า) และ BCP (P/BV 0.8 เท่า)

ไขข้อสงสัย-การซื้อหุ้นคืนดีอย่างไร.jpg
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...