โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

2 CEO แบงก์ “วิทัย – กฤษณ์” ฉายบทบาทใหม่ ธนาคารไทย ต้องสร้างการเงินยั่งยืน

การเงินธนาคาร

อัพเดต 04 ธ.ค. 2567 เวลา 11.37 น. • เผยแพร่ 03 ธ.ค. 2567 เวลา 09.31 น.

เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. 2567 ในงานสัมมนา Thailand Next Move 2025 : “Resiliency for an Uncertain World” รับมือบริบทโลกใหม่ที่ไม่นิ่ง จัดโดยวารสารการเงินธนาคาร ช่วงการเสวนาในหัวข้อ “บทบาทใหม่ ธนาคารไทย สร้างการเงินยั่งยืน - Banking and Beyond : Sustainable Finance”

โดย วิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน และประธานกรรมการสมาคมสถาบันการเงินของรัฐ และ กฤษณ์ จันทโนทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

  • ออมสิน พร้อมลุยภารกิจเชิงสังคมเข้มข้นขึ้น

นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน และประธานกรรมการสมาคมสถาบันการเงินของรัฐ กล่าวว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยเติบโตได้ไม่ดีเท่าในอดีต โดยในไตรมาส 3 ปี 2567 เศรษฐกิจไทยโตได้ที่ 3% ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่ดีเกินความคาดหมาย สำหรับไตรมาส 4 ปี 2567 มองว่าเศรษฐกิจไทยจะยังเติบโตได้ที่ 3% หรือใกล้ 4% ทำให้ทั้งปี 2567 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ที่ 2.6-2.7% สำหรับปี 2568 คาดว่าจะขยายตัวที่ 3%

“หลายสำนักมองว่าเศรษฐกิจไทยปี 2568 จะโตได้ไม่ดี แต่เรายังมีความหวังจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่กำลังจะออกมาล็อตใหญ่ในเดือน ธ.ค. นี้ ขณะที่ปี 2568 จะมีมาตรการออกมาอีกหลายระลอก ทำให้เราคาดว่าปีหน้าเศรษฐกิจไทยจะแตะ 3% ได้”

อย่างไรก็ตามในการทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้นอกจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้วอีกหนึ่งเรื่องที่มีความสำคัญคือดอกเบี้ยนโยบาย เนื่องจากดอกเบี้ยเป็นปัจจัยที่มีผลต่ออัตราเงินเฟ้อซึ่งจะส่งผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ

“ต้องขอบคุณแบงก์ชาติที่ลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในการประชุมรอบที่ผ่านมา แต่หากลดต่อเนื่องก็จะดี เนื่องจากตอนที่ปรับขึ้นดอกเบี้ยก็ปรับขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 0.5% มาสู่ 2.5% ซึ่งการลดดอกเบี้ยประกอบกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ออกมาต่อเนื่องจะทำให้อัตราเงินเฟ้อแตะกรอบล่างของ 1-3% ได้ และจะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นได้”

ขณะที่การลดดอกเบี้ยนโยบายยังมีต่อการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน เนื่องจากผู้มีรายได้น้อยจำเป็นต้องกู้เงินเพราะเป็นกลุ่มที่มีรายได้ไม่พอจ่าย และรายจ่ายส่วนหนึ่งคือต้นทุนดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายให้กับสถาบันการเงิน หากดอกเบี้ยลดลงเงินที่ชำระหนี้จะนำไปตัดเงินต้นมากขึ้น ทำให้หนี้ครัวเรือนลดลง

“ในฐานะประธานสมาคมสถาบันการเงินของรัฐมองว่าต้องโฟกัสการแก้หนี้ครัวเรือน เพราะปัญหาสำคัญของเศรษฐกิจตอนนี้คือหนี้ครัวเรือนถ้าแก้ไม่ได้เศรษฐกิจก็จะไม่ขยายตัว”

[inline_posts type="IDs" box_title=" Thailand Next Move 2025 “Resiliency for an Uncertain World” รับมือบริบทโลกใหม่ที่ไม่นิ่ง " align="alignleft" textcolor="#d6df28" background="#212162"]143793,143832,143865,143827[/inline_posts]

  • 3 เรื่องที่จะเกิดในอุตสาหกรรมธนาคารปี 2568

นายวิทัย กล่าวต่อว่า สำหรับภาพรวมอุตสาหกรรม ธนาคารไทย มองว่ามี 3 เรื่องที่จะเกิดขึ้น ในปี 2568 ได้แก่

1. การลดดอกเบี้ยนโนบาย ที่คาดว่าจะลดลง 1-2 ครั้ง โดยการลดดอกเบี้ยนโนบายจะมีผลกระทบกับรายได้ของธนาคาร อย่างไรก็ตามการลดดอกเบี้ยจะเป็นผลดีต่อประชาชนในเรื่องภาระหนี้ การลดหนี้เสีย (NPL) และทำให้คนเข้าสู่การเงินในระบบได้มากขึ้น

2. หนี้เสีย (NPL) ในระบบคาดว่าจะอยู่ในระดับที่คงที่หรืออาจจะลดลง เรื่องจากเศรษฐกิจที่ดีขึ้นประกอบกับมาตรการแก้หนี้บ้าน รถ เอสเอ็มอี ที่กำลังจะออกมา ซึ่งมาตรการนี้จะทำให้ต้นทุนความเสี่ยงจากการให้สินเชื่อ (Credit Cost) ของธนาคารลดลงและจะทำให้ธนาคารมีกำไรมากขึ้น

3. หากสามารถแก้หนี้และทำให้เศรษฐกิจโตได้ คาดว่าในปี 2586 สินเชื่อรวมในระบบจะไม่ติดลบแล้ว จากปัจจุบันสินเชื่อในระบบที่ติดลบ 2%

“จาก 3 เรื่องที่จะเกิดขึ้น ในปี 2568 มองว่ากำไรแบงก์โดยรวมจะได้รับแรงกดดันเล็กน้อย แต่ยังเชื่อว่าจะยังสามารถรักษาระดับการเติบโตไว้ได้ ต้องดูความสำเร็จของมาตรการแก้หนี้ที่กำลังจะออกมาด้วย”

นายวิทัย กล่าวว่า ในส่วนของธนาคารออมสินมีบทบาทในการดูแลลูกค้าฐานราก มุ่งเน้นการเป็น Social Bank หรือธนาคารเพื่อสังคม โดยด้านหนึ่งทำธุรกิจเชิงพาณิชย์ ซึ่งปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์และบริการที่เทียบเท่าธนาคารพาณิชย์ในทุกมิติแบบแบงก์พาณิชย์ ขณะที่อีกด้านคือการทำภารกิจเพื่อสังคมหรือ Social Bank ด้วยการนำกำไรจากธุรกิจเชิงพาณิชย์มาสนับสนุนภารกิจในส่วนนี้

“ออมสินวางบทบาทเป็น Social Bank ไม่เน้นทำกำไรสูงสุดแต่ใช้ Business Model แบบการสร้างคุณค่าร่วมหรือ CSV : Creating Shared Value นำปัจจัยทางสังคมปรับเข้ามาสู่การทำธุรกิจ ขณะที่ตั้งเป้าการทำภารกิจช่วยสังคม เช่น ลดดอกเบี้ย แก้หนี้ ดึงคนเข้าสู่ระบบ ให้ได้ไม่ต่ำกว่าปีละ 15,000 ล้านบาท”

  • ออมสินวางบทบาทเป็น Social Bank

สำหรับสิ่งที่ออมสินจะโฟกัสในปี 2568 คือ การเดินหน้าภารกิจการเป็นธนาคารเพื่อสังคมเป็นหลัก ควบคู่ไปกับงานพัฒนาชุมชนและเศรษฐกิจฐานราก

“การทำรายได้ให้เติบโตของออมสินจะมาจากการดูแลสังคมให้มากยิ่งขึ้น ในปี 2568 ออมสินจะเดินหน้าภารกิจเพื่อสังคมต่อไปและจะทำให้ลึกยิ่งขึ้นกว่าเดิม”

นอกจากนี้ยังจะโฟกัสในเรื่องการสร้างประวัติทางเครดิตให้ประชาชนฐานราก เช่น อาชีพอิสระ พ่อค้า แม่ค้า ผ่านการดึงเข้าระบบด้วยการทำทำโครงการปล่อยสินเชื่อ 10,000 บาท ให้ประชาชนฐานรากประมาณ 3 แสนคน ขณะที่จะทำโครงการลักษณะเดียวกันในกลุ่มเอสเอ็มอีด้วย เพื่อให้เอสเอ็มอีเข้ามีเครดิตอยู่ในระบบ โดยอยู่ระหว่างหารือกับรัฐบาล

“คิดว่าอยากปล่อยสินเชื่อ 10,000 บาท สัก 1 ล้านคน แต่ตั้งโมเดลไว้ที่ 3 แสนคนก่อน วงเงินรวม 3,000 ล้าน สมมติหนี้เสียจากโครงการนี้อยู่ที่ 30% ก็ 900 ล้านบาท ส่วนหนึ่งก็เอาดอกเบี้ยมาชดเชยประมาณ 10% ที่เหลือ 20% อีก 600 ล้านบาท ก็เอากำไรจากธุรกิจเชิงพาณิชย์มาชดเชย”

นายวิทัย กล่าวว่า ปัจจุบันสถาบันการเงินของรัฐมี 7 แห่ง ซึ่งทำหน้าที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม โดยหลักมี 4 ภารกิจที่ต้องทำ คือ การดึงคนเข้าสู่ระบบทางการเงิน ทั้งประชาชนฐานรากและเอสเอ็มอี การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน หนี้นอกระบบ งานพัฒนาชุมชน และ สนับสนุนภาครัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจ

“ตอนนี้ทุกคนพูดถึงปลายทางของความยั่งยืน คือ Net Zero แต่วิธีการที่จะไปถึงคือการต้องทำเรื่อง ESG ซึ่งการดูแลสังคมก็สำคัญและเรื่องนี้จะเกิดขึ้นได้จริงต้องเกิดจากความร่วมมือกันของทุกภาคส่วน”

คลิกดูสไลด์ประกอบทั้งหมด

  • ไทยพาณิชย์ ชี้ ครัวเรือนฟื้นช้าธุรกิจต้องหนีเชย

นายกฤษณ์ จันทโนทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ความท้าทายในปี 2568 คือการกีดกันการค้า หนี้ครัวเรือนสูงขึ้น เทรนด์ใหม่ด้วยการนำ AI และ ESG เข้ามาช่วยในการบริหารงาน เข้ามาช่วยในการทำงาน โดยขอใช้คำจำกัดความที่ว่า “ครัวเรือนฟื้นช้า ธุรกิจต้องหนีเชย”

ถ้ามองธุรกิจธนาคารจากอดีตถึงปัจจุบัน ธุรกิจและอุตสากรรมธนาคารมีความท้าทายพอสมควร และชี้ให้เห็นเลยว่า ถ้าเทียบกับอุตสาหกรรมใหม่ ๆ อัตราการเติบโตและได้มาซึ่งกำไรก็จะน้อยลงจากอดีต ในปีหน้าการแข่งขันค่อนข้างสูง ต้นทุนค่อนข้างสูง ความเสี่ยงของเศรษฐกิจในภาพรวมก็ยังมีอยู่ รายได้ค่าธรรมเนียมลดลง ถือเป็นแรงกดดันในการสร้างรายได้ของธุรกิจธนาคารพาณิชย์

“ถามว่าแรงกดดันจะทำให้ภาคธนาคารปีหน้าถึงขั้นตัวเลขติดลบหรือไม่ เชื่อว่าถ้าบริหารจัดการดีๆ ก็ยังพอจะทรงๆ อยู่ตัวได้ แต่ก็มีความท้าทาย ในทุกมิติ”

  • 3โจทย์อุตสาหกรรมธนาคารพาณิชย์ในปี 2568

นายกฤษณ์ กล่าวอีกว่า เชื่อว่าเรื่องสำคัญและกระทบกับทุกวงการ คือAI และ ESG จะทำอย่างไรให้ภาคธนาคารต้องปรับตัวให้เข้ากับสองเรื่องนี้ ซึ่งต้องบอกว่าธนาคารพาณิชย์ทุกธนาคารได้ปรับใช้แนวทางของทั้ง 2 แนวนี้ ในรายละเอียดค่อนข้างมาก เชื่อว่าโจทย์ของอุตสาหกรรมธนาคารพาณิชย์ในปี 2568 มี 3 เรื่องหลักๆ ที่ เชื่อว่าทุกธนาคารก็ต้องมองอย่างใกล้ชิด ด้วยสถานการณ์ที่หนี้ครัวเรือนที่ยังสูงอยู่ ในการปรับลดลง

1. การสร้างการเติบโตทางธุรกิจทางการเงินและความมั่งคั่ง ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ทำให้บาลานซ์ชีท ของธนาคารพาณิชย์ ไม่ได้มีความเสี่ยงจนเกินไป ในทางกลับกันเชื่อว่าการสร้างวินัยทางการเงินและการแนะนำการวางแผนการเงินให้กับคนไทยในภาพใหญ่ ควรจะเป็นโจทย์ของธนาคารพาณิชย์เพื่อช่วยให้คนไทยบริหารจัดการหนี้และทรัพย์สินได้อย่างถูกต้อง

2. เศรษฐกิจโตไม่ได้มาก ธุรกิจธนาคารเองก็ดูเหมือนว่ามีความท้าทายพอสมควร แต่ในรายละเอียดจะเห็นว่า เศรษฐกิจดิจิทัลของไทยเติบโตอย่างมาก และต่อเนื่อง ขึ้นอยู่ที่ว่าจะตีความเศรษฐกิจดิจิทัลว่าอย่างไร การที่คนไทยใช้โมบายแบงก์กิ้งมากขึ้น ซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้น ก็มองได้ว่าเป็นนัยของเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งธนาคารจะปรับใช้ AI ในการที่จะตอบโจทย์ช่องทางและการนำเสนอสินค้าผ่านช่องทางดิจิทัล โดยประสาน AI มาเป็นตัวสำคัญและสอดคล้องกับภาพรวมของเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย

3. การสนับสนุนเศรษฐกิจและธุรกิจไทยผ่านความยั่งยืน ซึ่งทุกธนาคารก็มีเป้าหมายที่ชัดเจน ไทยพาณิชย์ก็ประกาศตัวอย่างชัดเจน ว่า จะเป็นผู้ปล่อยสินเชื่อสีเขียวมากที่สุด ปัจจุบันอยู่ที่ 1.3 แสนล้านบาท เป็นสินเชื่อเพื่อความยั่งยืนมาพร้อมกับคำแนะนำเอสเอ็มอีไทยในการที่จะเปลี่ยนผ่าน

นายกฤษณ์ กล่าวว่า ในส่วนของธุรกิจหนีเชย ต้องกลับมาดูว่าธุรกิจใดที่เป็นที่ต้องการของโลกธุรกิจ และเศรษฐกิจในประเทศ อะไรที่เชื่อว่าสุดท้ายแล้วไม่มีศักยภาพในการแข่งขันก็ควรจะหนีไปทำสิ่งที่เชื่อว่ามีจุดเด่นหรือได้เปรียบ

โดยไทยพาณิชย์เองมีสิ่งที่เรียกว่าหนีเชย คือ หลังโควิด ทุกคนพูดถึง ธปท.ว่าจะมี Virtual Bank และเชื่อว่า จะมา Disrupt ธนาคาร ในความเสี่ยงนั้น ไทยพาณิชย์ก็ประกาศกลยุทธ์อย่างชัดเจนว่า คือ Digital Bank With Human Touch คือ ไม่ปฎิเสธดิจิทัล แต่เชื่อว่าดิจิทัลประสานกับคน และเชื่อว่าจะเป็นทางออกหรือทางรอดที่ยั่งยืน อย่างแท้จริง นี่คือสิ่งที่จะประกาศให้องค์กรไทยพาณิชย์ ซึ่งปัจจุบันอยู่คู่คนมา 117 ปี

“หน้าที่คือทำให้โลโก้ใบโพธิ์ยังอยู่ คู่คนไทยไปอีก 100 ปีข้างหน้า ดังนั้นเมื่อการปรับตัว มีความสำคัญ ต้องชี้ให้เห็นว่าการหนีเชยไม่ใช่เราจะไม่ใช้คน แต่จะเป็นดิจิทัลแบงก์ที่ประสานกับคนให้ดี”

นายกฤษณ์ กล่าวว่า ไทยพาณิชย์เป็นหนึ่งในสถาบันการเงินที่อยู่คู่คนไทยมานาน ดังนั้น การดำเนินนโยบาย บนหลักธรรมาภิบาล และการให้ความเสมอภาคในการเข้าถึงสินเชื่อ และการตอบโจทย์เรื่องความยั่งยืน และการคืนให้กับสังคม เป็นสิ่งที่อยู่ใน DNA ของไทยพาณิชย์มาโดยตลอด ต้องทำเพื่อสร้างกำไรแน่นอน แต่ทำอย่างไรให้ไม่เอาเปรียบสังคม

อย่างไรก็ดีธนาคารได้จัดทำโครงการอยู่อย่างยั่งยืน โดยพยายามมองมิติที่รู้ว่า ไทยพาณิชย์เป็นธนาคารพาณิชย์ รู้ว่าต้องหากำไร แต่ทำอย่างไรจะทำให้ลูกค้าเราไม่ว่าจะเป็นลูกค้ารายย่อย สถาบัน สามารถที่จะไปกับเรา และมองเราเหมือนเป็นคู่ชีวิต ช่วยกันวางแผนเพื่อสร้างความเข้มแข็งไปด้วยกัน

“ธนาคารก็จะพยายามที่จะใช้ AI เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมและเสมอภาค อีกประเด็นคือเชื่อว่าจะเสริมสร้างเศรษฐกิจไทย ไปสู่ความเข้มแข็ง ที่จะไปตอบโจทย์ศักยภาพของ ประเทศ”

คลิกดูสไลด์ประกอบทั้งหมด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...