ตลท.เปิด 3 กลยุทธ์เร่งสร้าง ตลาดทุน “เพื่อส่วนรวมและความเท่าเทียม”
คลังคาดจีดีพีปี 68 โตมากกว่า 3% เร่งแก้ 3 ปัญหาหลักในระยะสั้น พร้อมเปิด 4 แนวทางสนับสนุนเศรษฐกิจไทยเติบโตได้ในระยะยาว ธปท.ระบุความไม่แน่นอนคือปัจจัยหลักกระทบเศรษฐกิจไทย เร่งแก้ปมปัญหาเข้าไม่ถึงสินเชื่อ มุ่งลดความเสี่ยงเอื้อแบงก์ปล่อยกู้ ตลท.เผย 3 กลยุทธ์เร่งสร้าง ตลาดทุน เพื่อส่วนรวมและความเท่าเทียม ชู 3 โครงการ Flagship ขับเคลื่อนสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนตลาดทุนไทย
ภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญกับความเสี่ยง ทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ โดยจากการคาดการณ์ตัวเลขอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีพีดี) ของกูรูเศรษฐกิจว่า ปีนี้จีดีพีจะขยายตัวอยู่ในระดับ 2.4-3%
[inline_posts type="IDs" box_title="Exclusive Interview : เจาะลึกเศรษฐกิจไทย 2025 รับมือ ศก.โลกที่ไม่แน่นอน" align="alignleft" textcolor="#FFF001" background=" #162CCD"]150371,150396[/inline_posts]
วารสารการเงินธนาคาร ได้สัมภาษณ์พิเศษแม่ทัพด้านเศรษฐกิจ พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วยสองขุนพลตลาดเงินตลาดทุนไทย ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และ อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อเจาะลึกถึงภาพเศรษฐกิจไทยในปี 2568 รวมถึงนโยบายเศรษฐกิจทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตต่อไปได้อย่างแข็งแกร่ง
“ตลาดทุนเป็นของเราทุกคนไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่งดังนั้นการได้รับเสียงตอบรับกลับมาจากทุกภาคส่วนถือเป็นสิ่งที่ตลาดพร้อมจะรับฟังและพร้อมที่จะดำเนินการพัฒนา เพื่อให้ตลาดทุนเติบโตยิ่งขึ้นไปในอนาคต”
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ให้สัมภาษณ์พิเศษ “การเงินธนาคาร” ว่า ในปี 2568 ไทยยังคงมีปัจจัยบวกจากเสถียรภาพของรัฐบาล จากความนิ่งของการเมืองไทย เป็นสิ่งที่นักลงทุนจับตามาโดยตลอด ปัจจุบันยังถือเป็นสัญญาณที่ค่อนข้างดี อีกทั้งด้านผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) โดยการคาดการณ์ของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ที่ 2.7% แต่ตลาดหลักทรัพย์ฯ มองว่า เศรษฐกิจไทยมีโอกาสที่จะเติบโตได้มากกว่านั้นจากนโยบายต่างๆ ที่ทยอยออกมาจากรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจ
“การท่องเที่ยวยังคงเป็นจุดแข็งของไทย โดยเฉพาะในไตรมาส 4/67 ที่มีการคาดการณ์ไว้ว่า ตัวเลขนักท่องเที่ยวจะกลับมามากกว่าช่วงก่อนโควิด ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องการแรงสนับสนุนให้แข็งแรงมากขึ้น ทั้งด้าน Healthcare และ Wellness ที่เป็นจุดแข็งของไทยที่อยากจะไฮไลท์ให้นักลงทุนได้รับรู้ และทิศทางในปี 2568 การเติบโตน่าจะยังคงที่ จึงต้องหาวิธีกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อให้เติบโตกว่าที่คาดการณ์ไว้”
ด้านปัจจัยภายนอกประเทศ เป็นเรื่องสำคัญที่สร้างโอกาสและความท้าทาย สิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดคือเรื่องของสงครามการค้า (Trade War) ทั่วโลก หากสหรัฐฯขึ้นภาษีนำเข้าแก่ธุรกิจจีนหรือสินค้าจีน ด้วยราคาที่ค่อนข้างสูง ถือเป็นสิ่งที่ต้องคอยจับตาว่าสินค้าเหล่านั้นจะย้ายไปอยู่ที่ไหนแทน หากถูกส่งมาที่ไทยหรือประเทศเพื่อนบ้าน อาจจะต้องสร้างกำแพงให้ตัวเอง และอาจจะส่งผลกระทบให้เกิดสงครามทางการค้าที่กว้างมากขึ้น
นายอัสสเดชกล่าวว่า กลยุทธ์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ใน 3 ปีข้างหน้า (2568-2670) ภายใต้แนวคิด “เพื่อส่วนรวมและความเท่าเทียม” (Fair & Inclusive Growth) มุ่งสร้างความแข็งแกร่งเข้าถึงได้ง่ายและสร้างประโยชน์แก่ทุกภาคส่วน พร้อมปรับตัวท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจและตลาดทุนโลก ด้วยแผนงานที่พัฒนามาก่อนหน้า และพัฒนาใหม่ขึ้นมาจะยึดหลักนี้เป็นสำคัญ ภายใต้ 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่
1. มุ่งมั่นเพื่อโอกาสการเติบโต (Enable Growth Ambitiously)
โดยเพิ่มความน่าสนใจด้านบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ริเริ่ม โครงการ “Jump+” คาดหวังให้ บจ.เพิ่มศักยภาพ และเพิ่มมูลค่าได้เพื่อสร้างการเติบโตให้กับตลาดทุนไทย โดยเฉพาะการเพิ่มมูลค่าให้กับ บจ. โดยเน้นบริษัทที่มีศักยภาพและมีความมุ่งมั่นในการเพิ่มมูลค่าของบริษัท บจ. สามารถเข้าร่วมได้ตามความสมัครใจ
โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ จะสนับสนุนให้เกิดพัฒนาการด้านการดำเนินงาน การขับเคลื่อนความยั่งยืนตามหลัก ESG การใช้เครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูล และปัญญาประดิษฐ์ (AI) บริการให้คำปรึกษา และเพิ่มช่องทางสื่อสารกับผู้ลงทุนเพื่อช่วยเพิ่มความน่าสนใจ และการรับรู้ให้แก่ผู้ลงทุน
นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะหารือกระทรวงการคลังเพื่อสร้างแรงจูงใจด้านภาษี รวมถึงการสร้างแรงจูงใจด้านการซื้อและควบรวมกิจการ (M&A) ที่ถือเป็นกลไกสำคัญสร้างการเติบโตของกิจการ หรือเพิ่มความหลากหลายธุรกิจ และการเพิ่มขนาด (Scale) ซึ่งมีความสำคัญในการแข่งขัน
สำหรับโครงการสนับสนุนการเติบโตของบริษัทจดทะเบียน ผ่าน Jump+ ตัวอย่างกลุ่มเป้าหมาย เช่น ด้านการซื้อขาย ได้แก่ P/BV, Research Coverage, ด้านผลการดำเนินงาน อาทิ Revenue, Growth, Margin และ ด้านผู้ถือหุ้น อาทิ ROE, Dividend สิ่งที่ บจ.ดำเนินการคือ วิเคราะห์ผลการดำเนินงาน, จัดทำแผนและกำหนดเป้าหมายการเติบโต และสื่อสารความคืบหน้าของแผนให้กับผู้ลงทุน
“ตลาดหุ้นไทยมีเสน่ห์ มีสภาพคล่องซื้อขายสูงสุดในอาเซียน แต่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา วอลุ่มการซื้อขายลดลง จะทำอย่างไรให้ตลาดหุ้นไทยกลับมาน่าสนใจ ปัจจุบันหุ้นไทยมี P/E Ratio 20 เท่า ถ้าจะให้ดัชนีปรับขึ้นไปที่ 2,000 จุด กำไรบริษัทจดทะเบียน (EPS) ต้องเติบโต 40 % หรือเติบโตเฉลี่ยใน 5 ปีที่ 6.72 % ต่อปี ขณะที่ปัจจุบัน EPS บจ.ไทย ปัจจุบันเติบโตเฉลี่ย 5% ต่อปี ดังนั้น เชื่อว่า โครงการ “Jump+” จะเพิ่มเสน่ห์ให้กับตลาดหุ้นไทยได้”
พร้อมมีแผนช่วยเหลือ บจ.ขนาดเล็กที่นักวิเคราะห์เข้าไม่ถึง หรือไม่ได้มีบทวิเคราะห์หลักทรัพย์ครอบคลุม ตลท.มีแนวคิดใช้ AI เข้ามาช่วย เช่น การออกรายงาน หรือรีพอร์ตคร่าวๆ เป็นภาษาต่างๆ รวมถึงการส่งเสริมให้ บจ.จัดงานบริษัทจดทะเบียนพบนักลงทุน (Opportunity Day) มากขึ้น ขณะเดียวกัน จะผลักดันให้ตลาดหลักทรัพย์ไทยเป็น Listing Hub หรือศูนย์กลางการระดมทุนให้กับกลุ่มธุรกิจบางกลุ่มธุรกิจเพื่อยกระดับภาคธุรกิจของไทย
“ปัจจัยของ Jump+ คือการสร้างโครงการที่สร้างแรงจูงใจและสนับสนุนให้ บจ. หันมาสนใจในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตัวเอง สนับสนุนให้มีการสื่อสารโครงการต่างๆ เสนอกับนักลงทุนโดยทั่วไป และแรงจูงใจด้านอื่นๆ ทั้งค่าใช้จ่าย ระบบเทคโนโลยี ด้าน Opp Day สื่อสารกับนักลงทุนมากขึ้น”
อีกเรื่องที่สำคัญคือ การสร้างความน่าเชื่อถือและความเชื่อมั่น (Trust & Confidence) ด้วยการนำ AI มาใช้ในงานด้านกำกับบริษัทจดทะเบียน เพื่อติดตามเฝ้าระวัง ดำเนินมาตรการ และแจ้งเตือนแก่ผู้ลงทุนอย่างทันท่วงที พร้อมขยายองค์ความรู้ด้านบรรษัทภิบาล (Corporate Governance) สร้างความเข้าใจกลไกตลาดทุนแก่ภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยจะมีการประเมินประสิทธิผล และทบทวนมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันให้สามารถรองรับธุรกรรมการซื้อขายในตลาดทุนกับข้อมูลข่าวสารที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น
“ปัจจุบัน ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีการตรวจสอบเคสต่างๆ วันละกว่า 500,000 รายการ มีข่าวเกี่ยวกับ บจ.ประมาณ 200-300 เรื่องต่อวัน ดังนั้น ต้องนำ AI เข้ามาช่วย”
นอกจากนี้ ยังต้องทำงานร่วมกับพันธมิตร ทั้งหน่วยงานตลาดทุน หน่วยงานกำกับ ภาครัฐ ร่วมบูรณาการความร่วมมือ ยกระดับความเชื่อมั่น เพิ่มประสิทธิภาพการดูแลผู้ลงทุน พัฒนาต่อเนื่องและยั่งยืน โดย ตลท. ได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้ยกระดับความร่วมมือป้องปราบการกระทำความผิดเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์ แลกเปลี่ยนข้อมูล ลดความซ้ำซ้อน และประสานการทำงานรวดเร็วยิ่งขึ้น
2. ร่วมพัฒนา เพื่อความทั่วถึง (Grow Together & Inclusively)
โดยสนับสนุนการทำงานของผู้ร่วมตลาด พัฒนา Bond Connect Platform เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ลงทุนบุคคลเข้าถึงการลงทุนพันธบัตรรัฐบาลในตลาดแรกและตลาดรองได้ง่ายขึ้น โดยผู้ลงทุนบุคคลสามารถจองซื้อพันธบัตรรัฐบาลในตลาดแรกในลักษณะเดียวกับการจองซื้อหุ้นไอพีโอ และยังสามารถซื้อขายพันธบัตรรัฐบาลในตลาดรองผ่านแพลตฟอร์ม พร้อมทั้งสามารถนำไปใช้เป็นหลักประกันสำหรับการลงทุนสินทรัพย์ประเภทอื่นได้
นายอัสสเดชกล่าวว่า พันธบัตรรัฐบาล เป็นสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยกว่าหุ้น ทำอย่างไรให้นักลงทุนรายย่อยเข้าถึงพันธบัตรรัฐบาล ทั้งตลาดแรกและตลาดรอง ดังนั้นโปรแกรมนำร่อง Bond Connect Platform ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะเริ่มที่พันธบัตรออมทรัพย์
นอกจากนี้ มีการขยายการสื่อสารแก่ผู้ลงทุนและประชาชน เน้นการสื่อสารที่เข้าถึง ทั่วถึง สร้างความเข้าใจในประเด็นที่ผู้ลงทุนควรรู้แบบเข้าใจง่ายและทันการณ์ ผ่านช่องทางใหม่ๆ ด้วยสื่อ และกิจกรรมร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรทุกภาคส่วน พร้อมเตือนประชาชนให้รู้เท่าทันมิจฉาชีพหลอกลงทุนในรูปแบบต่างๆ
“ความเท่าเทียมที่เปิดโอกาสให้ส่วนรวมให้คนมีโอกาสเข้าถึงตลาดทุนไทยมากขึ้น ด้วยแพลตฟอร์ม Bond Connect ให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงพันธบัตรได้มากขึ้น โดยการเริ่มต้นจากพันธบัตรรัฐบาล ปัจจุบันการซื้อ-ขาย เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก จึงต้องการพัฒนาให้เข้ามาซื้อขายในตลาดได้ผ่านแพลตฟอร์มที่มีการซื้อ-ขายที่คล้ายกับซื้อ-ขายหุ้น เพื่อให้เข้าถึงง่าย และเพิ่มโอกาสให้คนทั่วไปเข้ามาลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความปลอดภัยมากที่สุดในประเทศ”
3. สร้างคนและอนาคต (Groom People & Our Future)
ตลาดหลักทรัพย์ฯ คำนึงถึงความยั่งยืน (Sustainability) เป็นหลักด้วยหลายปัจจัยทางธรรมชาติบ่งบอกให้เตรียมความพร้อมถึงอนาคต โดยสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในทั่วโลกทั้งฝั่งยุโรปและสหรัฐฯ คือเรื่องการวัด Carbon Credit การมุ่งสู่ Net Zero ขององค์กรทั่วโลก ตลท. จึงต้องการที่จะช่วยประเทศชาติยังไงให้เข้าสู่ Net Zero ได้อย่างแท้จริง
ด้วยการพัฒนาระบบนิเวศเพื่อการเรียนรู้ทางการเงิน สร้างคนรุ่นใหม่ (Next Gen) โดยปลูกฝังคนรุ่นใหม่ให้มีความรู้และมีภูมิคุ้มกัน ทั้งผู้ลงทุน ผู้ประกอบวิชาชีพ ภาคการศึกษา และอินฟลูเอ็นเซอร์ ที่มีความรู้ความเข้าใจด้านการเงิน การลงทุน พร้อมทั้งนำเสนอ SET Learn Scape Platform ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มรองรับกระบวนการเรียนรู้เฉพาะบุคคล เพื่อพัฒนาบุคลากร บริษัทจดทะเบียน ช่วยสร้างศักยภาพพนักงาน และเสริมความแข็งแกร่งทางธุรกิจได้อย่างยั่งยืน ทั้ง 2 โครงการจะร่วมมือกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อนำเสนอเนื้อหาความรู้ให้กลุ่มเป้าหมายมีภูมิคุ้มกันด้านการเงินและการลงทุน เป็นต้น
สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ Low Carbon Economy โดยทำงานร่วมกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน โดย Ecosystem ครอบคลุมศูนย์ซื้อขายคาร์บอนเครดิต การพัฒนาบุคลากร และสนับสนุนด้วยเครื่องมือคำนวณเครื่องมือคำนวณ Carbon Footprint ขององค์กร (SET Carbon) มีการการออกแบบรูปแบบ Carbon Market Platform ที่เหมาะสม เพื่อรองรับการซื้อขายคาร์บอนเครดิตทั้งในตลาดภาคบังคับ (Compliance Market) และภาคสมัครใจ (Voluntary Market) พร้อมสนับสนุนการสร้างหลักสูตรและจัดสอบผู้ทวนสอบ (Verifier) เพื่อส่งเสริมการมุ่งสู่ Low Carbon Economy และ Net Zero ในปี 2593
ทั้งนี้ ในเดือนมกราคม ปี 2568 ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะมีการประกาศในเรื่อง SET Carbon เพื่อช่วยเหลือบริษัทจดทะเบียนและไม่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ให้เตรียมความพร้อมในอนาคต” นายอัสสเดช กล่าว
“ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยเติบโตได้ในระดับหนึ่ง โดยการขยายฐาน IPO โดยในปี 2557 มูลค่าตลาด SET อยู่ที่ 13.8 ล้านล้านบาท MAI อยู่ที่ 0.38 ล้านล้านบาท ส่วนปี 67 มูลค่าตลาด SET อยู่ที่ 18 ล้านล้านบาท MAI อยู่ที่ 0.31 ล้านล้านบาท และมองไปในอีก 10 ปีข้างหน้า ปี 2577 จะขยายการเติบโตอย่างยั่งยืนของตลาดทุน สรรหาและขยาย Product ให้มากขึ้น เช่น Bonds Carbon Market เป็นต้น”
สร้างพื้นฐานการลงทุนที่ดี
ฟื้นฟูตลาดทุนไทย
นายอัสสเดชกล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้ความสำคัญกับความเท่าเทียมทางด้านข้อมูล เพื่อให้เหมาะสมในการตัดสินใจลงทุน ในทางกลับกันทางด้านของ บจ.ต้องนำเสนอข้อมูลให้นักลงทุนอย่างรวดเร็ว ส่วนนักลงทุนก็ต้องวิเคราะห์ข้อมูลให้ดี ปัจจุบันมีการปล่อยข้อมูลทั้งผิดและถูก นักลงทุนจึงต้องมีสติในการลงทุนก่อนตัดสินใจ ศึกษาข้อมูลให้ลึกซึ้ง ซึ่งจะส่งผลดีต่อตลาดทุนโดยรวม นั่นคือพื้นฐานของการลงทุนที่ดี
“ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์ฯ เผชิญกับเหตุการณ์มากมาย ที่ทำให้นักลงทุนลดความเชื่อมั่นในตลาดทุนไทย ต่อจากนี้ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะเข้ามาสื่อสารกับนักลงทุนมากยิ่งขึ้น และเร่งทำอย่างรวดเร็ว เพื่อให้คนเข้าใจถึงการปฏิบัติงานของตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่าแท้จริงแล้วเราคำนึงถึงทุกอย่างที่เกิดขึ้นในตลาดทุน ในบางเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องแต่จะเข้ามาช่วยให้ความรู้มากยิ่งขึ้น”
โดยในปี 2567 ที่ผ่านมา มีมาตรการของตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่เกิดขึ้นมากมาย ซึ่งได้มีการรับฟังความเห็นของนักลงทุนต่อมาตรการเหล่านี้ จึงถือเป็นเรื่องที่ดีที่จะได้รับฟังความคิดเห็นของนักลงทุนเพื่อนำมาพัฒนาในอนาคต โดยในปีนี้ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะนำคำแนะนำของนักลงทุนถึงมาตรการที่ใช้ไปแล้วว่าเห็นผลอย่างไร มีผลกระทบต่อตลาดโดยรวมอย่างไร เพื่อให้นักลงทุนมีการซื้อขายที่สะดวกและโปร่งใส สามารถเข้าถึงได้และมีกลไกป้องกันในจุดที่เหมาะสม
“ตลาดทุนเป็นของเราทุกคนไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่ง ดังนั้น การได้รับเสียงตอบรับกลับมาจากทุกภาคส่วนถือเป็นสิ่งที่ตลาดพร้อมจะรับฟังและพร้อมที่จะดำเนินการพัฒนา เพื่อให้ตลาดทุนเติบโตยิ่งขึ้นไปในอนาคต”
สำหรับ MEMBERSHIP :
ติดตามอ่านคอลัมน์อื่น ๆ ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนมกราคม 2568 ฉบับที่ 513 ในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi
รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี้ที่เดียว : https://moneyandbanking.co.th/2023/18250/