โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สศช. เผยผู้เสียหาย “แชร์ลูกโซ่” 85% ลงทุนทั้งที่รู้ แต่หวังผลตอบแทนสูง

การเงินธนาคาร

อัพเดต 25 พ.ย. 2567 เวลา 15.08 น. • เผยแพร่ 25 พ.ย. 2567 เวลา 08.08 น.

สศช. เผย ผลการศึกษาของ DSI ระบุ ผู้เสียหายคดี แชร์ลูกโซ่ 85% รู้อยู่แล้วว่าเป็นการหลอกลงทุน แต่ยังเลือกตัดสินใจลงทุนเพราะได้รับผลตอบแทนสูงจากการเป็นแม่ข่าย ส่วนใหญ่โดนชักชวนผ่านทางโซเชียลมีเดีย ชี้สื่อออนไลน์ และ อินฟลูเอนเซอร์ มีผลต่อการตัดสินใจสูง

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยรายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 3 ปี 2567 โดยได้กล่าวถึงประเด็นความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินที่ต้องให้ความสำคัญ คือการให้ความรู้เกี่ยวกับการลงทุนในลักษณะแชร์ลูกโซ่อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งการกำกับดูแล การชักชวนทางโซเชียลมีเดีย

โดยจาก ข้อมูลของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) พบคดีพิเศษในฐานความผิดตาม พ.ร.ก. การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 เกี่ยวกับการหลอกลวงในลักษณะแชร์ลูกโซ่จำนวนกว่า 200 คดี ทำให้มีผู้เสียหายจำนวนมากกว่า 3 แสนราย (ยังไม่รวมผู้ที่เสียหายที่ไม่ได้แจ้งความดำเนินคดี) คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมทั้งสิ้นประมาณ 1 แสนล้านบาท

อย่างไรก็ตาม จากผลรายงานการศึกษาของ DSI ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ในปี 2565 พบว่า ผู้เสียหายในคดีแชร์ลูกโซ่ส่วนใหญ่ 85.0% ทราบหรือควรทราบ อยู่แล้วว่าเป็นการลงทุนในลักษณะแชร์ลูกโซ่ แต่ยังคงเลือกตัดสินใจลงทุนเนื่องจากได้รับผลตอบแทนสูงจากการหาผู้เข้าร่วมเพิ่มเป็นสมาชิกใหม่ (แม่ข่าย) และมีเพียง 15.0% ที่ไม่ทราบว่าเป็นการลงทุนในธุรกิจแชร์ลูกโซ่ ขณะเดียวกัน ยังพบว่า ผู้เสียหายที่แจ้งความดำเนินคดี 1 ใน 5 เคยตกเป็นผู้เสียหายในคดีแชรลูกโซอื่นอีกด้วย

นอกจากนี้ อีกกว่า 54.0% ของผู้เสียหาย ยังระบุว่า ถูกชักชวนให้ลงทุนผ่านทางโซเชียลมีเดีย แสดงให้เห็นถึง อิทธิพลของสื่อออนไลน์ อินฟลูเอนเซอร์ ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจมากกว่าช่องทางอื่น

ดังนั้น การแก้ปัญหาส่วนหนึ่งต้องมีการให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับประชาชนอย่าง ต่อเนื่อง รวมทั้งมีการติดตามตรวจสอบหากพบเห็น การชักชวนลงทุนหลอกลวงแชร์ลูกโซ่ทางออนไลน์ที่อาจมี การปรับเปลี่ยนรูปแบบใหม่ เพื่อป้องกันการกระทำความผิดที่มีมูลค่าความเสียหายสูง

นายดนุชา กล่าวว่า อีกประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ คือ การหลอกลวงจากการทำบุญหรือช่วยเหลือทางออนไลน์ โดยจากผลการสำรวจสถานการณ์ การถูกหลอกลวงผ่านช่องทางออนไลน์ของศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนาสังคมและธุรกิจ (SAB) ในปี 2566 พบผู้เคยถูกหลอกลวงโดยอาศัยความสงสารหรือความสัมพันธ์จำนวน 2.65 ล้านคน คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย จำนวนรวมสูงถึง 2.3 พันล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้ส่วนหนึ่งตกเป็นผู้เสียหายถูกหลอกลวงจากการขอรับบริจาค ช่วยเหลือหรือการระดมเงินทำการกุศล

โดยหากพิจารณาจำแนกตามกลุ่ม Generation จะพบว่า กลุ่ม Gen Z ถูกหลอกลวงในลักษณะดังกล่าวอยู่ที่ 13.0% และ Gen Y อยู่ที่ 10.0% มากกว่า Gen X และ Baby Boomer โดยมีรูปแบบการหลอกลวง อาทิ การหลอกโอนเงินไถ่ชีวิตโคกระบือ/การช่วยเหลือสัตว์ บาดเจ็บ การแอบอ้างร่วมบริจาคเงินซื้อถังออกซิเจน ใบอนุโมทนาบัตรออนไลน์อ้างลดหย่อนภาษี

นอกจากนี้ ในช่วงวิกฤตต่าง ๆ เช่น สถานการณ์น้ำท่วม ประชาชนจำนวนมากได้รับความเสียหายในหลายพื้นที่ หน่วยงานจาก ภาคส่วนต่าง ๆ รวมถึงบุคคลที่มีชื่อเสียงมีการเปิดร่วมรับบริจาคเงินหรือสิ่งของจำเป็นเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย ส่งผลให้กลายเป็นอีกหนึ่งช่องทางฉวยโอกาสของมิจฉาชีพ กระทำการหลอกลวงให้โอนเงินช่วยเหลือผ่านการสแกน QR Code หรือบัญชีม้า และการหลอกลวงผู้ประสบภัยโดยมักแอบอ้างเป็นหน่วยงานรัฐหลอกลวงให้ผู้ประสบภัย กรอกข้อมูลลงทะเบียนบนเว็บไซต์/ลิงก์ปลอม หรือวิธีการอื่น ๆ เพื่อรับเงินช่วยเหลือเยียวยา

ทั้งนี้ สามารถ ตรวจสอบบัญชีธนาคาร เบอร์โทรศัพท์ หรือเว็บไซต์ที่น่าสงสัย ได้ทาง www.checkgon.go.th ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือติดตามมาตรการช่วยเหลือต่าง ๆ ของหน่วยงานภาครัฐจากเว็บไซต์หรือแพลตฟอร์มออนไลน์ ที่เป็นทางการเท่านั้น

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...