สศช. เผยผู้เสียหาย “แชร์ลูกโซ่” 85% ลงทุนทั้งที่รู้ แต่หวังผลตอบแทนสูง
สศช. เผย ผลการศึกษาของ DSI ระบุ ผู้เสียหายคดี แชร์ลูกโซ่ 85% รู้อยู่แล้วว่าเป็นการหลอกลงทุน แต่ยังเลือกตัดสินใจลงทุนเพราะได้รับผลตอบแทนสูงจากการเป็นแม่ข่าย ส่วนใหญ่โดนชักชวนผ่านทางโซเชียลมีเดีย ชี้สื่อออนไลน์ และ อินฟลูเอนเซอร์ มีผลต่อการตัดสินใจสูง
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยรายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 3 ปี 2567 โดยได้กล่าวถึงประเด็นความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินที่ต้องให้ความสำคัญ คือการให้ความรู้เกี่ยวกับการลงทุนในลักษณะแชร์ลูกโซ่อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งการกำกับดูแล การชักชวนทางโซเชียลมีเดีย
โดยจาก ข้อมูลของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) พบคดีพิเศษในฐานความผิดตาม พ.ร.ก. การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 เกี่ยวกับการหลอกลวงในลักษณะแชร์ลูกโซ่จำนวนกว่า 200 คดี ทำให้มีผู้เสียหายจำนวนมากกว่า 3 แสนราย (ยังไม่รวมผู้ที่เสียหายที่ไม่ได้แจ้งความดำเนินคดี) คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมทั้งสิ้นประมาณ 1 แสนล้านบาท
อย่างไรก็ตาม จากผลรายงานการศึกษาของ DSI ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ในปี 2565 พบว่า ผู้เสียหายในคดีแชร์ลูกโซ่ส่วนใหญ่ 85.0% ทราบหรือควรทราบ อยู่แล้วว่าเป็นการลงทุนในลักษณะแชร์ลูกโซ่ แต่ยังคงเลือกตัดสินใจลงทุนเนื่องจากได้รับผลตอบแทนสูงจากการหาผู้เข้าร่วมเพิ่มเป็นสมาชิกใหม่ (แม่ข่าย) และมีเพียง 15.0% ที่ไม่ทราบว่าเป็นการลงทุนในธุรกิจแชร์ลูกโซ่ ขณะเดียวกัน ยังพบว่า ผู้เสียหายที่แจ้งความดำเนินคดี 1 ใน 5 เคยตกเป็นผู้เสียหายในคดีแชรลูกโซอื่นอีกด้วย
นอกจากนี้ อีกกว่า 54.0% ของผู้เสียหาย ยังระบุว่า ถูกชักชวนให้ลงทุนผ่านทางโซเชียลมีเดีย แสดงให้เห็นถึง อิทธิพลของสื่อออนไลน์ อินฟลูเอนเซอร์ ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจมากกว่าช่องทางอื่น
ดังนั้น การแก้ปัญหาส่วนหนึ่งต้องมีการให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับประชาชนอย่าง ต่อเนื่อง รวมทั้งมีการติดตามตรวจสอบหากพบเห็น การชักชวนลงทุนหลอกลวงแชร์ลูกโซ่ทางออนไลน์ที่อาจมี การปรับเปลี่ยนรูปแบบใหม่ เพื่อป้องกันการกระทำความผิดที่มีมูลค่าความเสียหายสูง
นายดนุชา กล่าวว่า อีกประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ คือ การหลอกลวงจากการทำบุญหรือช่วยเหลือทางออนไลน์ โดยจากผลการสำรวจสถานการณ์ การถูกหลอกลวงผ่านช่องทางออนไลน์ของศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนาสังคมและธุรกิจ (SAB) ในปี 2566 พบผู้เคยถูกหลอกลวงโดยอาศัยความสงสารหรือความสัมพันธ์จำนวน 2.65 ล้านคน คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย จำนวนรวมสูงถึง 2.3 พันล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้ส่วนหนึ่งตกเป็นผู้เสียหายถูกหลอกลวงจากการขอรับบริจาค ช่วยเหลือหรือการระดมเงินทำการกุศล
โดยหากพิจารณาจำแนกตามกลุ่ม Generation จะพบว่า กลุ่ม Gen Z ถูกหลอกลวงในลักษณะดังกล่าวอยู่ที่ 13.0% และ Gen Y อยู่ที่ 10.0% มากกว่า Gen X และ Baby Boomer โดยมีรูปแบบการหลอกลวง อาทิ การหลอกโอนเงินไถ่ชีวิตโคกระบือ/การช่วยเหลือสัตว์ บาดเจ็บ การแอบอ้างร่วมบริจาคเงินซื้อถังออกซิเจน ใบอนุโมทนาบัตรออนไลน์อ้างลดหย่อนภาษี
นอกจากนี้ ในช่วงวิกฤตต่าง ๆ เช่น สถานการณ์น้ำท่วม ประชาชนจำนวนมากได้รับความเสียหายในหลายพื้นที่ หน่วยงานจาก ภาคส่วนต่าง ๆ รวมถึงบุคคลที่มีชื่อเสียงมีการเปิดร่วมรับบริจาคเงินหรือสิ่งของจำเป็นเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย ส่งผลให้กลายเป็นอีกหนึ่งช่องทางฉวยโอกาสของมิจฉาชีพ กระทำการหลอกลวงให้โอนเงินช่วยเหลือผ่านการสแกน QR Code หรือบัญชีม้า และการหลอกลวงผู้ประสบภัยโดยมักแอบอ้างเป็นหน่วยงานรัฐหลอกลวงให้ผู้ประสบภัย กรอกข้อมูลลงทะเบียนบนเว็บไซต์/ลิงก์ปลอม หรือวิธีการอื่น ๆ เพื่อรับเงินช่วยเหลือเยียวยา
ทั้งนี้ สามารถ ตรวจสอบบัญชีธนาคาร เบอร์โทรศัพท์ หรือเว็บไซต์ที่น่าสงสัย ได้ทาง www.checkgon.go.th ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือติดตามมาตรการช่วยเหลือต่าง ๆ ของหน่วยงานภาครัฐจากเว็บไซต์หรือแพลตฟอร์มออนไลน์ ที่เป็นทางการเท่านั้น