สกพอ. เตรียมแผนชง ปราจีนบุรี เข้าโครงการ อีอีซี คาดเห็นผลชัดเจนปี 68 รองรับการลงทุน
สกพอ. เตรียมแผนชง ปราจีนบุรี เข้าโครงการ อีอีซี คาดเห็นผลชัดเจนปี 68 รองรับการลงทุน
เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน ที่ศูนย์ประชุมนานาชาตินงนุชพัทยา หรือสวนนงนุช จังหวัดชลบุรี หอการค้าไทย จัดสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 42 ระหว่างวันที่ 22-24 พฤศจิกายน ในปีนี้หอการค้าไทย จัดงานสัมมนา ภายใต้ธีม สร้างไทยให้เติบโต สู่อนาคตที่ยั่งยืน (CONNECT FOR GROWTH: INNOVATING FOR OUR SUSTAINABLE FUTURE) โดยนายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ร่วมบรรยายพิเศษในหัวข้อ ความคืบหน้าพื้นที่โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) (สกพอ.)
นายจุฬากล่าวว่า การขับเคลื่อนแผนงานอีอีซีที่ผ่านมา ได้จัดทำพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ.2561 และขับเคลื่อนแผนภาพรวมเพื่อการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก โดยมีแผนปฏิบัติการพัฒนา 6 แนวทาง เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกได้อย่างต่อเนื่องเพื่อให้ประเทศไทยก้าวขึ้นสู่ระดับประเทศพัฒนาโดยเร็วที่สุด พร้อมทั้งขับเคลื่อน 5 คลัสเตอร์อุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ ประกอบด้วย 1) อุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพ 2) อุตสาหกรรมดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ 3) อุตสาหกรรมยานยนต์ 4) อุตสาหกรรมเศรษฐกิจแนวใหม่ และ 5) อุตสาหกรรมบริการ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงเทรนด์การลงทุนโลก
ทั้งนี้ มูลค่าการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนในอีอีซี ปี 2561 – ไตรมาส 3 ปี 2567 มีมูลค่า 1,731,625 ล้านบาท โดย 5 ประเทศที่ได้รับการออกบัตรสูงสุดได้แก่ จีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ฮ่องกง และสหรัฐ ตามลำดับ ซึ่งมีการดำเนินการชักชวนนักลงทุนของ สกพอ. ซึ่งมีนักลงทุนทั้งหมด 139 ราย (ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2566-20 ก.ย. 2567) สร้างมูลค่าลงทุนรวมกว่า 2.4 แสนล้านบาท เป็นต้น
นายจุฬากล่าวว่า การขับเคลื่อนโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ในพื้นที่อีอีซี ภายใต้เงินลงทุนรวม 682,944 ล้านบาท ประกอบด้วย 4 โครงการขนาดใหญ่ ได้แก่
1.โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน เชื่อมโยงการเดินทางระหว่าง สนามบินดอนเมือง สนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินอู่ตะเภา ให้มีความรวดเร็วและสะดวกสบาย ด้วยความเร็ว 250 กิโลเมตร/ชั่วโมง
2.โครงการท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 เพิ่มขีดความสามารถในการรองรับตู้สินค้าเป็น 18 ล้านตู้ต่อปี และรถยนต์จำนวน 3 ล้านคันต่อปี พร้อมทั้งติดตั้งระบบจัดการตู้สินค้าแบบอัตโนมัติ (Automation) เพื่อพัฒนาเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าของภูมิภาคอินโดจีน และประตูการค้าที่สำคัญของภูมิภาค พร้อมก้าวสู่การเป็นท่าเรือระดับโลก (World-Class Port)
3.โครงการสนามบินอู่ตะเภา โดยยกระดับสนามบินอู่ตะเภาเป็นสนามบินนานาชาติเชิงพาณิชย์หลัก แห่งที่ 3 เชื่อมสนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิ ด้วยรถไฟความเร็วสูง ทำให้ทั้ง 3 สนามบินสามารถรองรับผู้โดยสารรวมกันได้มากถึง 200 ล้านคนต่อปี (อยู่ระหว่างการแก้ไขสัญญาให้โครงการฯสามารถดำเนินการต่อได้ และเสนอ ครม.เพื่อพิจารณาและเริ่มก่อสร้างรถไฟในปี 2568)
4.โครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและความจุในการขนถ่ายก๊าซธรรมชาติและสินค้าเหลว สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เพื่อรักษาความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ และเมื่อพัฒนาแล้วเสร็จ จะสามารถรองรับการขนส่งได้ 31 ล้านตันต่อปี
นอกจากนี้ นายจุฬากล่าวว่า หลังจากในปี 2560 รัฐบาลได้ริเริ่มโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เพื่อเป็นโครงการต้นแบบของการพัฒนาเชิงพื้นที่ โดยการต่อยอดการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก ครอบคลุมการพัฒนาพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ ระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา บนพื้นที่ 8.3 ล้านไร่ สำหรับความคืบหน้า พื้นที่ที่คาดว่าจะเสนอให้ขยายโครงการเพิ่มเติมน่าจะเป็นจังหวัดปราจีนบุรีนั้น ขณะนี้มีผลศึกษาที่ชัดเจนอยู่สักพักแล้วว่า จังหวัดปราจีนบุรีมีความเหมาะสมมากที่สุด ซึ่งสามารถขยายพื้นที่ในเชิงอุตสาหกรรมได้ด้วย
โดยแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นจริงค่อนข้างสูง เนื่องจากทางหอการค้าฯได้มีสมุดปกขาวแจ้งไปยังรัฐบาล ซึ่งทางรัฐบาลเองก็มีการแจ้งมาทางอีอีซี โดยทางหน่วยงานก็จะตอบกลับไปยังทางรัฐบาล ว่าจังหวัดปราจีนบุรีมีความเป็นไปได้สูงมากน้อยแค่ไหนที่จะเป็นพื้นที่สำหรับขยายต่อจาก 3 จังหวัด ซึ่งก็จะต้องมีการประชุมบอร์ดครั้งต่อไปเพื่อรอความเห็นชอบในที่ประชุม ซึ่งถ้าไม่มีปัญหาอะไร ก็จะเข้าสู่กระบวนการทำร่างพระราชกฤษฎีกาเพื่อที่จะเป็นที่ยืนยันว่ามีแนวโน้มที่จะไปต่อจริงๆ โดยปี 2568 ก็จะมีความชัดเจนในส่วนตรงนี้มากขึ้น โดยไม่ได้มองเฉพาะให้เกิดการลงทุนใหม่เท่านั้น แต่มีเป้าหมายปรับเปลี่ยนการลงทุนเดิม สู่อุตสาหกรรมใหม่สีเขียว โดยเฉพาะภาคบริการ เช่น บริการที่รองรับสังคมผู้สูงอายุ สุขภาพ การแพทย์ และการท่องเที่ยวคุณภาพสูง ถือว่าเป็นประโยชน์โดยเฉพาะในด้านพื้นที่ที่เพิ่มมากขึ้น เหมาะสมกับนักลงทุนระยะยาวที่ต้องการพื้นที่เยอะ จัดการระบบขนส่งได้ดีขึ้น และมีสาธารณูปโภคพร้อม
ทั้งนี้ นายจุฬากล่าวว่า ในปี 2568 สำหรับเชิงโครงสร้างพื้นฐาน ก็จะมีการก่อสร้างรันเวย์เพิ่มในสนามบินอู่ตะเภาและในส่วนของตัวอาคารสนามบิน จะมีปรับปรุงตัวอาคารผู้โดยสาร และสร้างศูนย์ซ่อมเครื่องบิน รวมถึงจะมีแผนดำเนินการโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมเส้นทางระหว่างอู่ตะเภา-กรุงเทพมหานคร และ กรุงเทพมหานคร-อู่ตะเภา ด้วย
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สกพอ. เตรียมแผนชง ปราจีนบุรี เข้าโครงการ อีอีซี คาดเห็นผลชัดเจนปี 68 รองรับการลงทุน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th