โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สกพอ. เตรียมแผนชง ปราจีนบุรี เข้าโครงการ อีอีซี คาดเห็นผลชัดเจนปี 68 รองรับการลงทุน

MATICHON ONLINE

อัพเดต 23 พ.ย. 2567 เวลา 12.08 น. • เผยแพร่ 23 พ.ย. 2567 เวลา 10.08 น.

สกพอ. เตรียมแผนชง ปราจีนบุรี เข้าโครงการ อีอีซี คาดเห็นผลชัดเจนปี 68 รองรับการลงทุน

เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน ที่ศูนย์ประชุมนานาชาตินงนุชพัทยา หรือสวนนงนุช จังหวัดชลบุรี หอการค้าไทย จัดสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 42 ระหว่างวันที่ 22-24 พฤศจิกายน ในปีนี้หอการค้าไทย จัดงานสัมมนา ภายใต้ธีม สร้างไทยให้เติบโต สู่อนาคตที่ยั่งยืน (CONNECT FOR GROWTH: INNOVATING FOR OUR SUSTAINABLE FUTURE) โดยนายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ร่วมบรรยายพิเศษในหัวข้อ ความคืบหน้าพื้นที่โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) (สกพอ.)

นายจุฬากล่าวว่า การขับเคลื่อนแผนงานอีอีซีที่ผ่านมา ได้จัดทำพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ.2561 และขับเคลื่อนแผนภาพรวมเพื่อการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก โดยมีแผนปฏิบัติการพัฒนา 6 แนวทาง เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกได้อย่างต่อเนื่องเพื่อให้ประเทศไทยก้าวขึ้นสู่ระดับประเทศพัฒนาโดยเร็วที่สุด พร้อมทั้งขับเคลื่อน 5 คลัสเตอร์อุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ ประกอบด้วย 1) อุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพ 2) อุตสาหกรรมดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ 3) อุตสาหกรรมยานยนต์ 4) อุตสาหกรรมเศรษฐกิจแนวใหม่ และ 5) อุตสาหกรรมบริการ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงเทรนด์การลงทุนโลก

ทั้งนี้ มูลค่าการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนในอีอีซี ปี 2561 – ไตรมาส 3 ปี 2567 มีมูลค่า 1,731,625 ล้านบาท โดย 5 ประเทศที่ได้รับการออกบัตรสูงสุดได้แก่ จีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ฮ่องกง และสหรัฐ ตามลำดับ ซึ่งมีการดำเนินการชักชวนนักลงทุนของ สกพอ. ซึ่งมีนักลงทุนทั้งหมด 139 ราย (ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2566-20 ก.ย. 2567) สร้างมูลค่าลงทุนรวมกว่า 2.4 แสนล้านบาท เป็นต้น

นายจุฬากล่าวว่า การขับเคลื่อนโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ในพื้นที่อีอีซี ภายใต้เงินลงทุนรวม 682,944 ล้านบาท ประกอบด้วย 4 โครงการขนาดใหญ่ ได้แก่

1.โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน เชื่อมโยงการเดินทางระหว่าง สนามบินดอนเมือง สนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินอู่ตะเภา ให้มีความรวดเร็วและสะดวกสบาย ด้วยความเร็ว 250 กิโลเมตร/ชั่วโมง

2.โครงการท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 เพิ่มขีดความสามารถในการรองรับตู้สินค้าเป็น 18 ล้านตู้ต่อปี และรถยนต์จำนวน 3 ล้านคันต่อปี พร้อมทั้งติดตั้งระบบจัดการตู้สินค้าแบบอัตโนมัติ (Automation) เพื่อพัฒนาเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าของภูมิภาคอินโดจีน และประตูการค้าที่สำคัญของภูมิภาค พร้อมก้าวสู่การเป็นท่าเรือระดับโลก (World-Class Port)

3.โครงการสนามบินอู่ตะเภา โดยยกระดับสนามบินอู่ตะเภาเป็นสนามบินนานาชาติเชิงพาณิชย์หลัก แห่งที่ 3 เชื่อมสนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิ ด้วยรถไฟความเร็วสูง ทำให้ทั้ง 3 สนามบินสามารถรองรับผู้โดยสารรวมกันได้มากถึง 200 ล้านคนต่อปี (อยู่ระหว่างการแก้ไขสัญญาให้โครงการฯสามารถดำเนินการต่อได้ และเสนอ ครม.เพื่อพิจารณาและเริ่มก่อสร้างรถไฟในปี 2568)

4.โครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและความจุในการขนถ่ายก๊าซธรรมชาติและสินค้าเหลว สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เพื่อรักษาความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ และเมื่อพัฒนาแล้วเสร็จ จะสามารถรองรับการขนส่งได้ 31 ล้านตันต่อปี

นอกจากนี้ นายจุฬากล่าวว่า หลังจากในปี 2560 รัฐบาลได้ริเริ่มโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เพื่อเป็นโครงการต้นแบบของการพัฒนาเชิงพื้นที่ โดยการต่อยอดการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก ครอบคลุมการพัฒนาพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ ระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา บนพื้นที่ 8.3 ล้านไร่ สำหรับความคืบหน้า พื้นที่ที่คาดว่าจะเสนอให้ขยายโครงการเพิ่มเติมน่าจะเป็นจังหวัดปราจีนบุรีนั้น ขณะนี้มีผลศึกษาที่ชัดเจนอยู่สักพักแล้วว่า จังหวัดปราจีนบุรีมีความเหมาะสมมากที่สุด ซึ่งสามารถขยายพื้นที่ในเชิงอุตสาหกรรมได้ด้วย

โดยแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นจริงค่อนข้างสูง เนื่องจากทางหอการค้าฯได้มีสมุดปกขาวแจ้งไปยังรัฐบาล ซึ่งทางรัฐบาลเองก็มีการแจ้งมาทางอีอีซี โดยทางหน่วยงานก็จะตอบกลับไปยังทางรัฐบาล ว่าจังหวัดปราจีนบุรีมีความเป็นไปได้สูงมากน้อยแค่ไหนที่จะเป็นพื้นที่สำหรับขยายต่อจาก 3 จังหวัด ซึ่งก็จะต้องมีการประชุมบอร์ดครั้งต่อไปเพื่อรอความเห็นชอบในที่ประชุม ซึ่งถ้าไม่มีปัญหาอะไร ก็จะเข้าสู่กระบวนการทำร่างพระราชกฤษฎีกาเพื่อที่จะเป็นที่ยืนยันว่ามีแนวโน้มที่จะไปต่อจริงๆ โดยปี 2568 ก็จะมีความชัดเจนในส่วนตรงนี้มากขึ้น โดยไม่ได้มองเฉพาะให้เกิดการลงทุนใหม่เท่านั้น แต่มีเป้าหมายปรับเปลี่ยนการลงทุนเดิม สู่อุตสาหกรรมใหม่สีเขียว โดยเฉพาะภาคบริการ เช่น บริการที่รองรับสังคมผู้สูงอายุ สุขภาพ การแพทย์ และการท่องเที่ยวคุณภาพสูง ถือว่าเป็นประโยชน์โดยเฉพาะในด้านพื้นที่ที่เพิ่มมากขึ้น เหมาะสมกับนักลงทุนระยะยาวที่ต้องการพื้นที่เยอะ จัดการระบบขนส่งได้ดีขึ้น และมีสาธารณูปโภคพร้อม

ทั้งนี้ นายจุฬากล่าวว่า ในปี 2568 สำหรับเชิงโครงสร้างพื้นฐาน ก็จะมีการก่อสร้างรันเวย์เพิ่มในสนามบินอู่ตะเภาและในส่วนของตัวอาคารสนามบิน จะมีปรับปรุงตัวอาคารผู้โดยสาร และสร้างศูนย์ซ่อมเครื่องบิน รวมถึงจะมีแผนดำเนินการโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมเส้นทางระหว่างอู่ตะเภา-กรุงเทพมหานคร และ กรุงเทพมหานคร-อู่ตะเภา ด้วย

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สกพอ. เตรียมแผนชง ปราจีนบุรี เข้าโครงการ อีอีซี คาดเห็นผลชัดเจนปี 68 รองรับการลงทุน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...