“เซอร์เซาธ์เกท” เปลี่ยนตัวเดียว “game over”
ในระหว่างที่เกมตึงๆดูแล้วกลิ่นต่อเวลาพิเศษแตะจมูกแต่การเปลี่ยนตัวในเวลาเดียวกันของทั้ง อังกฤษ และ เยอรมัน ทำให้เกมจบใน 90 นาทีอย่างง่ายดายด้วยสกอร์ 2-0
แจ็ค กรีลิช ลงมาแทน บากาโย่ ซาก้า เพื่อปักฝั่งซ้ายและโยก ราฮีม สเตอร์ลิ่ง ไปขวา ในขระที่ โยอาคิม เลิฟ เอา แซร์ก กนาบรี้ แทน ติโม แวร์เนอร์
30 นาทีที่เหลือ “อินทรีเหล็ก” หมดสภาพอย่างเต็มตัวเพราะ กนาบรี้ ลงมาทำเสียบอลจนถึงเสียประตูเลยด้วยซ้ำ
เยอรมัน ที่เล่นช้ากว่าจะขึ้นเกมได้นวยนาดก็ยิ่งอาการหนักเพราะดูเหมือน “สิงโตคำราม” จะไม่เปิดพื้นที่หลังแนวรับให้เยอะเหมือนครึ่งแรก
กรีลิช มีส่วนกับ 2 ประตูในวันนี้ทั้งหมด ลูกแรกแทงให้ ลุค ชอว์ ปาดบอลให้ ราฮีม ยิง 1-0 และกัปตัน แอสตัน วิลล่า เปิดให้ แฮร์รี่ เคน ปลดล็อกประเดิมลูกแรกใน ยูโร 2020
ความแตกต่างของการสลับเอา กรีลิช มาเล่นทางซ้ายคือไม่หวงบอล จังหวะเปิดคือเปิดจ่ายคือจ่าย เคมีและจังหวะบอลเข้ากับกับ ชอว์ จน “สิงโตคำราม” เน้นมาทางซ้ายแทบตลอด
ผิดกับ สเตอร์ลิ่ง ที่ครึ่งแรกติดแอ็คและเล่นบอลชายเดี่ยว เลี้ยงไปให้กองหลัง เยอรมัน ดักกินสบายๆจนเกมรุก อังกฤษ ที่ปกติก็น่าง่วงนอนอยู่แล้วเลยหนักเข้าไปอีก
แต่อย่างที่ผมบอกครับต่อให้ ราฮีม จะเล่นให้แฟนบอลด่ายังไงแต่ในเมื่อยังยิงประตูอย่างต่อเนื่องจนถึงตอนนี้ก็ 3 ลูกจาก 4 เกมยังไงก็เป็นตัวจริงถาวร ผมเป็นโค้ชก็ส่งลงเหมือนกันครับ แกการันตีมีประตูแทบทุกนัดขนาดนี้
ที่น่าสนใจมากกว่าคือนัดต่อไป “ท่านเซอร์” จะมอบตำแหน่งตัวจริงให้ กรีลิช ไปเลยไหมในเมื่อสร้าง impact จนปลุกให้เกมรุกตื่นและ “เคน” รับอานิสงส์กับสไตล์บอลแบบนี้ไปด้วย
ก่อนเปลี่ยนตัวผมมองว่า เยอรมัน ก็ไม่ได้เป็นรองอะไรมาก เกมรุกอาจจะตื้อๆแต่เกมรับยังเก๋าและคุมสถานการณ์อยู่ รูปเกมออกแนวสูสีจนแทบหลับด้วยซ้ำ
ถึงแม้ ติโม แวร์เนอร์ ไม่ได้เฉียบคมปังปุริเย่อะไร (อย่างที่เรารู้ๆกันอยู่) แต่กับแท็คติกส์เจอ อังกฤษ วันนี้มันยังพอทำให้ทีมเยือนพอลืมตาอ้าปากในจังหวะสวนกลับหรือ ฮาแวร์ตส์ ยังพอมองหาตัวจ่ายทะลุได้บ้าง
คือ เยอรมัน การขึ้นเกมค่อนข้างช้า เคาะไปมาจนครบทีมถึงค่อยคิดจะทำอะไร แถม 3 ตัวบนมี แวร์เนอร์ คนเดียวที่เร็ว
ส่วน ไค ฮาแวร์ตซ์ ถ่างไปเล่นริมเส้นซะเยอะ น้องมันจะวูบวาบก็ต่อเมื่ออยู่ในพื้นที่อันตรายมากกว่า อย่างเช่นต้นครึ่งหลังที่แกซัดเต็มข้อก่อนถูก พิคฟอร์ด บินปัดนั่นแหละครับ
อยู่ด้านข้างมีตัวมาเล่นด้วยน้อย จะฝากให้แต่ แวรเนอร์ คนเดียวก็ไม่ได้ตลอดพวกแนวรับ อังกฤษ ตามประกบอย่างหนักส่วน มุลเลอร์ เองก็ช้าและแทบไม่มีประโยชน์ใดๆเลยด้วยซ้ำ เกมตันจนเห็นแล้วสงสารแทน
พอเครื่องยนต์ช้าตั้งแต่หลังยันกลาง ทำให้ 3 เซนเตอร์ “ผู้ดี” จึงผลัดกันตามเก็บงานแบบไม่ยากและยิ่ง แวร์เนอร์ เป็นพวกใช้โอกาสเปลืองด้วยแล้วจะเอาอะไรไปยิงเจ้าบ้าน
จริงๆแล้วเราเกือบได้ดูต่อเวลากันอีกวันหลังนาที 81 ราฮีม คืนหลังเบาจน มุลเลอร์ ได้หลุดเดี่ยวแต่ดันยิงออกข้างเสาจนงงกันทั้งสนาม
แต่ในสภาพทีมเล่นแบบนี้ก็อย่าฝืนเลยดีที่สุด ถ้าไม่นับวันที่เจาะ เซเมโด้ จนเล่นดีกันทั้งทีม เยอรมัน ถือว่าสอบไม่ผ่านโดยเฉพาะเกมรับที่โดนยิงทุกนัดรวมแล้ว 7 ประตูอิ่มเลย
เป็นการอำลา “เลิฟ” ที่เป็นผู้นำชาติมานาน 15 ปีในเวย์ที่ไม่ค่อยสวยและ เยอรมัน ไม่น่าจะยวบนานเพราะ ฮันส์ ดีเตอร์ ฟลิค ที่พา บาเยิร์น เล่นอย่างดุโกยชัยถึง 82% พากลับเข้าฝั่งได้แน่นอน
ถึงตรงนี้กลายเป็นว่า 3 ทีมจาก “group of death” ร่วงตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายกันหมด เลยมีคนแซว รู้แบบนี้จะห้ำหั่นแย่งกันเข้ารอบมาทำไม
ในขณะที่ อังกฤษ ได้ไปต่อแบบสถิติสวยหรู เก็บคลีนชีตทั้ง 4 นัด เป็นทีมเดียวที่ยังไม่เสียประตูใน ยูโร หนนี้
สมแล้วที่โค้ชเป็นเซนเตอร์เก่า และกระแส อังกฤษ มาแรงขนาดนี้พวกเราที่เคยด่าเอาไว้ในรอบแบ่งกลุ่มขออนุญาตยกย่อง “ท่านเซอร์เซาธ์เกท” ไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ…