หุ้น ‘SICT’ ผู้พัฒนาไมโครชิพสัญชาติไทย เปิดเทรดวันแรกราคาบวก 200%
‘ซิลิคอน คราฟท์’ หรือ ‘SICT’ หุ้น IPO บริษัทผู้พัฒนาไมโครชิพสัญชาติไทย เข้าระดมทุนตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ วันแรก ราคาพุ่ง 200% ผู้บริหารเชื่อนักลงทุนให้ความสนใจ-หุ้นเทคฯ ในไทยมีให้ลงทุนจำกัด ชูจุดแข็งโควิด-19 หนุนยอดขายเพิ่ม ตั้งเป้ารายได้ปีนี้เติบโต 20%
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บมจ.ซิลิคอน คราฟท์ เทคโนโลยี (SICT) ที่เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) วันนี้เป็นวันแรก ราคาเปิดการซื้อขายปรับขึ้นสูงกว่าราคาจองซื้อ IPO ถึง 200% มาอยู่ที่ 4.14 บาท จากราคา IPO ที่ 1.38 บาท
นายมานพ ธรรมสิริอนันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SICT เปิดเผยว่า ราคาหุ้นที่ปรับขึ้นกว่า 200% สะท้อนความสนใจลงทุนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีของนักลงทุน ซึ่งที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยยังไม่ค่อยมีหุ้นกลุ่มดังกล่าวมากนัก นอกจากนี้ SICT ยังเป็นผู้วิจัยและพัฒนา รวมถึงเป็นบริษัทผู้ผลิตไมโครชิพประเภท RFID รายเดียวในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้บริษัทฯ ได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างล้นหลาม
ในส่วนของวัตถุประสงค์การใช้เงินระดมทุนจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ 1. การลงทุนในเครื่องมือ อุปกรณ์ และชอฟต์แวร์ด้านการออกแบบและทดสอบไมโครชิพ 35% 2. การลงทุนในทรัพย์สินทางปัญญา เช่น สิทธิบัตร 30% และ การลงทุนหรือร่วมลงทุนในบริษัทอื่นที่ประกอบธุรกิจด้านการออกแบบและพัฒนาวงจรรวม หรือมีนวัตกรรมที่ส่งเสริมการประกอบธุรกิจของบริษัท รวมถึงใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ 35%
ปัจจุบัน SICT มีรายได้จาก 4 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ ไมโครชิพสำหรับระบบกุญแจสำรองอิเล็กทรอนิกส์ยานยนต์ (Car Immobilizer) คิดเป็นประมาณ 25-38% ของรายได้ทั้งหมด ไมโครชิพสำหรับระบบลงทะเบียนสัตว์ (Animal Identification) ประมาณ 33-42% ไมโครชิพสำหรับระบบเข้า-ออกสถานที่ และระบบการอ่านข้อมูล (Access Control & Interrogator) ประมาณ 27-32% และไมโครชิพอื่นๆ (Others) ประมาณ 1-2%
นายมานพ กล่าวอีกว่า SICT ตั้งเป้ารายได้เติบโตแตะ 600 ล้านบาทภายในปี 2567 หรือเติบโตประมาณปีละ 20% จากรายได้ปี 2562 ที่ 308.8 ล้านบาท โดยการเติบโตในของปีนี้ยังมาจากสัดส่วนรายได้ของธุรกิจไมโครชิพสำหรับระบบลงทะเบียนสัตว์เป็นหลัก ซึ่งคาดว่าจะมีสัดส่วนรายได้สูงสุดที่ 40-50% จากยอดขายผลิตภัณฑ์ที่เติบโตขึ้นจากความกังวลด้านสุขอนามัยในอาหารจากโรคโควิด-19
ทั้งนี้ ปัจจุบันบริษัทผลิตไมโครชิพสำหรับลงทะเบียนสัตว์เศรษฐกิจ อาทิ ปลาแซลมอน และสุกร เป็นหลัก อย่างไรก็ดี บริษัทฯ เตรียมขยายการให้บริการไปยังตลาดสัตว์เลี้ยง ซึ่งมีโอกาสเติบโตจากจำนวนสัวต์เลี้ยงทั่วโลกที่มีมากกว่า 700-800 ล้านตัว
สำหรับผลการดำเนินงานของบริษัทในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ระหว่างปี 2560-2562 มีรายได้รวม เท่ากับ 310.71 ล้านบาท 377.04 ล้านบาท และ 308.80 ล้านบาท ตามลำดับ และอัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยสูงกว่า 40% โดยไตรมาสแรกของปี 2563 มีรายได้ที่ 95.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 72.85 ล้านบาท ของงวดเดียวกันของปีก่อนหน้า หรือคิดเป็น 30.7% และกำไรสุทธิ 15.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 552.7%
“วิกฤตโควิด-19 กลับเป็นตัวเร่งให้คนหันมาใช้บริการไมโครชิพในสัตว์ของเรามากขึ้น เพราะต้องการความมั่นใจ ตรวจสอบที่มาที่ไปของสัตว์ที่บริโภคได้ ในส่วนของธุรกิจ Access Control ก็ได้รับความสนใจมากขึ้นเช่นเดียวกันจากกระแสสังคมที่ไร้การสัมผัส (Touchless Society) เพราะกังวลเกี่ยวกับโรคติดต่อจากการสัมผัส เป็นต้น นอกจากนี้ การกระจายพอร์ตลูกค้าในยุโรป 50% และเอเชียอีก 50% ส่งผลให้ SICT ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าลดลง เพราะมีลูกค้าจากทั้งสองฝั่ง” นายมานพ กล่าว
ทั้งนี้ SICT มีนโยบายจ่ายปันผลไม่ต่ำกว่า 50% ของกำไรสุทธิ โดยผู้ถือหุ้นจะได้รับการยกเว้นภาษีเงินปันผล ณ ที่จ่าย เนื่องจากการจ่ายเงินปันผลดังกล่าวเป็นการจ่ายเงินปันผลจากกำไรสะสมในส่วนของกำไรจากกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน (BOI)