โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทำไมคนไทยฮิตกินไข่ ดูยุค ม.จ.สิทธิพร ทำไข่ไก่เชิงการค้าคนแรก สู่สถานะ "อารยธรรมชาติ"

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 18 มี.ค. เวลา 01.19 น. • เผยแพร่ 18 มี.ค. เวลา 00.55 น.
(ซ้าย) ม.จ. สิทธิพร กฤดากร

ทำไมคนไทยฮิตกินไข่ ดูยุค ม.จ.สิทธิพร กฤดากร ทำไข่ไก่เชิงการค้าคนแรก สู่สถานะ “อารยธรรมชาติ” ก่อนเข้าสู่ยุค “ไข่แพง” อย่างปัจจุบัน

อาหารที่ชาวไทยกินกันทุกวันนี้ไม่อาจปราศจากส่วนผสมของ“ไข่” ไปได้เลย ในสัปดาห์หนึ่งอย่างน้อยต้องบริโภคไข่กันสักฟองเป็นอย่างต่ำ วัฒนธรรมด้านอาหารของไทยนั้น ปรากฏความนิยมและการรณรงค์ให้ประชาชนรับประทานไข่กันก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 และมีอิทธิพลทางความคิดหลายประการซึ่งนำมาสู่ความนิยมในการรับประทานไข่ดังที่เป็นกันในทุกวันนี้

การดำรงชีพของมนุษย์ไม่อาจปราศจากอาหารไปได้ อาหารจึงเป็นปัจจัยดำรงชีพที่สำคัญอันดับต้นๆ มาตั้งแต่โบราณกาล แต่กว่าที่มนุษย์จะให้ความสำคัญกับอาหารในเชิงโภชนาการอันส่งผลต่อสุขภาพแบบในปัจจุบันก็ต้องเข้าสู่ช่วงกลางศตวรรษที่ 19 เข้าไปแล้ว

วิทยานิพนธ์เรื่อง “รัฐ โภชนาการใหม่กับการเปลี่ยนแปลงวิถีการกินในสังคมไทย พ.ศ. 2482-2517” โดย ชาติชาย มุกสง เมื่อปี 2556 อธิบายไว้ว่า มุมมองต่ออาหารของมนุษย์เริ่มต้นเปลี่ยนแปลงนับตั้งแต่เกิดการปฏิวัติทางเคมีในปลายศตวรรษที่ 18 นำโดย อังตวน ลาวัวซิเยร์ (Antoine-Laurent Lavoisier, 1743-94) เมื่อปรากฏการค้นพบว่า ธาตุเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของทุกสิ่งที่แยกย่อยไม่ได้อีกต่อไป ธาตุแต่ละตัวมีคุณสมบัติไม่เหมือนกัน ภายหลังก็พัฒนามาเป็นการศึกษาชีวเคมีในศตวรรษต่อมา

แนวคิดนั้นทำให้การมองอาหารจากเดิมที่มองเรื่องคุณลักษณะอาหาร รสชาติ และผลต่อร่างกายหลังกินเข้าไป กลายมาเป็นมุมมองตามแนวทางวิชาเคมี เพื่อหาส่วนประกอบทางเคมี ถือเป็นการเริ่มต้นเข้าสู่โภชนาการยุคใหม่ที่มาพร้อมกับการค้นหาสารอาหารที่ร่างกายต้องการ หรืออาหารที่ร่างกายขาดจนเกิดโรค ซึ่งเป็นแนวคิดหลักว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างอาหารกับสุขภาพนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และปรากฏคำแนะนำให้คนเลือกกินอาหารจากองค์ประกอบเคมีมากกว่าเรื่องรสนิยม หรือหน้าตาของอาหาร

และจากอิทธิพลของหลักการทางวิทยาศาสตร์ อันเป็นผลพวงของการปฏิวัติทางภูมิปัญญาในศตวรรษที่ 19 ห้วงการปฏิวัติอุตสาหกรรม หลักการเรื่องวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ศาสตร์ด้านชีวเคมีและสรีรวิทยาประกอบกับศาสตร์ระบาดวิทยาทางสาธารณสุข จึงเกิดเป็นแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ที่ให้ความสนใจเกี่ยวกับอาหาร

ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 แนวคิดเรื่องการกินอาหารให้ครบตามหมวดหมู่หลักโภชนาการแพร่หลายอย่างมาก ช่วงไล่เลี่ยกัน บุคลากรทางการแพทย์ของไทย ซึ่งได้รับทุนไปเรียนรู้วิชาการใหม่เกี่ยวกับอาหารและโภชนาการที่กำลังตื่นตัวในสหรัฐอเมริกา ก็เอาความรู้เหล่านั้นมาปฏิบัติในไทย

คนไทย กิน “ไข่” อย่างแพร่หลายตั้งแต่เมื่อไหร่

นโยบายเกี่ยวกับอาหารและโภชนาการของไทย เริ่มปรากฏการดำเนินการจริงจังหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองราวปลายทศวรรษ 2470 ชาติชาย มุกสง อธิบายว่า มีนายแพทย์ยงค์ ชุติมา เป็นผู้รับผิดชอบสำคัญ ระยะแรกก็เริ่มรณรงค์ให้ประชาชนเห็นความสำคัญของการกินเพื่อสุขภาพที่ดี

การศึกษาของชาติชาย พบว่า นายแพทย์ยงค์ ชุติมา ซึ่งภายหลังมีตำแหน่งหัวหน้ากองส่งเสริมอาหาร กระทรวงสาธารณสุข เคยเล่าไว้ว่า การรณรงค์ให้คนไทยกิน “ไข่” เกิดขึ้นก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ปรากฏการจัดพิมพ์เอกสารเรื่องไข่แจกจ่ายประชาชน คนไทยก็เริ่มกินไข่กันแพร่หลาย

แต่หากย้อนกลับไปก่อนหน้าความนิยมในตัวไข่ ต้องปรากฏชื่อ ม.จ.สิทธิพร กฤดากร (คู่สมรสของหม่อมศรีพรหมา) ซึ่งถูกมองว่าเป็นผู้เลี้ยงไก่เอาไข่เป็นการค้าคนแรกในไทย

โดยเมื่อ พ.ศ. 2464 หลังลาออกจากราชการมาประกอบอาชีพเกษตรกรรมที่บ้านบางเบิด วิทยานิพนธ์ของชาติชาย มุกสง อ้างอิงคำบอกเล่าของหม่อมเจ้าสิทธิพรว่า สมัยที่ท่านเลี้ยงไก่ที่ฟาร์มบางเบิดช่วง พ.ศ. 2465-2466 ไข่ไก่ที่ขายกันมักนำเข้าจากเมืองจีน ขายฟองละ 3 สตางค์ คุณภาพไม่ค่อยดี ใบเล็ก และเน่าเสีย เนื่องจากการขนส่ง ที่มีคนซื้อเพราะราคาถูก

ไข่ที่ ม.จ.สิทธิพร กฤดากร ผลิตมีคุณภาพดีกว่ามาก ขายโหลละ 60, 45 และ 50 สตางค์ แต่คนไทยสมัยนั้นไม่นิยมบริโภคไข่ ผู้ซื้อกลับเป็นชาวตะวันตกที่มีครอบครัวในไทย เป็นกลุ่มตลาดที่มีวงจำกัดราวพันคน ขายได้วันละ 240-300 ฟอง คนไทยบริโภคไข่เป็ดเป็นพื้นมากกว่า สาเหตุเพราะขนาดใหญ่กว่า ราคาถูกกว่า และหาง่ายกว่า ส่วนไก่ไข่นิยมในกลุ่มผู้มีฐานะ

ไข่ที่นำเข้าจากจีนและไข่ไก่ในตลาดของไทยในขณะนั้นจะเรียกว่า“ไข่ใต้ถุนบ้าน” เก็บมาจากไก่ที่เลี้ยงให้หากินเองตามธรรมชาติ ไม่มีค่าใช้จ่าย จึงขายได้ในราคาถูก แต่ก็แลกด้วยเรื่องคุณภาพที่ไม่สามารถคุมได้ พอในช่วงทศวรรษ 2480 ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ไทยส่งออกไข่เป็ดไปต่างประเทศมาก เมื่อเข้าช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ไข่กลายเป็นอาหารสร้างอนามัยของชาติที่สำคัญ และกลายเป็นอาหารประจำวันของประชาชน รัฐบาลต้องมาดูแลเรื่องราคาและปริมาณให้เพียงพอ

สร้างชาติด้วยไข่

เมื่อมีการเลี้ยงไก่กันมากขึ้น หลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ ผู้ร่วมก่อตั้งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และอธิบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จึงเน้นให้คนไทย “กินไข่เป็นนโยบายสร้างชาติทางสร้างพลามัยของพลเมือง” ลดปัญหาไข่ล้นตลาด

กลางทศวรรษ 2490 ยังปรากฏคำขวัญส่งเสริมการกินไข่โดยสุวรรณวาจกกสิกิจ ว่า“กินไข่วันละฟองไม่ต้องหาหมอ (บ่อยๆ)”

หลวงสุวรรณวาจกกสิกิจนี้เองเป็นผู้รณรงค์ให้ประชาชนกินไข่ ผ่านการพูดและเขียนลงใน “สาส์นไก่” โดยอ้างว่า การกินไข่เป็นเครื่องวัดอารยธรรมของชาติ ชาติยิ่งเจริญคนจะกินไข่กันมาก

อีกแง่มุมหนึ่งคือ ไข่เป็นผลมาจากการส่งเสริมการเลี้ยงไก่ในช่วงแรกที่ต้องการให้มีไข่ไก่บริโภคในประเทศ หลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ ผู้ร่วมก่อตั้งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และอธิบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เคยทำหนังสือราชการลงวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2492 ถึงจอมพล ป. พิบูลสงคราม แจ้งความพร้อมในการส่งเสริมการเลี้ยงไก่ให้เป็นอาชีพและอุตสาหกรรมสำหรับคนไทย ตามความประสงค์ของนายกรัฐมนตรี

ในรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ปรากฏเรื่องการส่งเสริมการเลี้ยงไก่ เลี้ยงสัตว์ หรือปลูกผัก อันเน้นในทางเป็นอาชีพ เพื่อขายเป็นรายได้ของเกษตรกรและเพื่อบำรุงเศรษฐกิจประเทศ ภายหลังจากนั้น รัฐบาลยังมีแผนส่งเป็ด ไก่ และไข่ไปจำหน่ายต่างประเทศใน พ.ศ. 2496 เพื่อหารายได้แทนแร่และยางที่ราคาตกภายหลังงดส่งออกตั้งแต่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2

สำหรับภาวะไข่ล้นตลาดครั้งแรกเกิดขึ้นในช่วง พ.ศ. 2498 วิทยานิพนธ์ของชาติชาย มุกสง อ้างอิงหลักฐานว่า ผู้เลี้ยงไก่บางรายต้องเรียกร้องให้รัฐบาลหาทางแก้ ด้วยการให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เลิกเลี้ยงไก่แข่งกับเอกชน แต่มหาวิทยาลัยไม่เห็นด้วย และมองว่าการแก้ปัญหาตลาดไข่อยู่ที่สอนให้คนไทยกินไข่และติดไข่เช่นเดียวกับติดข้าวที่กินทุกวัน ปัญหาไข่ล้นตลาดจะไม่เกิดขึ้น แต่สถานการณ์คลี่คลายเมื่อส่งออกไข่ไปต่างประเทศได้

สำหรับแนวทางการส่งเสริมให้คนไทยกินไข่อย่างเป็นรูปธรรม ปรากฏอย่างชัดเจนในต้นทศวรรษ 2500 โดยหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจเสนอกระทรวงศึกษาธิการช่วยสอนให้นักเรียนรู้จักกินไข่ เอาไข่ไปกินที่โรงเรียนคนละฟองต่อสัปดาห์ สร้างนิสัยบริโภคไข่ให้ติดตัวไปชั่วชีวิต แนวทางนี้ยังผูกเชื่อมสานต่อกับการสอนโภชนาการในโรงเรียนหลังเผยแพร่แนวคิดอาหาร 5 หมู่ จนไก่กลายเป็นอาหารสำคัญที่คนไทยนิยมบริโภคด้วยในเวลาต่อมา

เวลาต่อมาเริ่มมีโครงการส่งเสริมไข่ไก่อย่างจริงจัง เสนอต่อรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ส่วนราชการหลายแห่งพยายามใช้ช่องทางของตัวเองส่งเสริมการบริโภคไข่ เคยมีการเสนอให้มี “วันไข่” ในวันเด็กหรือวันอื่นๆ แต่โครงการนี้รัฐบาลไม่ได้นำไปทำ

อีกประเด็นที่เป็นผลเกี่ยวกับการขายไข่ไก่ในเวลาต่อมาคือ การขายไข่ไก่แยกขนาด จากการศึกษาของชาติชาย มุกสง พบว่า เดิมทีไข่ไก่ในไทยไม่ได้ขายแยกขนาด ขายแบบคละขนาดเป็นร้อยละ จนมีสหกรณ์ไข่ซึ่งทดลองขายไข่คัดขนาด ด้วยการแบ่งเป็นเกรดตามขนาดและมีราคาตามขนาด ไข่เล็กราคาต่ำกว่า ทำให้เกิดความนิยมในหมู่ผู้บริโภค กลายเป็นรูปแบบการขายไข่แบบใหม่

พฤติกรรมการกินไข่ไก่ของคนไทยนั้นก็เคยนิยมกินกับกาแฟ ไข่เป็ดใช้แทนไม่ได้เนื่องจากมีกลิ่นคาว “กาแฟไข่ไก่” ทำโดยการชงกาแฟใส่นมและน้ำตาล จากนั้นตอกไข่ลวกในน้ำเดือด 3-5 นาทีแล้วใส่ลงคนกับกาแฟขณะยังร้อน ร้านกาแฟมีขายไข่ไก่เกือบทุกร้านก็ว่าได้ มีสถิติว่า พ.ศ. 2498 พื้นที่กรุงเทพฯ และธนบุรีบริโภคไข่กันมากกว่าวันละ 15 ล้านฟอง ตั้งแต่ทศวรรษ 2500 เป็นต้นมา ไข่ไก่ก็ได้รับความนิยมมากกว่าไข่เป็ด

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

ชาติชาย มุกสง. “รัฐ โภชนาการใหม่กับการเปลี่ยนแปลงวิถีการกินในสังคมไทย พ.ศ. 2482-2517”. วิทยานิพนธ์ หลักสูตรปริญญาอักษรศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปีการศึกษา 2556. ออนไลน์. สืบค้นเมื่อ 27 มีนาคม 2563.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 27 มีนาคม 2563

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ทำไมคนไทยฮิตกินไข่ ดูยุค ม.จ.สิทธิพร ทำไข่ไก่เชิงการค้าคนแรก สู่สถานะ “อารยธรรมชาติ”

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...