โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

“จัดพอร์ตลงทุน” ที่ใช่...ตามสไตล์ที่ชอบ!!!

Wealthy Thai

อัพเดต 26 ม.ค. เวลา 06.41 น. • เผยแพร่ 27 ก.ย 2564 เวลา 17.26 น.

จากงานวิจัยDeterminants of Portfolio Performance”พบว่า91.5%ของผลตอบแทนจากการลงทุนมาจากการจัดสรรสินทรัพย์ลงทุนในกลุ่มหลักทรัพย์ ซึ่งสนับสนุนแนวคิดในเรื่อง “การจัดพอร์ตการลงทุน (Asset Allocation)”ได้เป็นอย่างดี ทำไมเราต้องเสียเวลาไปทำในสิ่งที่ยาก แต่มีผลต่อผลตอบแทนจากการลงทุนน้อย เช่น การจับจังหวะตลาด (Market Timing) หรือการเลือกหลักทรัพย์เพื่อลงทุน (Security Selection) ด้วย ในเมื่อองค์ประกอบใหญ่ของผลตอบแทนจากการลงทุนมาจากการจัดสรรเงินลงทุนเป็นสำคัญ
ทำไมเราไม่เอาเวลามาทุ่มทำในสิ่งที่สำคัญกว่าล่ะ..ปัจจุบันโลกของการลงทุนสำหรับนักลงทุนทั่วไปทำได้ง่ายขึ้นและสะดวกขึ้น โดยใช้เงินลงทุนไม่มากผ่านรูปแบบของ“กองทุนรวม”ที่จะพาคุณเปิดประตูไปสู่สินทรัพย์การลงทุนที่มีอยู่ทั้งในและต่างประเทศให้คุณเลือกมาไว้ในพอร์ตการลงทุนของคุณได้อย่างครบครัน
การวางแผน“จัดพอร์ตการลงทุน”นั้น จะช่วยให้เราเข้าใจถึงวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายในการลงทุนของตนเอง เช่น บางคนต้องการจะออมเงินไว้ใช้ชีวิตหลังเกษียณ หรือบางคนสร้างรายได้เพิ่มเติมจากงานประจำ เป็นต้น ซึ่งเป้าหมายนั้นจะเป็นตัวกำหนดสินทรัพย์ที่เราจะเลือกลงทุน ซึ่ง‘ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว’สำหรับใครเป็นพิเศษ เพราะเงื่อนไขของแต่ละบุคคลนั้นแตกต่างกันออกไป ปัจจุบันแนวคิดใน‘การจัดพอร์ตการลงทุน’เองนั้น ก็มีอยู่มากมายหลายหลาก แต่ทั้งหมดนั้นเป็นแค่เพียงแนวคิดกลางๆ ที่มีเป้าหมายเพื่อให้ผู้ลงทุนได้มองเห็นภาพของการจัดสรรเงินลงทุนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการเงินของตัวเองเท่านั้น”
สิ่งสำคัญที่สุด… ก่อนที่เราจะ“จัดพอร์ตการลงทุน”ได้นั้น คือ การรู้จักและเข้าใจสินทรัพย์ที่เราจะลงทุน
แม้ปัจจุบันการลงทุนจะเพิ่มความสะดวกให้กับนักลงทุนได้ลงทุนง่าย ๆ ผ่าน“กองทุนรวม”ก็ตาม แต่ความเสี่ยงในตัวสินทรัพย์แต่ละประเภทก็เป็นตัวสะท้อนถึงผลตอบแทนและความเสี่ยงที่แตกต่างกันออกไป ดั่งประโยคที่ว่า“ความเสี่ยงสูง ผลตอบแทน (คาดหวัง) ก็ยิ่งสูง”
“มีนักลงทุนไม่น้อยที่เข้าใจว่า การลงทุน คือการนำเงินไปสร้างผลตอบแทนโดยลงทุนในสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่ง หรือพูดง่าย ๆ คือการนำ‘ไข่ใส่ไว้ในตะกร้าใบเดียว’ซึ่งคงเป็นเรื่องที่ไม่ดีแน่ ถ้ามีความเสียหายเกิดขึ้นกับ ตะกร้า หรือไข่ในตะกร้า ดังนั้น หากมีการลงทุน‘แบบกระจุก’ไปในสินทรัพย์ประเภทใดประเภทหนึ่งเพียงอย่างเดียว ถ้ามีสิ่งที่ไม่คาดฝันมากระทบ ก็อาจจะส่งผลให้การลงทุนนั้นลามไปถึงเงินต้น และเกิดการขาดทุนหนักได้เช่นกัน”
“การจัดพอร์ตการลงทุน”จึงเป็นสิ่งจำเป็นอันดับต้น ๆ ที่ไม่ควรมองข้าม เพราะการลงทุน‘แบบกระจาย’จะช่วยให้พอร์ตของคุณมีสุขภาพที่ดี สามารถสร้างความมั่นคงและยั่งยืนในการลงทุนได้ด้วยการกระจายเงินลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ ลดความเสี่ยงจากการลงทุนในสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่ง ที่อาจเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นมาได้ และเป็นการเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวอีกด้วย
แต่“การจัดพอร์ตลงทุน”ผู้ลงทุนจำเป็นที่จะต้องเข้าใจ “วัตถุประสงค์และเป้าหมายระยะเวลา”ในการลงทุนของตัวเองก่อน เพราะจะเป็นตัวกำหนดในการเลือกประเภทสินทรัพย์ที่เหมาะสมเข้ามาในพอร์ต ตาม‘ระดับความเสี่ยง’และ‘ระยะเวลา’เพื่อการสร้างผลตอบแทนที่ผู้ลงทุนคาดหวังไว้
ตัวอย่างหากเราต้องการเก็บออมเงินจำนวนหนึ่งในระยะสั้น ๆ หรือราว1-3 ปีก็ควรให้น้ำหนักในกองทุนหุ้นที่มีความเสี่ยงสูงน้อยหน่อย เพราะมีโอกาสที่จะเกิดการขาดทุนได้ค่อนข้างสูงหากพลาดพลั้งไปอาจกระทบกับเป้าหมายในการใช้จ่ายของเราได้ แตกต่างจากผู้ลงทุนที่มีเป้าหมายระยะยาวที่ต้องการออมเงินเพื่อใช้หลังเกษียณ มีระยะเวลาการลงทุนค่อนข้างนานหรือเป็นหลัก10 ปี ก็สามารถจะลงทุนในกองทุนหุ้นที่มีความเสี่ยงสูงได้ในสัดส่วนที่มากขึ้นได้ เพราะยังมีเวลาให้แก้ตัวได้อีกพอสมควรหากการลงทุนพลาดพลั้งไป เป็นต้น

ต่อจาก“การกำหนดเป้าหมายระยะเวลาลงทุนแล้ว”ก็มาถึงการประเมิน‘ความสามารถในการรับความเสี่ยง’ของตนเอง ซึ่งคุณสามารถทำผ่านแบบทดสอบ‘Suitability Test’(ซึ่งนักลงทุนจะต้องทำก่อนเริ่มลงทุนในครั้งแรกและมีการประเมินซ้ำใหม่ทุก 2 ปี) ที่จะช่วยประเมินความสามารถในการรับความเสี่ยงให้กับผู้ลงทุนได้ในเบื้องต้น พร้อมคำแนะนำ“การจัดสรรเงินลงทุน (Asset Allocation)”ที่เหมาะกับผลประเมินความเสี่ยงให้กับคุณได้อีกด้วยว่าควรจะมี กองทุนหุ้นเท่าไร กองทุนตราสารหนี้เท่าไร เป็นต้น
“อย่างที่บอกไว้ข้างต้นว่า สินทรัพย์แต่ละประเภทมีระดับความเสี่ยงที่แตกต่างกันก็จะให้ผลตอบแทนที่แตกต่างกันออกไป รวมไปถึงอาจจะมีผลกับเงินต้นที่ลงทุน‘การประเมินความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนรับได้’จึงมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการกำหนดเป้าหมายการลงทุน”
โดยสิ่งแรกที่ใช้ประเมินอาจเริ่มจาก“สิ่งรอบตัว”อย่างเช่น สถานะการเงิน ภาระหนี้ต่าง ๆ ที่จะเป็นตัวบ่งบอกถึงขีดจำกัดในการลงทุน และจำนวนเงินที่จะลงทุนในแต่ละครั้งหรือในแต่ละเดือน รวมไปถึงลักษณะนิสัยว่ามีความเข้าใจต่อความผันผวนราคาสินทรัพย์ที่ลงทุนมากน้อยแค่ไหน
หลังจากรู้จักสิ่งแวดล้อมรอบตัว สิ่งถัดมาก็คือการ“ประเมินภาวะตลาด”ไม่ว่าทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เพื่อประเมินระดับความเสี่ยงของภาวะตลาดและคาดการณ์อัตราผลตอบแทนที่จะได้รับจากการลงทุน ก็จะช่วยให้การประเมินความเสี่ยงมีความครอบคลุมมากขึ้น
ขั้นตอนต่อมาก็คือ“การคัดเลือกกองทุนรวม” เข้าพอร์ต ซึ่งหลังจากที่เราผ่านการกำหนดเป้าหมายในการลงทุนและความสามารถในการรับความเสี่ยงได้แล้ว จะช่วยให้การคัดเลือกกองทุนมีความง่ายดายและช่วยลดทอนเวลาในการตัดสินใจได้ง่ายขึ้น เช่น จะเลือกลงทุนในกองทุนตราสารทุนหรือที่เราเรียกสั้นๆ ว่า‘กองทุนหุ้น’มาไว้ในพอร์ตมากน้อยแค่ไหน กี่เปอร์เซ็นต์ ซึ่งปัจจุบันก็มีให้เลือกลงทุนได้ทั้งหุ้นในประเทศ และต่างประเทศ เป็นต้น
“ซึ่งน้ำหนักของสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง‘กองทุนหุ้น’ที่มากน้อยแตกต่างกันนั้น ก็จะเป็นตัวกำหนด‘ความเสี่ยง’หรือ‘ความผันผวน’ในภาพรวมของพอร์ตการลงทุนของคุณด้วยเช่นกัน”
สำหรับใครที่ยังลังเลว่าควรจะแบ่งน้ำหนักหรือสัดส่วนการลงทุนอย่างไรนั้น เรามีตัวอย่างการจัดพอร์ตตาม‘ความสามารถในการรับความเสี่ยง’มาแนะนำ เป็นตัวอย่าง 3 แบบ ซึ่งไม่แตกต่างจากการเลือกวัสดุอุปกรณ์มาใช้ในการสร้างบ้านของตัวคุณเอง ได้แก่
แบบที่1: “พอร์ตระมัดระวัง”หรือ“พอร์ตอยู่อย่างพอเพียง”รับความเสี่ยงได้น้อย มองหาผลตอบแทนที่มากกว่าเงินฝาก ซึ่งอาจแบ่งการลงทุนเป็นกองทุนตราสารเงิน 35%, กองทุนตราสารหนี้ 45%, กองทุนตราสารทุน 15% และกองทุนทองคำ 5%
แบบที่ 2: “พอร์ตปานกลาง”หรือ“พอร์ตอยู่อย่างพอดี”สามารถรับความเสี่ยงได้ระดับหนึ่งเพื่อโอกาสรับผลตอบแทนที่สูงขึ้น อาจปรับน้ำหนักการลงทุนเป็นกองทุนตราสารเงิน 33%, กองทุนตราสารหนี้ 45%, กองทุนตราสารทุน 15% และกองทุนทองคำ 7%
และแบบที่3: “พอร์ตเชิงรุก”หรือ“พอร์ตอยู่อย่างพอใจ”เป็นสายฮาร์ดคอที่สามารถรับความเสี่ยงได้มากแบบจัดหนักจัดเต็มเพื่อผลตอบแทนที่สูงขึ้น ก็อาจจะปรับน้ำหนักในสินทรัพย์เสี่ยงอย่างกองทุนตราสารทุนเป็น 70%, กองทุนตราสารเงิน 15%, กองทุนตราสารหนี้ 5% และกองทุนทองคำ 10%
“โดยเคล็ด (ไม่ลับ) ใน‘การจัดพอร์ตลงทุน’ก็แสนง่าย นั่นคือ ต้องรู้และเข้าใจสินทรัพย์ที่จะลงทุน, ลงทุนในจำนวนที่พอดี ที่เราสามารถดูแลได้ไหว และติดตามข้อมูลข่าวสาร ปรับพอร์ตให้เข้ากับสถานการณ์ ที่สำคัญการจัดพอร์ตกองทุนรวมในปัจจุบันไม่ได้ใช้เงินลงทุนมากอย่างที่คิด สามารถเลือกลงทุนด้วยตัวเองได้ง่าย ๆ หรือ ใครที่จัดพอร์ตไม่เป็น ในปัจจุบันก็มีหลายแห่งที่ให้บริการจัดพอร์ตลงทุนแบบอัตโนมัติผ่าน‘Robo Advisor’ซึ่งไม่ได้เสียค่าธรรมเนียมเพิ่มด้วย ซึ่งนักลงทุนที่สนใจสามารถติดตามแนวคิดในเรื่องการจัดพอร์ตลงทุนและข้อมูลที่เกี่ยวกับการลงทุนเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์www.setinvestnow.com
ท้ายที่สุด “การกระทำ” และ “การวางแผน” จะไม่มีความหมาย หาก “ไม่เริ่มลงทุน” โดยยิ่งเริ่มได้เร็วเท่าไหร่ก็จะช่วยให้เงินออกดอกออกผลได้รวดเร็วเท่านั้น และที่สำคัญควรทำให้มีความสม่ำเสมอจนเกิดเป็นวินัย “อย่าผัดวันประกันพรุ่ง” เพราะอาจทำให้เป้าหมายที่กำหนดไว้ไม่ประสบความสำเร็จ อย่าลืมว่าคุณสามารถ “ออกแบบชีวิตให้ตัวเองได้ เริ่มด้วยการสร้างพอร์ต‘กองทุนรวม เริ่มง่าย ใช้เงินน้อย’ มาจัดพอร์ตการลงทุนที่ใช่…ตามสไตล์ที่ชอบกันดีกว่า เริ่มง่าย…ใครๆ ก็ทำได้
>> มาดูกันว่าคุณรับความเสี่ยงลงทุนได้ระดับไหน จะสร้างพอร์ตแบบ “พอเพียง” “พอดี” หรือ “พอใจ”คลิก
>> สนใจเปิดบัญชีกองทุนรวม: คลิกเลย!!
คำเตือน: ผลตอบแทนในอดีต มิได้รับประกันถึงผลตอบแทนในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...