โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

เผยประสบการณ์ชีวิต 20 ปีของ “หนุ่ย พงศ์สุข” ในรายการ เจาะใจ

BT Beartai

อัพเดต 31 ม.ค. 2563 เวลา 03.14 น. • เผยแพร่ 30 ม.ค. 2563 เวลา 09.51 น.
เผยประสบการณ์ชีวิต 20 ปีของ “หนุ่ย พงศ์สุข” ในรายการ เจาะใจ

หนุ่ย พงศ์สุข เปิดเผยเรื่องราว จากจุดเริ่มต้นจากคนที่ “สนใจด้านไอที” จนมาสู่ความเป็น “เจ้าพ่อไอที” ที่ทุกคนเรียกขาน พร้อมเผยบทเรียนที่เกิดจากความผิดพลาดจากความมั่นใจเรื่อง “ทีวีดิจิทัล” จนแทบล้มละลาย และสามารถก้าวข้ามจนกลายมาเป็น “เว็บไซต์ไอทีอันดับ 1 ของไทย” ได้อย่างไร? เผยหมดเปลือกผ่านรายการเจาะใจ

ก้าวแรกของ หนุ่ย พงศ์สุข

หนุ่ย พงศ์สุข เริ่มต้นความเป็นพิธีกรครั้งแรก จากการเข้าประกวดรายการ ตัวต่อตัว ซึ่งเป็นรายการประกวดการแสดง ซึ่งได้รับรางวัลชนะเลิศพร้อมเงินรางวัล 1 ล้านบาท ซึ่ง ณ ตอนนั้นเขายังเรียนอยู่ชั้น ม.5 อยู่ เปรียบเสมือนการถูกลอตเตอรีรางวัลที่ 1 และถือเป็นจุดเริ่มต้นของความเป็นเจ้าพ่อไอทีจนทุกวันนี้ ซึ่งหนุ่ย พงศ์สุข ก็ถือว่าเป็นคนแรกที่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านคอมพิวเตอร์ได้เป็นคนแรกของคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เปรียบเสมือนกูรูยุคแรกเริ่มของวงการไอที เพราะคู่มือต่าง ๆ ในยุคนั้นยังคงเป็นสิ่งที่เรียกว่า Text Book ภาษาอังกฤษทั้งหมด ซึ่งดูยากและอ่านยากมาก ๆ ทำให้คนมาปรึกษาหนุ่ย พงศ์สุข แทน และยิ่งตอบคำถาม ให้คำปรึกษาบ่อยขึ้น ก็ต้องหาความรู้มากขึ้นเรื่อย ๆ และได้แกะทุกสิ่ง ลองทุกอย่าง

เงินก้อนสุดท้าย และก้าวแรกสู่การเป็นบริษัท

หลังจากที่เรียนจนถึงมหาวิทยาลัยปี 4 ก็ได้นำเงินแสนบาทก้อนสุดท้ายที่เหลือมาลงทุนตั้งบริษัทในชื่อ Show No Limit Co.,Ltd. หรือบริษัท โชว์ไร้ขีด จำกัด และได้ทำรายการ แบไต๋ Hitech ครั้งแรกบนทีวีจอเงิน

วิกฤติ “ดิจิทัลทีวี” ทำเกือบ “เจ๊ง” !!

ซึ่งหลังจากได้ทำรายการ แบไต๋ไฮเทค ไปซักพัก ก็ได้เริ่มมีการประมูลช่อง “ทีวีดิจิทัล” ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นการปฎิวัติช่องทางการออกอากาศของสถานีโทรทัศน์ครั้งแรก โดยเพิ่มช่องกว่า 24 ช่องจากเพียง 5 – 6 ช่องเท่านั้น ซึ่งหนุ่ย พงศ์สุข ก็ได้รับโอกาสในการเข้าไปทำรายการต่าง ๆ ภายในช่องเหล่านั้นกว่า 12 รายการใน 6 ช่องสถานี ฟังดูเหมือนจะเป็นก้าวสำคัญที่จะเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด แต่กลับกลายเป็นว่าไม่ใช่อย่างที่คิด

เพราะค่าโฆษณาจากเดิมที่จะได้รับในราคาหลักแสนต่อนาทีในช่วง Non-Prime time แต่พอมาอยู่ในช่วง Prime Time ของดิจิทัลทีวี กลับเหลือเพียงนาทีละหลักหมื่นนิด ๆ เท่านั้น ซึ่งนั่นไม่เพียงพอสำหรับค่าโปรดักชันทำรายการอย่างแน่นอนทั้งค่าดารา ค่าฉาก ค่าไฟ ฯลฯ ซึ่งทำให้ หนุ่ย พงศ์สุข ณ เวลานั้น

เลือดไหลหมดตัว (เจ๊ง) ภายใน 1 ปี

จาก “เกือบปิดบริษัท” สู่ “เจ้าพ่อไอที”

หลังจากเหตุการณ์นั้น ตุ๊ก จามรี หิรัญพฤกษ์ ภรรยาหนุ่ย พงศ์สุข ก็ได้ปรึกษาและคิดว่า ควรจะปิดบริษัท เพื่อไม่ให้เงินไหลออกไปมากกว่านี้ แต่หนุ่ย ตอบกลับไปว่า

ถ้าเราประกาศปิดบริษัท เจ้าหนี้จะมาหาเราทั้งหมด แต่ถ้าเราฝืน ค่อย ๆ แก้ปัญหาไปทีละน้อย เรายังคงมี Credit Term อยู่

สุดท้ายก็ได้ใช้เวลาแก้ไขปัญหานี้อยู่ 4 ปี โดยการตัดสิ่งที่ตัวเองไม่ถนัดออก โดยการย้ายไปทำออนไลน์ 100% ยุติชีวิตการเช่าคนอื่น ทั้งผังรายการ, สถานที่สตูดิโอ จากเดิมที่อยู่ตึกดิจิทัล เกตเวย์ ชั้น 4 ติด BTS สยาม ทำรายการ แบไต๋ไฮเทค Daily 5 Live ที่มีการถ่ายรายการทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ ออกสด 5 วัน 5 ช่อง รวม ๆ ค่าผลิตรายการและทีมงานก็ตก 2.5 – 3 ล้านบาทต่อเดือน จึงต้องหยุดไป และกำเอาเงินก้อนสุดท้าย 2 ล้านบาทซึ่งเป็นเงินกู้ที่ติดลบได้ 2 ล้านสุดท้าย กลับมาทำการทุบสนามหญ้าหลังบ้านของตัวเอง แล้วทำเป็นสตูดิโอที่ชื่อ Show No Lake Studio ขึ้นมา

จุดเริ่มต้นของ beartai ในรูปแบบรายการบน Social Media

และที่แห่งนี้ก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นในการทำ Social Experiment ของบริษัทว่า Beartai ในรูปแบบโซเชียล จะสามารถไปได้ขนาดไหน? โดยมีสถิติว่า คนไทยดู Facebook มากที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก และเป็นอันดับหนึ่งของโลกในการดูสั้นที่สุด โดยการดูเฉลี่ยเพียง 6 วินาที และยังมีพฤติกรรมต่าง ๆ มากมายใน Social อื่น ๆ ที่น่าสนใจ จึงทำให้เกิดรูปแบบการถ่ายรายการใหม่ที่

เลิกทักทาย เลิกเกริ่น เลิกไตเติ้ลรายการทั้งหมด เข้าเรื่องทันที

ที่สำคัญคือ คนส่วนใหญ่มักจะปิดเสียงก่อนเปิดเสียงดู เพราะมักจะดูอยู่ในที่ทำงาน บนรถไฟฟ้า หรือที่อื่น ๆ ที่ไม่เหมาะกับการเปิดเสียงฟัง ก็เลยต้องหาวิธีเรียกสายตาเพื่อให้คนสนใจ นั่นคือการ “หมุนตัว” ก่อนเพื่อเรียกสายตาไม่ให้ไถผ่าน

นอกจากนี้ยังต้องมีการศึกษาเรื่อง Realtime Content ว่าปัจจุบันกระแสตอนนี้มีเรื่องอะไรบ้าง แล้วเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เราถนัดและสามารถให้คำตอบสังคม ณ เวลานั้นได้หรือไม่ จากสมัยก่อนรายการเป็นผู้เลือกว่า สิ่งไหนน่าสนใจ แล้วเข้าไปทำรายการ เจาะลึกสิ่งนั้น แต่ ณ เวลานี้ สังคมต่างหากเป็นผู้เลือกว่าเราควรจะทำรายการแบบไหน เขาอยากรู้อะไรเราทำสิ่งนั้น ยกตัวอย่างเช่น ช่วง Facebook ประกาศสกุลเงินคลิปโตใหม่ Libra แบไต๋ก็จัดการทำคลิปนี้เป็นคลิปแรกของประเทศไทย เพื่อสื่อให้รู้ว่า เงินสกุลนี้เป็นอย่างไร มีใครร่วมทำบ้าง และจะส่งผลกระทบอะไรกับเราบ้างในอนาคตถ้าเกิดขึ้น

และสำหรับคลิปแรกที่สามารถสร้างกระแสให้กับ beartai ได้อย่างมากเกิดขึ้นจากช่วงที่ทนายท่านหนึ่งโดนตรวจของเหลวขึ้นเครื่องบิน จากกฎการบินว่า ห้ามนำของเหลวเกิน 100 มิลลิลิตรขึ้นเครื่อง และแกได้เผลอติดครีมที่มีราคาค่อนข้างแพงขึ้นไป แล้วโดนบังคับให้ทิ้ง แกก็ถ่ายภาพโพสต์ลงโซเชียลจนกลายเป็นกระแส ซึ่งคนก็เข้าไปถกเถียงกันในเฟซบุ๊กเขา

แต่หนุ่ย พงศ์สุข ไม่ได้คิดแบบเดียวกัน ซึ่งเขาได้เดินทางไปถึงสนามบินสุวรรณภูมิ โดยที่นั่นเขามีเครื่องบริการฝากส่งไปรษณีย์อัตโนมัติ (APM) อยู่ใกล้ ๆ จุดเอ็กซเรย์ แล้วถ่ายทำออกมาเป็นคลิปสั้น ๆ ที่ทำให้เห็นว่ามีวิธีแก้ง่าย ๆ แค่เพียงส่งไปรษณีย์กลับบ้านแบบอัตโนมัติกลับไปแค่นั้นเอง

หลักการและแนวทางในการ “รีวิวสินค้า”

ในสมัยก่อนรายการโทรทัศน์จะใช้วิธีการรับสปอนเซอร์ด้วยการโฆษณาคั่นรายการ ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็มักจะเปลี่ยนช่องหนี เพราะไม่อยากดูโฆษณา แต่สมัยนี้เปลี่ยนไปมาก คนที่เข้ามาซื้อโฆษณาจะกลายเป็นว่า อยากให้เราพูดถึง ให้เรา “รีวิวสินค้า” นั้น ๆ ที่ส่งมาให้ ซึ่ง beartai เราก็ต้องมีการตั้งเงื่อนไขการรีวิวสินค้าเอาไว้ว่า นอกจาก “ชม” แล้ว เรายังต้องมีการ “ติ” ในมุมที่สัมผัสได้จากการใช้จริง มอบความจริงใจให้กับผู้ชมของรายการ

ย้ายจาก “หลังบ้าน” สู่ สตูดิโอ “แห่งใหม่”

หลังจากที่เริ่มมีกำไรกลับมา ก็ได้ทำการย้ายจาก Show No Lake Studio หลังบ้าน มาสู่สถานที่ใหม่ ณ ซอย RCA พร้อมกับเพิ่มพนักงานและคุณภาพรายการให้ดียิ่งขึ้นเรื่อย ๆ พร้อม Talent ใหม่มากความสามารถที่ได้เห็นผ่านช่องทางทั้ง Facebook และ YouTube พร้อมมอบความรู้ สาระและความบันเทิงให้กับผู้ชมทุกคน

FUTURE IS NOW & ข่าวร้ายที่คุณต้องรู้

ปัจจุบันความรู้ทุกอย่างอยู่บนอินเทอร์เน็ตหมดแล้ว ใครอยากรู้อะไรก็แค่ ค้นหาได้ง่ายขึ้น ยิ่งปัจจุบันเรามีเทคโนโลยีต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น VR ที่สามารถพาคุณเดินทางไปเที่ยวทั่วโลกได้อย่างง่ายดายเหมือนกับประตูไปที่ไหนก็ได้ของโดราเอมอน

และคนไทยต้องก้าวข้าม Digital Transformation ให้ได้ ซึ่งหนุ่ย พงศ์สุข ก็ได้ตั้งใจสร้าง “โลกอนาคต” ออกมาให้ปรากฎตรงหน้า เพื่อหวังให้กระบวนการการเห็นและเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์นั้น จะทำให้คนรู้สึกว่าโลกเปลี่ยนไปขนาดไหน และจะต้องศึกษาเรียนรู้เพิ่มเติมด้านใดบ้างเพื่อตอบรับอนาคตเหล่านี้กับหลังสูตร “FIN 2575” (Future is now) เพื่อพาเด็กไทยวันนี้ ก้าวข้ามอนาคตไปในปี 2575 ว่า ในอนาคตอาชีพอะไรจะเลิก อะไรไม่ต้องเรียนแล้ว โอกาสใหม่ ๆ ในโลกข้างหน้ามีอะไรบ้าง ซึ่งในมุมเทคโนโลยี ณ ปัจจุบันเราเริ่มมองเห็นแล้ว ยกตัวอย่างเช่น เรื่องของ AI จะมาทำหน้าที่แทนมนุษย์ในหลากหลายอย่างแน่นอน เพราะระบบการประมวลผลของ AI จะมีความชาญฉลาดมากขึ้นผ่านระบบการเรียนรู้แบบพิเศษและสามารถมาคิดและทำแทนมนุษย์ได้ โดยเฉพาะงานแบบ Routine แบบเดิม ๆ ซ้ำซาก

ยุคต่อไปเจ้าของกิจการจะมีความท้าทายมากขึ้นในด้านการสร้างสมดุลระหว่างการจ้างแรงงานคนและการสร้างหุ่นยนต์ เพราะหุ่นยนต์หรือ AI เมื่อมาทำงานแทนคน มันสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ต้องหยุดพัก ไม่มีหิว ไม่มีอารมณ์มาเป็นส่วนประกอบ และยิ่งยุค 5G ที่มีความเร็วอินเทอร์เน็ตที่สูง และความหน่วงที่ต่ำมาก ๆ จนแทบ ไร้ดีเลย์ ก็จะทำให้การสั่งงานหุ่นยนต์ระยะไกลทำได้ง่ายขึ้น รวมไปถึงการเก็บข้อมูล BIG DATA ขนาดมหาศาลพร้อมประมวลผลได้ทันที

มนุษย์ยุคหน้าต้องมี Soft Skill ใหม่ ๆ โดยเฉพาะด้านการเขียนโปรแกรม หรืองานที่ต้องการ Emphathy หรือความเห็นใจเช่นงานบริการต่าง ๆ จะเป็นงานที่มีโอกาสถูก Disrupt ได้น้อย

 

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส

แชร์โพสนี้

เผยประสบการณ์ชีวิต 20 ปีของ “หนุ่ย พงศ์สุข” ในรายการ เจาะใจ
เผยประสบการณ์ชีวิต 20 ปีของ “หนุ่ย พงศ์สุข” ในรายการ เจาะใจ
เผยประสบการณ์ชีวิต 20 ปีของ “หนุ่ย พงศ์สุข” ในรายการ เจาะใจ
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...