โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ โฉมใหม่ อลังการงานโบราณคดีหลังพุทธศตวรรษที่ 18 กว่า 900 ชิ้น

Sarakadee Lite

อัพเดต 03 พ.ค. 2564 เวลา 14.55 น. • เผยแพร่ 21 เม.ย. 2564 เวลา 19.26 น.

อาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ สปอตไลต์ห้องใหม่ของ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ที่นี่เป็นอาคารสำคัญที่จัดแสดงหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีในประเทศไทยหลังพุทธศตวรรษที่ 18 รวม 918 รายการ โดยปัจจุบันเปิดให้บริการครบทั้ง 5 ห้องหลังการปิดปรับปรุงครั้งใหญ่

อาคารประพาสพิพิธภัณฑ์

อย่างที่หลายคนทราบว่าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ได้ทยอยปรับปรุงอาคารและรูปแบบการจัดแสดงครั้งใหญ่ภายใต้โครงการอนุรักษ์และพัฒนาพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) มาตั้งแต่ พ.ศ.2555 เพื่อลบภาพจำว่าการเที่ยวพิพิธภัณฑ์เป็นเรื่องน่าเบื่อ แต่ละห้องนิทรรศการทำการปรับโฉมให้มีพื้นที่โล่งมากขึ้น การจัดแสงสวยงาม และคัดเลือกโบราณวัตถุชิ้นสำคัญนำมาจัดแสดงแบบที่ผู้ชมสามารถชมได้ 360 องศา นอกจากนี้ยังมีการนำเทคโนโลยีอย่าง หน้าจอสัมผัส (Touch Screen) วีดิทัศน์คิวอาร์โค้ด (QR-Code)และ เออาร์โค้ด (AR-Code) เข้ามาเสริมเพื่อให้ข้อมูลน่าสนใจขึ้น ที่สำคัญผู้ชมยังสามารถถ่ายรูปได้โดยไม่ใช้แฟลช

งาช้างแกะสลักเรื่องราวพุทธศาสนา

ปัจจุบันได้มีการจัดแสดงศิลปะงานช่างหลวงในส่วนอาคารหมู่พระวิมาน จำนวน 14 ห้อง และล่าสุด อาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ ที่จัดแสดงหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีในประเทศไทยหลังพุทธศตวรรษที่ 18 ได้บูรณะเสร็จสมบูรณ์แล้วพร้อมจัดแสดงโบราณวัตถุรวม 918 รายการภายใน 5 ห้องนิทรรศการ ซึ่งแบ่งตามไทม์ไลน์ของอาณาจักรต่างๆ ได้แก่ ห้องสุโขทัยและห้องล้านนาซึ่งเป็น 2 ห้องใหม่ที่เพิ่งเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2564 ตรงกับวันอนุรักษ์มรดกไทย และอีก 3 ห้องที่เปิดให้เข้าชมตั้งแต่เมื่อ 2 ปีก่อนคือ ห้องกรุงศรีอยุธยา ห้องกรุงธนบุรี-รัตนโกสินทร์ตอนต้น และห้องกรุงรัตนโกสินทร์

แต่ละห้องมีไฮไลต์อะไรที่น่าสนใจบ้าง ยุทธนาวรากร แสงอร่าม ภัณฑารักษ์ชำนาญการ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครจะพาเราไปชมกัน

ศิลาจารึกหลักที่ 1

ห้องสุโขทัย

แน่นอนว่าเมื่อกล่าวถึงอาณาจักรสุโขทัย บทเรียนประวัติศาสตร์ว่าด้วยความเจริญรุ่งเรืองและความอุดมสมบูรณ์ของอาณาจักรแห่งนี้ที่ถ่ายทอดผ่านศิลาจารึกหลักที่ 1 โดยเฉพาะในประโยคที่ว่า “เมืองสุโขทัยนี้ดี ในน้ำมีปลาในนามีข้าว ทำให้ศิลาจารึกหลักนี้ที่ค้นพบที่เนินปราสาทเมืองเก่าสุโขทัย จังหวัดสุโขทัยเมื่อ พ.ศ.2376 เป็นโบราณวัตถุชิ้นเอกที่ผู้ชมให้ความสนใจมากที่สุด

“ไพร่ฟ้าหน้าใส” คำที่หลายคนคุ้นเคยในจารึกหลักที่ 1

ศิลาจารึกหลักที่ 1 ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกความทรงจำแห่งโลกเมื่อ พ.ศ. 2546 โดยองค์การยูเนสโกและยังเป็นหนึ่งในโบราณวัตถุและศิลปวัตถุที่ควบคุมการทำเทียมซึ่งมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 9 รายการ โดยการจำลองต้องมีขนาดไม่เท่ากับต้นแบบจริงและต้องขออนุญาตกับกรมศิลปากร ถ้าเป็นพระพุทธรูปหรือรูปเคารพต่าง ๆ ต้องประทับคำว่า “จำลอง” ถ้าเป็นโบราณวัตถุและศิลปวัตถุอื่น ต้องประทับคำว่า “สิ่งเทียม” ในจุดที่เห็นได้ชัด

จารึกปู่ขุนจิดขุนจอด

“ในศิลาจารึกหลักที่ 1 เป็นหลักฐานแสดงความเจริญรุ่งเรืองในสมัยนั้น เช่น หลักฐานการประดิษฐ์อักษรไทย ระบบชลประทาน เหตุการณ์ต่าง ๆ และเพื่อสดุดีพระเกียรติพ่อขุนรามคำแหง แต่หากต้องการศึกษาการก่อร่างสร้างอาณาจักรสุโขทัยอย่างสมบูรณ์ควรศึกษาจารึก 3 หลักที่จัดแสดงอยู่ใกล้กันด้วย ประกอบด้วย จารึกปู่ขุนจิดขุนจอด ที่มีการบันทึกรายชื่อบรรพบุรุษของราชวงศ์พระร่วง จารึกนครชุม ที่เป็นหลักฐานแสดงความเชื่อ ความศรัทธาและความรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ และ จารึกวัดศรีชุม ที่กล่าวถึงประวัติศาสตร์ช่วงแรกสร้างอาณาจักร” ยุทธนาวรากร อธิบาย

เทวรูปที่โดดเด่นในห้องจัดแสดงคือเทวรูปสำริดขนาดใหญ่ของพระพรหม พระอิศวรและพระวิษณุ ที่มีอายุกว่า 600 ปี แสดงถึงอิทธิพลของศาสนาฮินดูต่อลัทธิเทวราชาของอาณาจักรเขมรและส่งต่อสู่อาณาจักรสุโขทัยและอยุธยา

เทวสตรีพระอุมาเทวี

“เทวรูปส่วนใหญ่สร้างขึ้นเพื่อแสดงอำนาจจึงมักมีกล้ามเนื้อที่น่าเกรงขาม แต่ช่างสุโขทัยคุ้นเคยกับการสร้างพระพุทธรูปที่นิยมพระพักตร์ยาวรูปไข่ พระอุระเพียว แขนเป็นลำเทียน ทำให้เทวรูปที่สร้างในอาณาจักรสุโขทัยมีการลดทอนกล้ามเนื้อ และอยากให้สังเกตว่าในห้องนี้มีเทวสตรีเพียงองค์เดียวคือพระอุมาเทวี เป็นเทวสตรีศิลปะสุโขทัยที่ค้นพบเพียงองค์เดียวในสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ นอกจากนี้ยังมีเทวรูปพระหริหระซึ่งเป็นการรวมร่างของเทพเจ้าสูงสุดในศาสนาฮินดูคือ พระวิษณุ (หริ) และพระอิศวร (หระ)”

ลายปลาเอกลักษณ์ของสุโขทัย

เครื่องปั้นดินเผาสุโขทัยหรือสังคโลก เป็นไฮไลต์อีกอย่างของห้องนี้ที่แสดงให้เห็นถึงการเป็นเมืองอุตสาหกรรมผลิตสังคโลกและเส้นทางการค้าขายกับนานาประเทศ เมื่อจีนประสบปัญหาการเมืองภายในประเทศในขณะนั้นและห้ามการส่งออกเครื่องปั้นดินเผา จึงเป็นโอกาสดีที่สุโขทัยได้พัฒนาการผลิตสังคโลกเพื่อทดแทนจีนและส่งออกทางทะเลไปยังฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และญี่ปุ่น

“สังคโลกที่อยู่ในสภาพเกือบสมบูรณ์ส่วนใหญ่มาจากแหล่งเรือจมบริเวณอ่าวไทย มีทั้งสังคโลกจากเตาทุเรียง เมืองสุโขทัย และแหล่งเตาบ้านป่ายาง บ้านเกาะน้อย เมืองศรีสัชนาลัย โดยส่วนใหญ่มีรูปแบบจีนตามความต้องการของตลาด นี่จึงเป็นหลักฐานว่ามีการผลิตสังคโลกเพื่อส่งออกผ่านเส้นทางการค้าทางทะเล”

ห้องล้านนา

ห้องล้านนานำเสนอเรื่องราวอาณาจักรที่พญามังรายสถาปนาเมื่อ พ.ศ.1839 โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองเชียงใหม่ ช่วงแรกของศิลปะล้านนารับอิทธิพลพุทธศาสนาเถรวาทแบบมอญ ผ่านวัฒนธรรมหริภุญไชย ต่อมารับอิทธิพลศิลปะอินเดียผ่านทางศิลปะพุกาม และอิทธิพลศิลปะลังกาผ่านศิลปะสุโขทัย จนมีพุทธศิลป์ที่เป็นเอกลักษณ์ เช่น พระสิหิงค์

“พระสิงห์ หรือ พระสิหิงค์ เป็นพระพุทธปฏิมาที่เป็นลักษณะเฉพาะของล้านนา ส่วนใหญ่เป็นปางมารวิชัยเพราะได้รับอิทธิพลจากอินเดียเหนือผ่านทางศิลปะพุกาม พระพักตร์กลม อวบอิ่ม ประทับนั่งขัดสมาธิเห็นฝ่าพระบาททั้งสองข้าง ขมวดพระเกศาเป็นทรงก้นหอยขนาดใหญ่และพระรัศมีเป็นดอกบัวตูม ครองจีวรห่มเฉียงโดยชายสังฆาฏิสั้นเหนือพระถัน”

พระแก้ว
เครื่องพุทธบูชาจากทองและเงิน

ภัณฑารักษ์กล่าวเพิ่มเติมว่าโบราณวัตถุที่โดดเด่นอีกอย่างหนึ่งคือ พระแก้ว ที่แสดงฝีมือการแกะสลักแก้วผลึกของช่างล้านนา และเครื่องพุทธบูชาทำจากของมีค่า เช่น ทอง เงิน และแก้ว ที่พบเป็นจำนวนมากจากวัดเจดีย์สูง ในอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่

พระพุทธรูปปางปฐมเทศนา

พระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่สะกดสายตาผู้ชมในห้องนี้คือพระพุทธรูปปางปฐมเทศนา ศิลปะทวารวดี ประทับนั่งห้อยพระบาทบนฐานกลีบบัว เป็นพระพุทธรูปที่ประกอบด้วยชิ้นส่วน 5 ชิ้นคือ พระเศียรและบั้นพระองค์ ได้มาจากวัดพระยากง จังหวัดอยุธยา ส่วนพระอุระ พระเพลา และพระบาท ได้มาจากวัดพระเมรุ จังหวัดนครปฐม

“เป็นพระพุทธรูปสีหินปูนและออกขาว มีเส้นสายแร่ เชื่อว่าเดิมอยู่ที่วัดพระเมรุ นครปฐมและอัญเชิญไปที่อยุธยาบางส่วน ช่างสมัยก่อนใช้การสลักลิ่มเพื่อยึดชิ้นส่วนทั้งหมดติดกัน ในการซ่อมองค์พระได้ใช้ปูนซีเมนต์กับปูนปลาสเตอร์และใช้แท่งพลาสติกเป็นแกนหรือเดือยเพื่อยึดชิ้นส่วนต่างๆเข้าด้วยกัน พระหัตถ์ทั้งสองข้างปั้นใหม่โดยอิงรูปแบบจากพระพุทธรูปปางแสดงธรรมในยุคทวารวดี”

ขวาสุด : พระพุทธรูปทรงเครื่องใหญ่ ปางประทานอภัย

ห้องกรุงศรีอยุธยา

ยุทธนาวรากร อธิบายว่าพระพุทธรูปที่สร้างในช่วงอาณาจักรอยุธยาได้รับอิทธิพลจากทางเขมรมากกว่าทางสุโขทัย ในช่วงอยุธยาตอนต้นพระพุทธรูปจะมีพระพักตร์ทรงสี่เหลี่ยม และพระรัศมีมีเปลวแหลม

“สิ่งที่โดดเด่นคือการสร้างพระพุทธรูปทรงเครื่อง มีตั้งแต่ทรงเครื่องน้อยและทรงเครื่องใหญ่ เครื่องทรงที่เป็นลวดลายกนกมีการเว้นห่างช่องไฟ มีความโปร่ง นิ้วพระหัตถ์สวมพระธำมรงค์เกือบครบทุกนิ้ว มงกุฎไม่สูงแหลมเท่าในสมัยรัตนโกสินทร์ คติความเชื่อการสร้างพระพุทธรูปทรงเครื่องมีหลายคติ บ้างก็ว่ามาจากตอนที่พระพุทธเจ้าแสดงปาฏิหาริย์ที่เวฬุวัน บ้างก็ว่าสร้างเพื่อเป็นพระพุทธรูปฉลองพระองค์แทนองค์กษัตริย์ บางความเชื่อก็ว่าถ้าพระพุทธเจ้าไม่ทรงผนวชก็จะเป็นองค์จักรพรรดิ์”

ซ้าย : ตู้พระธรรมลายรดน้ำฝีมือช่างครูวัดเชิงหวาย

ตู้พระธรรมฝีมือช่างครูวัดเชิงหวายในพุทธศตวรรษที่ 23-24 เป็นหนึ่งในโบราณวัตถุชิ้นเอกของกรุงศรีอยุธยา อาณาจักรที่มีความรุ่งเรืองทางการเมืองการปกครอง ความเจริญทางเศรษฐกิจในฐานะเมืองท่าของภูมิภาคเอเชีย และความรุ่งเรืองในพระพุทธศาสนาในช่วงอายุ 417 ปี นับจากการสถาปนาเมื่อ พ.ศ.1893

ตู้พระธรรมชิ้นนี้มีลวดลายรดน้ำปิดทองประณีตงดงามและเป็นหนึ่งใน 9 รายการของโบราณวัตถุและศิลปวัตถุที่ควบคุมการทำเทียมและได้รับการยกย่องว่าเป็นตู้พระธรรมที่งดงามที่สุดในประเทศไทย ลวดลายกนกเครือเถาวัลย์มีความอ่อนช้อยและซ้อนทับกันอย่างวิจิตรพร้อมกับลวดลายสิงสาราสัตว์เพื่อจำลองถึงความอุดมสมบูรณ์ของกรุงศรีอยุธยา ความสงบสุขของบ้านเมืองที่ทำให้ช่างศิลปะสามารถรังสรรค์ผลงานชิ้นเอกได้อย่างเต็มที่และความรุ่งเรืองจนสามารถใช้ทองมากมายทำลวดลายรดน้ำอย่างประณีต

ธรรมาสน์ วัดใหญ่สุวรรณาราม

ธรรมาสน์ที่สร้างในช่วงพุทธศตวรรษที่ 23 และได้มาจากวัดใหญ่สุวรรณาราม จังหวัดเพชรบุรี เป็นอีกชิ้นไฮไลต์ที่แสดงฝีมือช่างศิลปะชั้นสูงในสมัยอยุธยา “ฐานโค้ง หลังคาแอ่นเป็นปราสาทซ้อนเป็นชั้น ๆ และเสาที่สอบขึ้นให้ความรู้สึกอ่อนช้อย เหล่านี้แสดงถึงสุนทรียะเชิงช่างชั้นสูง” ภัณฑารักษ์กล่าว

ห้องกรุงธนบุรี-รัตนโกสินทร์ตอนต้น

ห้องนี้จัดแสดงโบราณวัตถุเพื่อบอกเล่าประวัติศาสตร์การก่อตั้งราชอาณาจักรใหม่ในนามกรุงธนบุรี เมื่อ พ.ศ. 2310 โดยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชภายหลังการล่มสลายของกรุงศรีอยุธยาจนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงปราบดาภิเษกเมื่อ พ.ศ. 2325 และทรงย้ายเมืองมาฟากตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาและทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์

โบราณวัตถุชิ้นสำคัญ อาทิ พระแท่นไม้ลงรักปิดทองของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชที่มีอักษรจีนแกะสลักแปลว่ากษัตริย์และประดับด้วยลายมงคลตามความเชื่อของจีน เช่น ลายมังกร ดอกโบตั๋น และดอกเบญจมาศ รวมไปถึงพระเก้าอี้พับของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชที่ทรงใช้ในยามราชการสงคราม

พระพุทธรูปทรงจีวรลายดอก

พระพุทธรูปทรงเครื่องในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์นิยมทรงเครื่องใหญ่อย่างวิจิตร มงกุฎทรงแหลมสูง สวมธำมรงค์ครบทั้ง 10 นิ้วพระหัตถ์และทรงฉลองพระบาท พุทธศิลป์ที่โดดเด่นอีกอย่างคือพระพุทธรูปทรงจีวรลายดอกตามลายของจีวรผ้าแพรจีนซึ่งนิยมถวายแด่พระสงฆ์ในช่วงสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3

ลับแลไม้ลงรักปิดทองลายกำมะลอเรื่องอิเหนา

ฉากลับแลไม้ลงรักปิดทองลายกำมะลอเรื่องอิเหนาที่สร้างขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ 24 เป็นอีกชิ้นที่งดงามวิจิตรทั้งด้านหน้าและด้านหลัง

“เคยสังเกตด้านหลังของธนบัตรราคา 20 บาทหรือเปล่า (แบบที่17รุ่นแรกในรัชกาลที่10)ว่าตรงมุมด้านขวาล่างมีภาพจากบทละครเรื่องอิเหนา (ตอนสังปะลิเหงะฤๅษีให้พรแก่อิเหนาและบุษบา) ซึ่งนำมาจากส่วนหนึ่งของภาพในฉากลับแลชิ้นนี้”

ห้องกรุงรัตนโกสินทร์

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 มีการเจริญสัมพันธไมตรีกับนานาชาติโดยทรงส่งราชทูตไปยังราชสำนักชาติมหาอำนาจตะวันตกและเปิดรับอารยธรรมตะวันตกมากขึ้นท่ามกลางกระแสลัทธิจักรวรรดินิยม รวมถึงมีการปรับเปลี่ยนโบราณราชประเพณีบางอย่างเพื่อให้ชาวต่างเห็นว่าสยามเป็นประเทศที่มีอารยะจนล่วงมาถึงพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ที่มีการปฏิรูประบบคมนาคมและสาธารณูปโภคให้ทันสมัยมากขึ้น

เหรียญที่ระลึกราชทูตไทยเข้าเฝ้าฯ พระจักรพรรดินโปเลียนที่ 3

โบราณวัตถุสำคัญที่จัดแสดงในห้องนี้ อาทิ รถไฟจำลองย่อส่วนจำนวน 5 ตู้ พร้อมรางที่สมเด็จพระนางเจ้าวิกตอเรียแห่งสหราชอาณาจักร ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อ พ.ศ. 2398 โดยหัวรถจักรมีตัวอักษร VICTORIA และสามารถเดินบนรางได้จริง และเหรียญที่ระลึกที่เจ้าพระยาศรีพิพัฒน์รัตนราชโกษา (แพ บุนนาค) หัวหน้าคณะราชทูตในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ไปเจริญสัมพันธไมตรีกับฝรั่งเศส โดยได้เดินทางไปเข้าเฝ้าฯ ถวายพระราชสาสน์และเครื่องบรรณาการแด่พระจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 และจักรพรรดินีเออเชนี ณ พระราชวังฟงแตนโบลเมื่อ พ.ศ.2404

พระโธรนองค์แรกสร้างขึ้นในรัชกาลที่ 5 / รถไฟจำลองย่อส่วนที่สมเด็จพระนางเจ้าวิกตอเรียถวายแด่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

“ไฮไลต์ในห้องนี้อีกชิ้นคือพระโธรน (Throne) หรือพระราชอาสน์พนักสูงเป็นไม้แกะสลักปิดทองซึ่งสร้างขึ้นเป็นองค์แรกเมื่อพ.ศ.2416 ในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยทรงยกเลิกธรรมเนียมการหมอบเข้าเฝ้าฯ และให้ขุนนางยืนเข้าเฝ้าฯ ได้ตามธรรมเนียมตะวันตก” ยุทธนาวรากรอธิบาย

โบราณวัตถุที่น่าสนใจยังมีอีกจำนวนมาก และการปรับโฉมอาคารและรูปแบบการจัดแสดงนิทรรศการที่ใช้เวลากว่า 7 ปีพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการเที่ยวพิพิธภัณฑ์ไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อเลย โดยเฉพาะใน 5 ห้องของ อาคารประพาสพิพิธภัณฑ์

Fact File

  • พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ถนนหน้าพระธาตุ เปิดเวลา 9.00-16.00 น. (ปิดวันจันทร์และวันอังคาร)
  • ค่าเข้าชม: ชาวไทย 30 บาท, ต่างชาติ 200 บาท, นักเรียน นักศึกษา ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป พระภิกษุ สามเณร และนักบวชทุกศาสนา ไม่เสียค่าเข้าชม
  • สอบถามเพิ่มเติม: โทรศัพท์ 0-2224-1333 และ 0-2224-1402 หรือ Facebook.com/nationalmuseumbangkok
  • พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน ภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร จัดนิทรรศการพิเศษ “อารยธรรมวิวัฒน์: ลพบุรี – ศรีรามเทพนคร” ระหว่างวันที่ 12 เมษายน – 20 มิถุนายน พ.ศ. 2564

The post อาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ โฉมใหม่ อลังการงานโบราณคดีหลังพุทธศตวรรษที่ 18 กว่า 900 ชิ้น appeared first on SARAKADEE LITE.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...