โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Gap Year คืออะไร? ถ้าเด็กไทยแก๊ปเยียร์บ้าง ทำอะไรดีในหนึ่งปีก่อนเข้ามหาวิทยาลัย

Dek-D.com

เผยแพร่ 14 มิ.ย. 2564 เวลา 04.13 น. • DEK-D.com
แนะนำทางเลือกสำหรับน้อง ๆ ที่อยากสู้ต่อในปีถัดไป พร้อมกิจกรรมที่ไม่ควรพลาดระหว่าง Gap Year

สวัสดีน้องๆ DEK64 และชาวเด็กดีทุกคนนะคะ หลังประกาศผล TCAS64 รอบ 3 Admission ไปแล้ว น้องๆ เป็นอย่างไรกันบ้าง ? พี่หลิงขอแสดงความยินดีกับน้องที่สอบติดคณะที่หวัง และเป็นกำลังใจให้น้องที่เลือกสู้ต่อในรอบ 4 หรือรอบรับตรงอิสระด้วยนะคะ ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร พี่หลิงเชื่อว่าเราทำดีที่สุดแล้ว น้องๆ เก่งมากที่ฝ่าฟันนานาอุปสรรคมาได้ แม้จะมีทั้งโควิด-19 การเรียนออนไลน์ หรือตารางสอบที่กระชั้นชิด เราก็ยังรอดมาถึงวันนี้ ว่าแล้วก็ปรบมือให้ตัวเองหน่อยเร็ว!

อย่างไรก็ตาม อาจมีน้อง ๆ บางคนไม่อยากเริ่มต้นชีวิตมหาลัยฯในภาวะโรคระบาด, ยังอยากสู้เพื่อคณะที่ฝันในปีหน้าอย่างเต็มที่ หรือแม้แต่ยังหาตัวเองไม่เจอ ยังไม่รู้เลยจริงๆ ว่าชอบอะไรกันแน่ วันนี้พี่หลิงเลยจะมาแนะนำอีกทางเลือกสำหรับคนที่อยากพักก่อน อย่างการ ‘Take Gap Year’นั่นเองค่ะ

ว่าแต่เจ้า Gap Year มันคืออะไรกันแน่นะ? แล้วเราจะใช้ช่วงเวลานี้ทำอะไรก่อนเข้ามหาวิทยาลัยดี? เราตามไปอ่านกันเลยดีกว่าค่ะ

Gap Year คืออะไร ?

ลองมาแปลตามความหมายตรงๆ กันก่อน ‘Gap’ แปลว่าช่องว่างหรือการหยุดพัก ส่วน ‘Year’ ก็คือปี เมื่อนำมารวมกัน ก็จะมีความหมายว่า ‘ปีแห่งการหยุดพัก’แต่จริงๆ แล้ว Gap Year นั้นไม่จำเป็นต้องกินเวลานานถึง 1 ปีก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนจะจัดสรรเวลาอย่างไร โดยส่วนมากในต่างประเทศจะนิยม Take Gap Year อยู่สองช่วง นั่นคือหลังเรียนจบ High School หรือหลังเรียนจบมหาวิทยาลัย เพื่อใช้เวลานี้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ ลองทำในสิ่งที่อยากให้เต็มที่ ก่อนก้าวเข้าสู่การเรียนในระดับอุดมศึกษา หรือโลกการทำงานนั่นเองค่ะ

ในบทความนี้ เราจะโฟกัสไปที่ Gap Year ก่อนเข้ามหาวิทยาลัยกันหรือที่น้องๆ หลายคนอาจเรียกอีกชื่อว่า ‘ซิ่วอยู่บ้าน’ แต่แหม ถ้าเอาแต่นั่งเครียดอ่านหนังสืออย่างเดียวก็น่าเสียดายแย่ พี่หลิงว่าเรามาลองหาอะไรทำให้หลากหลาย ใช้เวลาราวหนึ่งปีนี้คุ้มค่ากันดีกว่า ถ้ายังคิดกิจกรรมอื่นไม่ออก ไม่เป็นไรค่ะ พี่หลิงรวบรวมมาให้แล้ว มาส่องดูได้เลย!

5 กิจกรรม ชวนทำระหว่าง Gap Year

1. ออกเดินทางท่องเที่ยว

การออกเดินทางที่ว่าไม่ใช่แค่การเปลี่ยนจากบ้านมานอนโรงแรม แล้วยังคิดไม่ตกเรื่องเรียนต่อเหมือนเดิมนะคะ พี่หลิงอยากให้น้องๆ ได้ปลดปล่อยตัวเองจากความเครียด ทำใจให้สบาย ปล่อยหัวให้โล่ง แล้วผ่อนคลายไปกับบรรยากาศใหม่ๆ ดูบ้าง เชื่อสิว่าพอร่างกายได้พักผ่อนเต็มที่ กายพร้อมใจพร้อมแล้วเนี่ย คราวนี้จะทำอะไรก็ปัง!

ที่สำคัญ การท่องเที่ยวยังช่วยเปิดโลกให้เราได้มุมมองใหม่ ๆ ในการใช้ชีวิตด้วยนะ ลองชื่นชมธรรมชาติรอบตัว ดื่มด่ำไปกับสังคมแปลกตา สังเกตวิถีชีวิตผู้คน (ถ้าเข้าไปชวนเขาคุยได้จะดีมาก) ทำตามนี้แล้วเผลอๆ จะได้ความรู้สุด Exclusive ที่หาไม่ได้ในห้องเรียนอีกต่างหาก เหมือนที่เขาว่ากันว่า ‘การเดินทางคือการเรียนรู้’ ยังไงล่ะคะ

มีแต่ได้กับได้แบบนี้ เห็นทีพอสถานการณ์โควิดดีขึ้น พี่หลิงคงต้องเตรียมแพ็คกระเป๋าออกไปเที่ยวบ้างแล้วล่ะค่ะ อิอิ

2. อ่านหนังสือ (ที่ไม่ใช่หนังสือเรียน)

ข้อแรกอาจทำได้ยากในช่วงนี้ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเราจะเปิดโลกหรือหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ไม่ได้เลย พี่หลิงคิดว่าหนังสือเป็นอีกทางเลือกที่ดีทีเดียวค่ะ เพราะหนังสือเนี่ยมีให้อ่านหลากหลายมากๆ สมมติเราอยากไปเที่ยว เลยสนใจหมวดบันทึกการเดินทาง เราก็เลือกได้อีกว่าอยากไปประเทศแถบไหน เดินทางแบบไหน (แบ็คแพ็ค, ลุยเดี่ยว, ไปกับเพื่อน มีให้เลือกหมด) แถมเลือกสไตล์การเล่าของคนเขียนได้อีก ถ้าอยากชิลก็อ่านแนวเล่าสนุกๆ หรือถ้าอยากได้ความรู้ปึ้กๆ ก็จัดแนวท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ไปเลย ปังไหมล่ะ

ส่วนตัวพี่หลิงว่าหนังสือมีเสน่ห์ที่หาจากสื่ออื่นไม่ได้ เพราะการเล่าเรื่องผ่านตัวอักษรจะไม่จำกัดความคิดคนอ่านเราสามารถจินตนาการภาพ เสียง หรือแม้แต่กลิ่น รสชาติ และสัมผัสได้อย่างอิสระ ต่างจากสื่ออื่นๆ ที่มักกำหนดภาพและเสียงไว้แล้ว คุณสมบัตินี้แหละที่ทำให้เราเหมือนได้ไปอยู่ในสถานการณ์นั้นจริงๆ แถมยังรู้สึกอินตามไปกับตัวละครได้ง่ายด้วยล่ะค่ะ

ลองอ่านสักเล่มดูสิ แล้วจะรู้ว่าหนังสือพาเราไปได้ไกลกว่าที่คิดจริงๆ

3. ท้าทายตัวเองด้วยการ ‘ลอง’

สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นไม่เท่าลงมือทำ เพราะฉะนั้น การเรียนรู้ที่ดีที่สุดคือการเอาตัวเองไปอยู่สถานการณ์นั้นจริงๆ อย่างอยากลองเป็นนักแสดง แต่มัวนั่งดูคนอื่นอย่างเดียว ไม่เคยลองเข้าบทสักครั้ง เราก็คงไม่มีทางรู้ว่าสรุปเราชอบมันจริงรึเปล่า ทางเดียวที่จะพิสูจน์ได้คือต้องลองทำ ถ้าชอบก็ลุยต่อ ไม่ชอบก็ได้รู้ว่าสิ่งนี้ไม่ใช่

ช่วงเบรกนี้เป็นโอกาสดีสำหรับการลองผิดลองถูก อยากลองอะไรก็จัดไป ทำพาร์ตไทม์ก็ดี ฝึกงานในสายที่สนใจก็เริด (มีบางบริษัทรับนักเรียนด้วยนะ) หรือลองเข้าเวิร์คช็อป เล่นเซิร์ฟสเก็ต เต้นโคฟเวอร์ ดำน้ำดูปะการัง ทำจิตอาสา กิจกรรมไหนก็ดีไปหมด เพราะการลองหลายๆ สิ่ง จะทำให้เราได้ทักษะที่สามารถปรับใช้กับการเรียนมหาลัยได้ไม่มากก็น้อย ลองไปไม่สูญเปล่าแน่ รู้แบบนี้แล้วจะรออะไรอยู่ จริงไหมคะ ?

4. ใช้เวลากับตัวเอง

เชื่อไหมว่าการใช้เวลากับตัวเราคนเดียวเนี่ย มันช่วยฮีลใจได้มากจริงๆ ทุกวันนี้เราอาจไม่ค่อยใส่ใจสิ่งนี้เท่าไร จากสภาพสังคมที่เร่งรีบและแข่งขันกัน แต่ในเมื่อเลือกจะพักทั้งที ก็ไม่ควรมองข้ามคนที่ควรดูแลที่สุดอย่างตัวเราเองไปนะคะ เราไม่จำเป็นต้องทำตัว Productive ตลอดเวลาหรอก พักบ้างก็ได้ ใจดีกับตัวเองหน่อย เพราะแค่นี้โลกก็ใจร้ายกับเรามากแล้ว

วิธีใช้เวลากับตัวเองที่พี่หลิงแนะนำมากๆ คือการคุยกับตัวเองค่ะ จะเป็นคำถามง่ายๆ หรือลึกซึ้งหน่อยก็ดีทั้งนั้น พี่หลิงเองก็ทำอยู่เป็นประจำ ขอบอกว่านอกจากจะทำให้เรามีสติ รู้เท่าทันความรู้สึกแล้ว วิธีนี้ยังช่วยให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้นด้วยล่ะ ถ้าใครยังไม่รู้ว่าชอบอะไร ลองคุยกับตัวเองดูค่ะ ตัวตนของเราจะค่อยๆ ชัดเจนขึ้นจากคำตอบของน้องนั่นแหละ สู้ๆ นะ !

5. เตรียมรับมือการสอบครั้งต่อไป

อ๊ะๆ ไม่ได้จะไล่น้องๆ ไปอ่านหนังสือสอบนะคะ กลับมาก๊อนนน เตรียมรับมือในที่นี้ไม่ใช่ท่องตำราอย่างเดียวนะ พี่หลิงหมายความว่าอยากให้น้องๆ เตรียมตัวเองให้อยู่ในสภาพที่พร้อมที่สุดก่อนจะเข้าห้องสอบ ค้นคว้าหาข้อมูลเกี่ยวกับการสอบให้เรียบร้อย ลองเอาตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์เสมือนจริง (อย่างทำข้อสอบแบบจับเวลา มีคนมานั่งสอบด้วย ใช้ดินสอ 2B ฝนตัวอย่างกระดาษคำตอบ) และอย่าลืมศึกษาคณะและสาขาในดวงใจให้ดี เช็กให้ชัวร์ว่าใช้คะแนนอะไรบ้าง มีเกณฑ์บังคับอะไรไหม จะได้ไม่พลาดเป้าหมายที่ตั้งใจไว้เนอะ

ทั้งนี้ทั้งนั้น พี่หลิงก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการทบทวนบทเรียนจำเป็นมากๆ แต่ความกดดันเกินไปก็ไม่ดีเหมือนกัน เอาเป็นว่าพี่อยากให้น้องๆ ทุกคนแบ่งเวลาอย่างเหมาะสม กะน้ำหนักการอ่านแต่ละวิชาให้ดี (จะเน้นตามสัดส่วนคะแนนที่คณะกำหนดก็ได้นะ) ระหว่างนี้ก็อย่าลืมรักษาสุขภาพกายใจด้วย ถ้าทำได้ทั้งหมดนี้ รับรองว่าความพร้อมเราเต็มร้อยแน่นอน

ก่อนจะจากกันไป พี่หลิงอยากบอกอะไรกับน้อง ๆ ที่เลือก Take Gap Year สักนิด เราไม่ต้องรู้สึกแย่เลยนะคะ จังหวะชีวิตของคนเราไม่เท่ากันเป็นเรื่องปกติ เราอาจเข้ามหาวิทยาลัยช้ากว่าเพื่อน แต่นั่นไม่ได้แปลว่าพวกน้องไม่เก่งเลย สำหรับพี่หลิง คนที่ยืนหยัดในทางเลือกของตัวเองแม้สังคมจะไม่เห็นด้วย กล้าฮึดสู้และไม่ยอมแพ้เนี่ยเก่งที่สุดแล้วรู้ไหม :)

ไปช้าๆ ค่อยๆ ก็ได้ ถ้าไม่หยุดพยายามสักอย่าง ความสำเร็จก็ไม่ไกลเกินเอื้อม สำหรับวันนี้พี่หลิงต้องขอลาไปก่อน แล้วพบกันใหม่บทความหน้า สวัสดีค่า

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...