โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สรรพคุณ ฟ้าทะลายโจรราชาแห่งรสขม

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 11 มิ.ย. 2564 เวลา 14.06 น. • เผยแพร่ 11 มิ.ย. 2564 เวลา 14.05 น.

สมุนไพรเพื่อสุขภาพ/โครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งตนเอง มูลนิธิสุขภาพไทย www.thaihof.org

ฟ้าทะลายโจรราชาแห่งรสขม

สมคำพังเพย ‘หวานเป็นลมขมเป็นยา’ (1)

 

ในช่วงเวลาวิกฤตที่โควิด-19 กำลังระบาด ชาติต้องการระดมทรัพยากรทางปัญญามาร่วมด้วยช่วยกันต้านมหันตภัยโรคระบาด

แต่สมุนไพรฉายา “ฟ้าทะลายโจร” ที่เคยเป็นพระเอกปราบโจร กลับถูกตั้งข้อหาเป็นจำเลยของสังคมเสียเอง เพราะหาญกล้ามาปราบโจรโควิด-19 เกินหน้าเกินตายาเคมีเภสัชแผนปัจจุบัน

ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ฟ้าทะลายโจรเคยเป็นสมุนไพรยอดนิยมในยุคที่องค์การอนามัยโลกเริ่มประกาศเป้าหมายให้ประชาคมโลกบรรลุสุขภาพดีถ้วนหน้าก่อนปี 2543 (HEALTH FOR ALL by the YEAR 2000) โดยมีการสาธารณสุขมูลฐาน (Primary Health Care) เป็นเครื่องมือสำคัญอย่างหนึ่ง

กระทรวงสาธารณสุขไทยเองก็ได้ตั้งหน่วยงานสาธารณสุขมูลฐานระดับกองขึ้นมาในครั้งนั้น เพื่อส่งเสริมการใช้สมุนไพรในการดูแลสุขภาพเบื้องต้นของประชาชนโดยประชาชนและเพื่อประชาชน

ตอนนั้น ฟ้าทะลายโจรยืนโดดเด่นอยู่แถวหน้าของกลุ่มสมุนไพรในสาธารณสุขมูลฐาน

และเป็นสมุนไพรตัวแรกๆ ที่ได้รับการบรรจุเข้าสู่บัญชียาหลักแห่งชาติ (National List of Essential Medicines) ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มาตั้งแต่ พ.ศ.2542 แล้ว

 

ในบัญชียาหลักแห่งชาติฉบับปัจจุบัน (พ.ศ.2556) ยาฟ้าทะลายโจรถูกจัดอยู่ในบัญชียาจากสมุนไพร บัญชีที่ 2 คือ ยาพัฒนาจากสมุนไพร ซึ่งเป็นบัญชียาสมุนไพรตัวเดียวโดยระบุให้ยาฟ้าทะลายโจรเป็นยารักษาได้ 2 กลุ่มอาการ คือ (1) ยารักษากลุ่มอาการของระบบทางเดินอาหาร ที่ใช้บรรเทาอาการท้องเสีย และ (2) ยารักษากลุ่มอาการของระบบทางเดินหายใจ ซึ่งมียาฟ้าทะลายโจรโดดเด่นอยู่ในบัญชีนี้เพียงตำรับเดียว (First Line Drug) ที่ใช้บรรเทาอาการหวัด เจ็บคอ

โดยปกติ ตาม พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 ยาพัฒนาจากสมุนไพรตัวเดียว อย่างเช่น ยาฟ้าทะลายโจร ต้องขึ้นทะเบียนเป็นยาแผนโบราณ เช่นเดียวกับยาแผนไทยที่เป็นตำรับยาสมุนไพรหลายตัว จึงทำให้ยาฟ้าทะลายโจรไม่ได้รับการยอมรับจากแพทย์แผนปัจจุบัน เพราะขึ้นทะเบียนเป็นยาแผนโบราณ ทั้งที่แพทย์และเภสัชกรแผนปัจจุบันสามารถสั่งจ่ายยาแผนไทยได้

ในขณะเดียวกันแพทย์แผนไทยที่เคร่งครัดตามคัมภีร์ตายตัว ก็ไม่ยอมรับยาสมุนไพรตัวเดียวว่าเป็นยาแผนไทย แม้ว่าจะขึ้นทะเบียนเป็นยาแผนโบราณเหมือนกันก็ตาม

 

ในที่นี้ขอแลกเปลี่ยนในประเด็นฟ้าทะลายโจรกับศาสตร์การแพทย์แผนไทยพอสังเขป

โดยขอยกเอาวาทะแห่งท่านบรมครูแพทย์แผนไทยชีวกโกมารภัจจ์ เป็นนิกเขปบทว่า “กบิลไม้ทั้งมวลล้วนเป็นยา ที่ไม่เป็นยาหาไม่ได้เลย”

สำหรับท่านที่เรียนแพทย์แผนไทยย่อมรู้ “หลักเภสัช 4” อย่างขึ้นใจ หนึ่งหลักในนั้นคือ “หลักสรรพคุณเภสัช” ซึ่งแพทย์จะต้องรู้รสของตัวยานั้นๆ ก่อน จึงจะสามารถทราบสรรพคุณได้ภายหลัง ดังในคัมภีร์ธาตุวิวรณ์กล่าวว่า “ผู้แพทย์พิเคราะห์ยา ดูโรคาอย่าเหงาง่วง ซึ่งรสโรคทั้งปวง แต่งตามต้องคล่องพลันหาย”

หรือในคัมภีร์ฉันทศาสตร์ว่าด้วยยาไทย 9 รส ที่แพทย์แผนไทยเรายึดถือก็กล่าวถึงความสำคัญของรสยาทั้ง 9 ที่บ่งบอกสรรพคุณยาไว้ครบถ้วนว่า

“ยาหลายอย่างหลายพรรณ สิ้นด้วยกันเก้ารส จงกำหนดอย่าคลาด ยารสฝาดชอบสมาน ยารสหวานทราบเนื้อ รสเมาเบื่อแก้พิษ ดี โลหิตชอบขม เผ็ดร้อนลมถอยถด เอ็นชอบรสมันมัน หอมเย็นนั้นชื่นใจ เค็มทราบในผิวหนัง เสมหะยังชอบส้ม”

ในเมื่อศาสตร์การแพทย์แผนไทยใช้รสของเภสัชวัตถุ เป็นหลักสำคัญในการบ่งบอกสรรพคุณยา แม้เภสัชวัตถุหลายชนิด ทั้งที่เป็นพืชวัตถุ สัตว์วัตถุ และธาตุวัตถุจะไม่ปรากฏชื่ออยู่ในคัมภีร์แพทย์แผนไทยที่เป็นคัมภีร์หลวงก็ตาม ผู้ได้ชื่อว่า “เสฏฐญาณแพทย์” ประกอบด้วยวิจารณปัญญา ประกอบซึ่งวิธีแห่งโอสถ ยังที่เกิดแห่งโรคนั้นให้เสื่อมสูญ

“ย่อมต้องรู้จักพิจารณาใช้รสยาจากสมุนไพรต่างๆ มาใช้ประโยชน์ในการรักษาโรคตามสมควร”

 

ตรงนี้ขอยกตัวอย่างเข้าประเด็นในคัมภีร์ฉันทศาสตร์ ว่าด้วยคัมภีร์ตักกะศิลา ซึ่งกล่าวถึงโรค “ห่าลงเมือง” หรือโรคระบาดร้ายแรง ประเภทไข้พิษ ไข้กาฬ ไข้เหนือ ซึ่งรวมถึงไข้หวัดใหญ่ ไข้หวัดน้อย ก็จัดอยู่ในจำพวกไข้ตักกะศิลาด้วย เนื่องจากไข้ตักกะศิลาเป็นโรคระบาดร้ายแรงมาก

ท่านแพทย์ที่รจนาคัมภีร์นี้คงเห็นความยากลำบากที่ประชาชนทั่วไป แม้แต่หมอเองจะสามารถสรรหาเครื่องยามาเยียวยาคนไข้ ตนเอง ครอบครัวและชุมชน ในช่วงสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานที่กำลังขาดแคลนไปเสียทุกอย่าง อย่าว่าแต่ยาเลย แม้อาหารจะยาไส้ให้ครบ 3 มื้อก็หาไม่ได้ด้วยซ้ำ

ดังนั้น ท่านจึงกล่าวย้ำถึงรสยาของพืชสมุนไพรที่ใช้รักษาโรคจำพวกไข้ตักกะศิลาไว้ในอารัมภบทต่อจากบทไหว้ครูเลยทีเดียวว่า

“ถ้ายังไม่รู้ให้แก้กันดูแต่พรรณฝูงยาเย็นเป็นอย่างยิ่ง ขมจริงโอชา ฝาดจืดพืชยาตามอาจารย์สอน”

ความหมายโดยสรุปจากบทร้อยกรองนี้ก็คือ “ถ้ายังไม่รู้ว่าจะใช้ยาอะไรแก้ไข้ตักกะศิลา ก็ให้ใช้พืชยาสมุนไพรทั้งหลายที่มีรสประธาน ‘เย็นเป็นอย่างยิ่ง’ และมี ‘รสขมจริง’ รวมทั้งพืชยาที่มี ‘รสฝาด’ กับ ‘รสจืด’ ด้วยก็ได้”

ยิ่งกว่านั้น ท่านยังสำทับอีกว่า ห้ามใช้รสยาที่แสลงต่อไข้ตักกะศิลาโดยเด็ดขาด ดังนี้ “อย่าเพ่อกินยาร้อนแรงแข็งกล้า ส้มเหล้าน้ำมัน” กล่าวคือ “พระผู้เป็นเจ้าจึงห้ามว่า ไข้จำพวกนี้ย่อมห้ามมิให้วางยาร้อน เผ็ด เปรี้ยว…ถ้าใครไม่รู้ทำผิดดังกล่าวมานี้ ก็ถึงความตายดังนี้แล”

 

ในที่นี้ จึงพออนุมานได้ว่า แม้สมุนไพรฟ้าทะลายโจรจะไม่ปรากฏชื่ออยู่ในคัมภีร์ตักกะศิลาหรือในตำรับตำรายาแผนไทยฉบับหลวงก็ตาม

“แต่พรรณฝูงยา” ที่มีรส “เย็นเป็นอย่างยิ่ง ขมจริงโอชา” ในคัมภีร์ฉันทศาสตร์ว่าด้วยคัมภีร์ตักกะศิลานั้น ตรงกับสเป๊กฟ้าทะลายโจรเป๊ะเลย ขนาดฝรั่งยังตั้งฉายาสามัญให้กับสมุนไพรตัวนี้ว่า “King of Bitters” หรือ “ราชาแห่งความขม” นั่นเอง

และขึ้นชื่อว่ายาขม ส่วนใหญ่มักมีรสประธานเย็น ถ้าขมมากก็เย็นมาก

จึงอาจเรียกฟ้าทะลายโจรในอีกฉายาหนึ่งว่า “ราชาแห่งสมุนไพรรสเย็น” ก็ยังได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...