“เคลมดิ” National Dispatcher ธุรกิจประกัน
สตาร์ทอัพด้านบริการประกันภัยสัญชาติไทย “Claim Di” กับการก้าวสู่สตาร์ทอัพซีรีส์บี ด้วยการเป็นมากกว่าคนเคลมประกันและรับสายโทรศัพท์
กิตตินันท์ อนุพันธ์
ประธานกรรมการบริหารและผู้ก่อตั้ง บริษัท เอนนี่แวร์ ทู โก จำกัดระบุว่า
ปัจจุบันเอนนี่แวร์
ทู โก เป็นผู้ให้บริการเกี่ยวกับธุรกิจประกันภัย
โดยการให้พนักงานขับรถที่อยู่ในสังกัด วิ่งไปเคลมประกันในพื้นที่ต่าง ๆ
ทั่วประเทศไทย
แทนตัวแทนประกันภัยของบริษัทที่เป็นพันธมิตรเพื่อเข้าไปถึงพื้นที่ให้รวดเร็วที่สุด
และจัดการปัญหาในกรณีเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนผ่านแอปพลิเคชัน “เคลมดิ” โดยมีการเปิดให้แจ้งเคลมอุบัติเหตุผ่านทางออนไลน์ด้วย
และเริ่มให้บริการธุรกิจคอลเซ็นเตอร์ทดแทนบริษัทประกันภัยโดยตรง
เปรียนเสมือนเอ้าท์ซอสของธุรกิจ
จากเดิม
เอนนี่แวร์ ทู โก มีพนักงานที่รับเงินในแต่ละงานในสังกัดกว่า 11,000 คนทั่วประเทศ
คิดค่าธรรมเนียมในการใช้บริการกับบริษัทประกัน คล้ายแอปพลิเคชันรับ-ส่งอาหารอื่น ๆ
แต่เป็นผู้ให้บริการพนักงานในธุรกิจประกันแทน พนักงานเองก็จะได้รับค่าจ้างเป็นงาน
ๆ ไป ซึ่งในพนักงานหนึ่งคนก็สามารถทำได้หลายอย่าง ตั้งแต่ตรวจสภาพรถ
เก็บเอกสารยืนยันตัวตนบัตรเครดิต จนถึงสินเชื่อเงินกู้รถยนต์
โดยในปี
2563 มีแผนที่จะทำให้รายได้เพิ่มเป็น 400 ล้านบาท และตั้งใจให้ปี 2564
มีรายได้หลักพันล้านบาท ซึ่งเบื้องหน้าหลายคนอาจเข้าใจว่าทำแค่ธุรกิจเคลมประกัน
แต่จริง ๆ แล้ว พยายามที่จะทำให้เป็น National Dispatcher ด้านธุรกิจประกันภัยและธุรกิจระดับองค์กร
โดยพนักงานที่มีทักษะสูง(High-Skill) ปัจจุบันกำลังได้งานของห้างสรรพสินค้า
เทสโก้ โลตัส และ เซเว่น อีเลฟเว่น ในการเปลี่ยนป้ายโฆษณาตามชั้นสินค้า
พร้อมกันทั่วประเทศ
กิตตินันท์ ระบุว่า เพราะธุรกิจของบริษัทเป็นแง่ของการบริการ
ด้วยมูลค่าตลาดทำให้ไม่สามารถเติบโตไปเป็นสตาร์ทอัพซีรีส์ บี
แบบก้าวกระโดดเหมือนธุรกิจประกันภัยอื่น ๆ ไม่ได้ ที่ผ่านมาจึงระดมทุนในระดับซีรีส์
เอ 2 และ เอ 3 ราว 6 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จาก 2 ธนาคารยักษ์ใหญ่ในไต้หวัน อย่าง Cathay Venture
เพื่อนำมาสร้างมูลค้าการเติบโตแบบที่นักลงทุนใน ซีรีส์ บี ต้องการ
โดยที่หันไปสร้างการเติบโตด้านอื่น ๆ มากขึ้น
โดยหันไปขายประกันกับรถที่เป็นรถบริษัท ด้วยประกันตามระยะทางวิ่ง เก็บ Big Data สภาพรถก่อนวิ่ง
รวมทั้งขยายไปเติบโตในตลาดเคลมประกันสิงคโปร์สำหรับอู่ซ่อมรถด้วย
และเชื่อว่าบริการที่มีจะสามารถทำให้ก้าวสู่การเป็นสตาร์ทอัพระดับ ยูนิคอร์นได้
สำหรับธุรกิจที่
เคลมดิ เข้าไปทำในสิงคโปร์
ด้วยสภาพธุรกิจที่แตกต่างเนื่องจากจำนวนป้ายทะเบียนที่มีแค่ 1
ล้านป้ายทะเบียนทั่วประเทศ ซึ่งหากลูกค้าประกัน เกิดรถชน ก็ให้ขับรถไปอู่ที่ทำเคลมได้(Accident
Report Center)
ภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากชน ซึ่งอู่ซ่อมรายอื่น ๆ แต่ละเจ้าก็จะประมูลรถเพื่อซ่อม
โดยอู่รถที่รับเรื่องจะได้รับค่าทำรายงาน 20-30 ดอลลาร์สิงคโปร์ จากบริษัทประกัน
ซึ่งระบบของเคลมดิที่เข้าไปทำคือลูกค้าไม่ต้องยกรถไปที่อู่ภายใน 24
ชั่วโมงอีกต่อไป และค่าบริการอยู่ที่ 7 ดอลลาร์สิงคโปร์
กิตตินันท์ อนุพันธ์ เชื่อว่า การขยายโมเดลธุรกิจในกลุ่มธุรกิจประกันที่ไปดิสรัปชั่นกลุ่มธุรกิจที่ยังทำเคลมด้วยกระดาษอยู่ในหลาย
ๆ หมวดย่อยจะเป็นทางออกให้ เคลมดิ ก้าวไปสู่สตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์นได้