โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เยือนเยอรมนี เยี่ยมชมห้างหรูอายุ 100 ปี ที่ตอนนี้คนไทยเป็นเจ้าของ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 12 เม.ย. 2567 เวลา 15.12 น. • เผยแพร่ 19 ธ.ค. 2562 เวลา 11.39 น.

รุ่งนภา พิมมะศรี : เรื่อง

“คุณรู้ไหมคะว่าเจ้าของห้างนี้ก็เป็นคนไทยนะ” คำถามของพนักงานบริษัทคืนเงินภาษีนักท่องเที่ยวที่ห้างหรูแห่งหนึ่งในเยอรมนี ถามลูกค้าหญิงชาวไทย กลายเป็นเรื่องเล่าชวนยิ้มและขำนิด ๆ บนโต๊ะอาหารระหว่างทริปที่ผู้เขียนเดินทางไปเยือนห้างในเครือคาเดเว (The KaDeWe Group GmbH) ประเทศเยอรมนี ตามคำเชิญของเซ็นทรัล กรุ๊ป

ผู้หญิงชาวไทยคนนั้นตอบคำถามไปว่า “อ๋อ ทราบค่ะ” แล้วระหว่างกระบวนการคืนเงินภาษี พนักงานคนนั้นดูข้อมูลไปจนเห็นนามสกุล “จิราธิวัฒน์” ของลูกค้า เธอจึงพูดขึ้นด้วยความตกใจว่า “นามสกุลของคุณ !” แล้วทำงานต่ออย่างสุภาพและเร่งรีบ

ทำความรู้จักเครือห้างหรูชื่อดังที่เป็นของคนไทย

เรื่องเล่าในช่วงเกริ่นได้เฉลยไปแล้วว่า เจ้าของห้างหรูที่กำลังจะกล่าวถึงคือกลุ่มตระกูลไหน

ย้อนไปเมื่อปี 2015 เซ็นทรัล กรุ๊ป ของตระกูล “จิราธิวัฒน์” เข้าซื้อหุ้น 50.1% ของคาเดเว กรุ๊ป และนั่นทำให้เซ็นทรัลก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้นำกลุ่มธุรกิจห้างหรูระดับโลก นอกจากห้างเซ็นทรัลหลายแห่งในไทย กลุ่มเซ็นทรัลก็ยังเป็นเจ้าของห้างหรูเกือบ 10 แห่งในทวีปยุโรป ทั้งในประเทศอิตาลี เดนมาร์ก และเยอรมนี

ในส่วนคาเดเว กรุ๊ป บริษัทห้างหรูรายล่าสุดที่เซ็นทรัลเข้าไปลงทุนนั้น เป็นเจ้าของห้างชั้นนำและมีชื่อเสียงที่สุด 3 แห่งใน 3 เมืองของเยอรมนี คือ คาเดเว (KaDeWe หรือ KAUFHAUS DES WESTENS) กรุงเบอร์ลิน, โอเบอร์โพลลิงเกอร์ (OBERPOLLINGER) เมืองมิวนิก และอัลสเตอร์เฮาส์ (ALSTERHAUS) เมืองฮัมบูร์ก

ทริปเยือนเยอรมนีในครั้งนี้ เซ็นทรัล กรุ๊ป ร่วมกับพันธมิตร คือ เตอร์กิช แอร์ไลน์ส (Turkish Airlines) พาสื่อมวลชนกลุ่มเล็ก ๆ เดินทางไปเยี่ยมชมห้างคาเดเว และโอเบอร์โพลลิงเกอร์ ในวาระที่ทั้ง 2 ห้างเพิ่งผ่านการปรับปรุงครั้งใหญ่มาหมาด ๆ บวกกับเป็นช่วงที่ห้างมีแคมเปญ Black Weekend ให้ลูกค้าได้ร่วมสนุกในช่วง 10 วันสุดท้ายของเดือนพฤศจิกายน กติกาของแคมเปญนี้ คือ เมื่อลูกค้าจับจ่ายครบ 100 ยูโร จะได้รับสลากลุ้นรางวัล 1 ใบ แล้วทุก ๆ ชั่วโมงทางห้างจะจับรางวัลแจกคูปองเงินสด 2,000 และ 10,000 ยูโร สำหรับใช้จ่ายในห้าง ส่วนรางวัลใหญ่ที่สุดของแคมเปญเป็นตั๋วเครื่องบินบิสซิเนสคลาสของสายการบินเตอร์กิช แอร์ไลน์ส 2 ใบ ซึ่งผู้ได้รับรางวัลจะเลือกเส้นทางไหนก็ได้

ด้วยความร่วมมือของคาเดเวกับเตอร์กิช แอร์ไลน์สนี่เอง คณะสื่อมวลชนจึงได้กินอิ่มและนอนหลับสบายตลอดทางจากกรุงเทพฯถึงเยอรมนี (ไม่มีบินตรง ต้องพักต่อเครื่องที่อิสตันบูล) บนเครื่องบินชั้นบิสซิเนสของสายการบินแห่งชาติตุรกี

ทั้ง 3 ห้างของเครือคาเดเวต่างมีจุดเริ่มต้นของใครของมัน ก่อนจะถูกซื้อโดยเจ้าของเดียวกัน แล้วถูกควบรวมเข้าอยู่ในเครือคาร์สตัดต์ พรีเมี่ยม (Karstadt Premium GmbH) ร่วมกันเมื่อปี 2006 และถูกเปลี่ยนเจ้าของใหม่อีกในเวลาต่อมา จนกระทั่งคนไทยได้เข้าไปถือครองหุ้นส่วนใหญ่ในปี 2015 อย่างที่ได้กล่าวไปแล้ว

สำหรับห้างคาเดเวและห้างโอเบอร์โพลลิงเกอร์ที่เราได้ไปเยือนนั้นเป็นห้างเก่าแก่ทั้งคู่ อายุอานามพอกัน คาเดเวเปิดให้บริการและอยู่คู่เมืองเบอร์ลินมา 112 ปีแล้ว ส่วนโอเบอร์โพลลิงเกอร์นั้นก็อยู่เมืองมิวนิกมานานถึง 114 ปี ทั้ง 2 ห้างต่างก็มีประวัติศาสตร์ของตัวเองที่ต่างก็ภูมิใจไม่มีใครยอมแพ้ใคร โดยเฉพาะฝั่งโอเบอร์โพลลิงเกอร์ที่ผู้บริหารห้างย้ำความภาคภูมิใจหลายครั้งว่า“เราเป็นห้างที่เก่าแก่ที่สุดใน 3 ห้างของคาเดเว กรุ๊ป”

สิ่งที่เห็นแล้วรู้สึกว่าน่าสนใจมาก ๆ ระหว่างไปเยี่ยมชมห้าง 2 ห้างนี้ก็คือ การอนุรักษ์รูปแบบสถาปัตยกรรมดั้งเดิมเอาไว้ แม้ว่าจะผ่านกาลเวลาและผ่านการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงทั้งโครงสร้างและการออกแบบภายในมาหลายครั้งแล้วก็ตาม

KaDeWe กรุงเบอร์ลิน

คาเดเว ก่อตั้งโดยพ่อค้าชาวเบอร์ลินชื่อ อดอล์ฟ แจนดอร์ฟ (Adolf Jandorf) เริ่มการก่อสร้างเมื่อปี 1905 ออกแบบโดยสถาปนิกชื่อ โยฮานน์ เอมิล ชูดต์ (Johann Emil Schaudt) เปิดให้บริการเมื่อวันที่ 27 มีนาคม ค.ศ. 1907 ตั้งอยู่ที่ถนน Tauentzienstrasse ในตอนแรกสร้างเป็นตึก 5 ชั้น มีพื้นที่ 24,000 ตร.ม. ต่อมาในปี 1929-1930 มีการขยายต่อเติมเป็น 7 ชั้น จุดเด่นของคาเดเวตั้งแต่แรกสร้างเลยก็คือ shopping window หน้าห้างจำนวน 10 ตู้ ที่มีความครีเอตในการจัดดิสเพลย์มาดึงดูดความสนใจเสมอ

ประวัติศาสตร์ช่วงที่สำคัญและน่าตื่นเต้นที่สุดของห้างคาเดเว คือ ในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อปี 1943 เครื่องบินของทหารสหรัฐพุ่งชนหลังคาของห้าง ทำให้ไฟไหม้และเกิดความเสียหายที่ชั้นบน ๆ ของห้าง จึงต้องซ่อมแซมฟื้นฟูปรับโครงสร้างใหม่ตั้งแต่ปี 1950 จนกระทั่งเปิดให้บริการครบสมบูรณ์ทั้ง 7 ชั้นในปี 1956 และมีการเปิดชั้นขายอาหารขึ้นมาโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นหนึ่งในไฮไลต์ของคาเดเวมาจนถึงทุกวันนี้

ตลอดอายุการเปิดให้บริการ คาเดเวผ่านการปรับโครงสร้างใหม่ การต่อเติมขยายขนาดพื้นที่ และการปรับปรุงมาหลายครั้ง ปัจจุบันคาเดเวเป็นตึก 8 ชั้น มีขนาดพื้นที่ประมาณ 60,000 ตร.ม. ซึ่งถือว่าเป็นห้าง (department store) ที่ใหญ่ที่สุดในทวีปยุโรป

แม้จะผ่านการปรับปรุงทั้งใหญ่และน้อย และผ่านการเปลี่ยนเจ้าของมาแล้วหลายครั้ง แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้บริหารทุกรุ่นให้ความสำคัญ คือ การคงรูปแบบสถาปัตยกรรมภายนอกของอาคารเอาไว้ ในขณะที่ภายในถูกปรับปรุงให้ดูใหม่ทันสมัย แต่สำหรับภายนอกนั้น เราเห็นภาพในตอนแรกเปิดให้บริการเมื่อ 100 กว่าปีก่อนเป็นยังไง ในปัจจุบันเราก็เห็นความแตกต่างน้อยมาก นั่นคือเรื่องการอนุรักษ์ “มรดก” ซึ่งเป็นเรื่องที่คนยุโรปเขาให้คุณค่า

เล่าเรื่องราวในอดีตแล้ว ตัดภาพมาปัจจุบันที่เราได้ไปเดินเยี่ยมชมเต็ม ๆ 1 วัน คาเดเวเป็นห้างหรูที่เต็มไปด้วยแบรนด์หรูสารพัดแบรนด์ในโลกนี้เท่าที่เราจะนึกออก “มาที่เดียวได้ทุกแบรนด์” สุพัตรา จิราธิวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักนโยบายและภาพลักษณ์องค์กร บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด ให้คำจำกัดความไว้อย่างนั้น ก่อนจะบอกต่ออีกว่า “ตอนนี้ทุกแบรนด์อยากเข้ามา แม้ว่าเขามีร้านสแตนด์อะโลน แต่เขาบอกว่ายอดขายในห้างเราสูงกว่าร้านสแตนด์อะโลนของเขา”

ระหว่างที่เดินผ่านหน้าร้าน Chanel คนของคาเดเวก็ให้ข้อมูลว่า Chanel เป็นแบรนด์ที่ขายดีที่สุดในห้าง และเป็นแบรนด์หรูที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในเยอรมนีด้วย

สินค้าในห้างคาเดเว นอกจากเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า เครื่องสำอาง แล้วก็มีสินค้าไลฟ์สไตล์ทุกอย่าง เท่าที่คนเราปรารถนาและจำเป็นต้องใช้ ที่สำคัญคือมีชั้นอาหารและฟู้ดคอร์ตที่เป็นจุดเด่นของห้าง ดึงดูดทั้งชาวเมืองและนักท่องเที่ยวให้เข้ามาทานอาหารที่นี่กันอย่างคึกคักตลอดวัน ถ้าใครชอบชีส ชอบไวน์ ที่นี่มีชีสจากกว่า 1,000 แหล่ง และมีโซนไวน์ให้เลือก น่าจะมากกว่าพันรายการ

ปัจจุบัน คาเดเวมีลูกค้าเข้าห้างวันละประมาณ 50,000 คน และเพิ่มมากถึงวันละ 100,000 คนในช่วงเทศกาลคริสต์มาส สำหรับสัดส่วนลูกค้า เป็นชาวเมืองเบอร์ลิน 40% ชาวเยอรมันจากเมืองอื่น 23% ชาวอียู (นอกเยอรมัน) 21% ชาวจีน 7% ชาวตะวันออกกลาง 2% ชาวรัสเซีย ยูเครน เบลารุส 3% และจากประเทศอื่น ๆ นอกอียู 4%

OBERPOLLINGER เมืองมิวนิก

โอเบอร์โพลลิงเกอร์ก่อตั้งโดยบริษัท M.J. Emden Söhne เริ่มก่อสร้างในเดือนเมษายน ปี 1903 ออกแบบโดยสถาปนิก แม็กซ์ ลิตต์มันน์ (Max Littmann) เปิดให้บริการเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 1905 ตั้งอยู่ที่ถนน Neuhauser ใกล้กับ Karlsplatz ตอนแรกสร้างเป็นอาคาร 6 ชั้น ใช้เป็นพื้นที่ขายสินค้า 4 ชั้น พื้นที่บริหารและคลังสินค้าอีก 2 ชั้น มี shopping window หรือ store window หน้าห้าง 6 ตู้ ทันทีที่เปิดให้บริการ ห้างแห่งนี้ก็เป็นแม่เหล็กดึงดูดผู้คนอย่างรวดเร็ว

ประวัติศาสตร์ร้อยกว่าปีของโอเบอร์โพลลิงเกอร์ก็น่าตื่นเต้นไม่แพ้คาเดเวเหมือนกัน เพราะในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อปี 1945 โอเบอร์โพลลิงเกอร์โดนวางระเบิดเป็นเหตุให้เกิดไฟไหม้ แค่นั้นยังไม่พอ คลังสินค้าที่เหลืออยู่ก็ถูกปล้นอีก ด้วยความเสียหายทำให้ต้องฟื้นฟูก่อสร้างใหม่ และเริ่มเปิดให้บริการที่ชั้น G ก่อนในปี 1947 ใช้เวลานานหลายปี การก่อสร้างจึงเสร็จสมบูรณ์ทั้งหมด และสามารถเปิดให้บริการอย่างสมบูรณ์ทั้งหมดในปี 1954 พร้อมกับการนำเสนอสินค้าที่มากกว่าเดิม และเพิ่มจำนวนพนักงานให้บริการลูกค้าเป็น 2,000 คน

ปี 2003 คาเดเวได้เริ่มการปรับปรุงโครงสร้างของโอเบอรืโพลลิงเกอร์ครั้งใหญ่ ออกแบบโดยสถาปนิกเวอร์จิล แอนด์ สโตน (Virgil & Stone) และได้รับการขยายเป็น 7 ชั้น ในปี 2005-2006 ซึ่งการปรับปรุงครั้งนี้ได้เพิ่มพื้นที่เป็น 34,000 ตร.ม.

ปี 2016 ห้างดังแห่งรัฐบาวาเรียเริ่มต้นการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกครั้งภายใต้ master plan ของสถาปนิกชาวอังกฤษ จอห์น พอว์สัน (John Pawson) ร่วมด้วยดีไซเนอร์หลายคนที่มาร่วมออกแบบภายใน

ตลอดอายุ 114 ปีของโอเบอร์โพลลิงเกอร์ก็ผ่านการปรับปรุง ซ่อมแซม ยกเครื่องใหม่มาแล้วหลายครั้ง แต่ก็เช่นเดียวกันกับคาเดเว คือ ไม่ว่าปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกี่ครั้ง แต่หน้าตาด้านหน้าห้างยังความสวยงามในแบบฉบับเดิมเมื่อแรกสร้าง

แต่ละชั้นของโอเบอร์โพลลิงเกอร์เต็มไปด้วยแบรนด์หรูแบรนด์ดังเช่นเดียวกับในห้างคาเดเว แต่สิ่งที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัด คือ โอเบอร์โพลลิงเกอร์ดูมีความวัยรุ่นมากกว่า

ปัจจุบัน โอเบอร์โพลลิงเกอร์มีลูกค้าเข้าห้างวันละประมาณ 30,000 คน และเพิ่มขึ้นมากถึงวันละ 70,000 คนในช่วงเทศกาลคริสต์มาส สัดส่วนลูกค้าเป็นชาวเมืองมิวนิก 30% ชาวเยอรมันจากเมืองอื่น 26% ชาวอียู (นอกจากเยอรมัน) 12% ชาวจีน 12% ชาวตะวันออกกลาง 10% ชาวรัสเซีย ยูเครน เบลารุส 4% และจากประเทศอื่น ๆ นอกอียู 6%

ยังคงทุ่มทุนกับสโตร์ในยุคคนนิยมซื้อของออนไลน์

แม้ว่าในยุคนี้การซื้อของออนไลน์เข้ามามีอิทธิพลอย่างมากต่อพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยของคน แต่ อังเดร เมเดอร์ (Andre Maeder) ซีอีโอ คาเดเว กรุ๊ป บอกว่า ต่อให้การซื้อของออนไลน์สะดวกมากแค่ไหนก็ตาม คาเดเวก็ยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาห้างเหมือนเดิม โดยนำเสนอประสบการณ์ในการช็อปปิ้งให้ลูกค้ารู้สึกประทับใจ แล้วค่อยไปพัฒนาช่องทางการขายออนไลน์

“เรามีนโยบายทำสโตร์ให้เป็นฮีโร่ ลงทุนกับการปรับปรุงสโตร์ให้สวยงามดึงดูด แล้วค่อยทำอีคอมเมิร์ซตามมา”

ด้วยความเชื่อมั่นและนโยบายแบบนี้ เครือคาเดเวจึงรีโนเวตห้างยกใหญ่อย่างที่กล่าวไปแล้ว อีกทั้งยังมีแผนจะเปิดห้างใหม่ที่เมืองดึสเซลดอร์ฟ (Düsseldorf) เมืองชายแดนตะวันตกของเยอรมนีในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ ด้วยความมุ่งหวังจะให้เป็นจุดดึงดูดชาวต่างชาติจากชายแดนฝั่งนั้น

“เริ่มจากที่เซ็นทรัลขยายไปแนวตะเข็บชายแดน เพราะต้องการดึงคนจากประเทศเพื่อนบ้านมาช็อปด้วย อย่างที่ไปเปิดเซ็นทรัลที่อุดรฯ อุบลฯ เพื่อดึงดูดคนลาว ที่ดึสเซลดอร์ฟก็เหมือนกัน คอนเซ็ปต์เดียวกัน” สุพัตรา จิราธิวัฒน์อธิบายให้เห็นว่า การจะลงทุนที่ดึสเซลดอร์ฟมาจากไอเดียแบบเดียวกันกับการลงทุนที่ไทย

“ดึสเซลดอร์ฟจะคุมริมตะวันตกของเยอรมนีทั้งหมด” เธอบอกต่อ

มอบประสบการณ์แสนพิเศษเพื่อเป็น The Best

ในเรื่องประสบการณ์พิเศษที่เครือคาเดเวมอบให้ลูกค้านั้นมีหลากหลาย จนไม่รู้จะพูดถึงอันไหนดี เท่าที่นึกออกและประทับใจก็คือ ห้างในเครือคาเดเวเป็นห้างที่ให้นำสัตว์เลี้ยงเข้ามาได้ เราจึงได้เห็นน้องหมาน่ารัก ๆ ถูกจูงเข้ามาส่ายหางดิ๊ก ๆ ระหว่างที่เจ้าของกำลังเลือกซื้อสินค้าอย่างเพลิดเพลิน

ส่วนที่พิเศษมากและถูกใจชาวต่างชาติเป็นอย่างมากก็คือ มีบริการทำ tax refund ในห้าง ลูกค้าสามารถรับเงินสดไปช็อปต่อได้เลยทันที หรือจะให้คืนเข้าบัตรเครดิตก็แล้วแต่ใครจะเลือก และสำหรับใครที่เป็นสมาชิก The 1 ถ้าซื้อของในห้างเครือคาเดเวก็สามารถสะสมแต้ม The 1 ได้ด้วย

“ทุกอย่างที่เราทำ เราทำเพื่อลูกค้าของเรา ทุกการตัดสินใจก็ตัดสินใจทำเพื่อลูกค้า เราต้องการมอบประสบการณ์แสนพิเศษให้แก่ลูกค้าของเราในทุก ๆ ช่วงเวลา”

“ทุกอย่างที่เราทำ เราต้องการเป็น the best” นั่นคือ สิ่งที่ซีอีโอเครือห้างดังบอกเอาไว้อย่างมุ่งมั่น ซึ่งจะเป็น the best ได้จริงหรือไม่นั้น ก็คงต้องให้นักช็อปไปเยี่ยมชม-ช็อปแล้วให้คะแนนกันเอาเอง

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เยือนเยอรมนี เยี่ยมชมห้างหรูอายุ 100 ปี ที่ตอนนี้คนไทยเป็นเจ้าของ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...