ประกันราคาข้าว บรรเทาภาระชาวนาไทย ชาวนากว่า 1.6 ล้านครัวเรือน จะมีรายได้เพิ่มเฉลี่ย 12,000 บาทต่อครัวเรือน
กระทรวงพาณิชย์ได้เตรียมการเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อประกันราคาข้าวเปลือก ภายในวันอังคารที่ 27สิงหาคม 2562 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาภาระให้แก่เกษตรผู้ปลูกข้าว นโยบายประกันราคาข้าวสำหรับข้าวนาปี ปีเพาะปลูก 2562/2563 นี้ เป็นการนำนโยบายประกันราคาข้าวในสมัยรัฐบาลของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (ปี 2552 – 2554) กลับมาใช้ใหม่อีกครั้ง ด้วยการกำหนดราคารับประกันเพื่อชดเชยส่วนต่างราคาให้แก่เกษตรกร ในกรณีที่ราคาตลาดต่ำกว่าราคารับประกัน ซึ่งแตกต่างจากนโยบายการจัดการผลผลิตข้าวในสมัยรัฐบาลของคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (ปี 2554 – 2556) ซึ่งใช้นโยบายรับจำนำข้าวทุกเมล็ด ตามราคารับจำนำที่รัฐบาลประกาศ ทั้งนโยบายประกันราคาข้าวและนโยบายรับจำนำข้าว แม้จะมีวัตถุประสงค์เดียวกันในการสร้างเสถียรภาพราคาข้าวและยกระดับรายได้เกษตรกร ด้วยการแทรกแซงราคาให้ราคาที่เกษตรกรจะได้รับสูงกว่าราคาตลาด อย่างไรก็ดี กลไกในการดำเนินการของทั้ง 2 นโยบาย มีความแตกต่างกันในหลายประเด็น ดังนี้
กล่าวโดยสรุป จะเห็นได้ว่า เกษตรกรต่างได้รับประโยชน์ทั้งจากนโยบายประกันราคาข้าวและนโยบายรับจำนำข้าว อย่างไรก็ดี นโยบายรับประกันราคาข้าวมีความแตกต่างจากนโยบายรับจำนำข้าว 3 ประการ คือ 1)มีการจำกัดปริมาณผลผลิตที่รับประกัน 2)รัฐจ่ายเฉพาะส่วนต่างชดเชยให้แก่เกษตรกร และ 3)รัฐไม่มีต้นทุนในการจัดเก็บและบริหารสต็อกข้าวทั้งนี้ การประเมินผลของการดำเนินนโยบายแต่ละรูปแบบขึ้นอยู่กับแนวโน้มราคาข้าวในตลาด ปริมาณผลผลิตข้าว และระยะเวลาที่ดำเนินโครงการ ในภาวะ
ที่ประเทศไทยเผชิญวิกฤติภัยแล้งต่อเนื่องยาวนานนโยบายประกันราคาข้าวจะช่วยบรรเทาภาระของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่ราคาข้าวยังต่ำกว่าราคาตลาดโดยตรง ทำให้เกษตรกร 1.6 ล้านครัวเรือน มีรายได้เพิ่มขึ้น 12,000 บาทต่อครัวเรือน คิดเป็นเม็ดเงินเกือบ 20,000 ล้านบาท[1]ซึ่งส่งผลให้ภาพรวมรายได้เกษตรกรในปี 2562 หดตัวลดลงเข้าใกล้กรอบบนของประมาณการที่ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ประเมินไว้ที่ร้อยละ 2.1 โดยศูนย์วิจัยฯ จะดำเนินการประเมินผลในระยะต่อไป
[1]ประเมินผลเฉพาะข้าวเปลือกเจ้าที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการประกันราคา