โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อนุสรณ์ ติปยานนท์ : ย้อนอ่านแม่ครัวหัวป่าก์

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 31 ต.ค. 2562 เวลา 08.30 น. • เผยแพร่ 31 ต.ค. 2562 เวลา 08.30 น.

ปากะศิลป์ฉบับอ่านใหม่ (1)

พล่าดอกพยอม

วิธีทำ

“เอาดอกพยอมมาล้างหน้าให้สะอาดหนักสิบสองบาท

หนังหมูต้มแล้วหั่นเป็นชิ้นบางๆ ยาวๆ ลวกน้ำร้อนหนักสี่บาท

เนื้อหมูต้มฉีกหนักหกบาท มันหมูต้มหั่นหนักสี่บาท

กุ้งเผาดิบๆ สุกๆ ฉีกหนักหกบาท หอมเจียวหนักสองบาท

กระเทียมเจียวหนักสองบาท ใบผักชีเด็ดหนักหนึ่งบาท

พริกชี้ฟ้าหั่นหนักสองสลึง พริกมูลหนูหนักสองสลึง

เกลือหนักหนึ่งสลึง ของสามสิ่งนี้ตำด้วยกัน

เมื่อจะรับประทานเอาน้ำปลาดี น้ำมะนาว

น้ำตาลทรายคลุกกับของเหล่านี้ให้ทั่วกัน

แล้วชิมดูตามแต่จะชอบรศ”

(หนังสือ “ปะทานุกรมการทำของคาวของหวานอย่างฝรั่งและสยาม ฉบับ พ.ศ.๒๔๔๑ แปลและเรียบเรียงโดยนักเรียนดรุณีโรงเรียนกูลสัตรีวังหลัง)

๑ ช้อนเกลือหนักประมาณ ๑ เฟื้อง

๒ ช้อนเกลือเป็น ๑ ช้อนกาแฟหนักราว ๑ สลึง

๒ ช้อนกาแฟเป็น ๑ ช้อนน้ำชาหนักราว ๒ สลึง

๒ ช้อนน้ำชาเป็น ๑ ช้อนหวานหนักราว 1 บาท

๒ ช้อนหวานเป็น ๑ ช้อนคาวหรือช้อนโต๊ะหนักราว ๒ บาท

๔ ช้อนโต๊ะเป็น ๑ ถ้วยแก้วน้ำองุ่นหนักราว ๘ บาท

๘ ช้อนโต๊ะหรือ ๒ ถ้วยแก้วน้ำองุ่นเป็น ๑ ถ้วยหูขนาดใหญ่รับประทานอาหารเช้าหนักราว 15 บาทเศษ

๑๖ ช้อนโต๊ะหรือ ๔ ถ้วยแก้วน้ำองุ่นเท่ากับถ้วยแก้วสูงไปนต์ ๑ หรือ ๑ ปอนด์ หนักราว ๓๐ บาทเศษ

(มาตราชั่งตวงวัดจากหนังสือ “ตำราแม่ครัวหัวป่าก์โดยท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ ฉบับ พ.ศ.๒๔๕๒)

 

การกลับมาอ่านตำราอาหารสองเล่มแรกของประเทศไทยหรือประเทศสยามในยามที่ประเทศกำลังขับเคลื่อนมิติจำนวนมากด้านอาหารให้ความน่าสนใจหลายประการสำหรับผม

ประการแรกคือ มันทำให้เห็นภาพว่าในอดีต หลายสิ่งที่ประกอบขึ้นมาเป็นอาหารไทยในปัจจุบันมีที่มาจากที่ใดบ้าง

ประการที่สอง มันได้ทำให้เห็นการผสานอาหารตะวันตกที่เข้ามาในประเทศไทยผ่านทางการชั่ง ตวง วัด สมัยใหม่

ประการที่สาม มันได้แสดงให้เห็นทางภาษาและนิรุกติศาสตร์ว่าคำศัพท์จำนวนมากในทางอาหารไทยมีการเปลี่ยนแปลงไปเช่นไรเมื่อตกถึงปัจจุบัน

ในส่วนของการตวง หนังสือแม่ครัวหัวป่าก์ได้เสนอให้เห็นถึงช้อนที่ใช้ในครัวขนาดเล็กสุดที่เรียกว่าช้อนเกลือ

การตวงช้อนเกลือสองครั้งจะได้ปริมาณเท่ากับหนึ่งช้อนกาแฟ

และการตวงช้อนกาแฟสองครั้งก็จะได้ปริมาณเท่ากับหนึ่งช้อนน้ำชาหรือช้อนชาซึ่งเป็นอัตราส่วนที่เรารู้จักกันดี

หรือกล่าวง่ายๆ ครึ่งช้อนชาก็คือหนึ่งช้อนกาแฟนั่นเอง

และครึ่งช้อนกาแฟก็คือหนึ่งช้อนเกลือ

ดังนั้น สำหรับช้อนเล็กที่ใช้ในครัวแต่อดีต จึงมีลำดับจากเล็กไปหาใหญ่คือจากช้อนเกลือ สู่ช้อนกาแฟ และสู่ช้อนชาในที่สุด

หลังจากนั้น จะเป็นช้อนขนาดกลาง คือช้อนหวาน โดยอัตราส่วนคือสองช้อนน้ำชาจะเท่ากับหนึ่งช้อนหวาน โดยช้อนหวานนั้นคือช้อนที่ใช้ตักกินของหวานต่างๆ และสองช้อนหวานนั้นจะเท่ากับหนึ่งช้อนคาวหรือหนึ่งช้อนโต๊ะอันเป็นช้อนที่ใช้กินอาหารโดยทั่วไป

ดังนั้น อัตราส่วนของหนึ่งช้อนโต๊ะจึงเท่ากับสี่ช้อนน้ำชาหรือช้อนชา

ต่อมาเป็นขนาดของการตวงที่มีปริมาณมากขึ้นโดยเริ่มจากสี่ช้อนโต๊ะเป็นหลัก โดยในหนังสือแม่ครัวหัวป่าก์ ได้บ่งชี้อย่างชัดเจนว่าปริมาณสี่ช้อนโต๊ะนั้นเท่ากับหนึ่งถ้วยแก้วน้ำองุ่นซึ่งหมายถึงแก้วไวน์ในปัจจุบัน (ซึ่งทำให้ได้คิดว่าท่านผู้หญิงเปลี่ยนคงเป็นนักดื่มไวน์หรือคุ้นเคยกับไวน์ดีไม่ใช่น้อย และทำให้เห็นว่าแต่เดิมคำว่าถ้วยแก้วถูกใช้ควบกัน ไม่ได้แยกเป็นถ้วยและแก้วอย่างในปัจุบันนี้)

จากนั้นใช้ถ้วยแก้วองุ่นหรือแก้วไวน์เป็นหลักในการตวงของปริมาณมากๆ ต่อไป

 

เทียบอัตราการตวงในแบบช้อนและถ้วยแก้วไปแล้ว ลองมาดูอัตราการชั่งแบบไทยโบราณบ้าง ในตำราของแม่ครัวหัวป่าก์เทียบอัตราการชั่งไว้ดังนี้

๒ เมล็ดข้าว เป็น ๑ กล่อม

๒ กล่อม เป็น ๑ กล่ำ

๒ กล่ำ เป็น ๑ ไพ

๔ ไพ เป็น ๑ เฟื้อง

๒ เฟื้อง เป็น ๑ สลึง

๔ สลึง เป็น ๑ บาท

๔ บาท เป็น ๑ ตำลึง

๒๐ ตำลึง เป็น ๑ ชั่ง

๒๐ ชั่ง เป็น ๑ ดุล

๒๐ ดุล เป็น ๑ ภารา

โดยถ้าใช้การเทียบแบบปัจจุบัน จะเป็น

๑ ไพ เท่ากับ 0.468 กรัม

๑ เฟื้อง เท่ากับ 1.875 กรัม

๑ สลึง เท่ากับ 3.750 กรัม

๑ บาท เท่ากับ 15 กรัม

๑ ตำลึง เท่ากับ 60 กรัม

๑ ชั่ง เท่ากับ 1,200 กรัม

ซึ่งจากอัตราส่วนที่ว่านี้ ๑ ภารา จะเท่า 480,000 กรัม หรือเท่ากับสี่ร้อยกว่ากิโลกรัมทีเดียว

 

ในส่วนของนิรุกติศาสตร์หรือคำศัพท์นั้นมีหลายคำที่น่าสนใจจากตำราอาหารสองเล่มนี้ อาทิ การพบว่าคำว่า พริกขี้หนู นั้นได้เคยถูกใช้ในคำว่า พริกมูลหนู มาก่อน

หรือคำว่า กะปิ ก็ถูกใช้แทนในคำว่า เยื่อเคย

แต่คำที่น่าสนใจที่สุดที่เราจะใช้เริ่มต้นในการอ่านศัพท์เหล่านี้คือคำว่า ปากะศิลป์ ที่แปลว่าศิลปะวิทยาการแห่งการทำอาหาร หรือ Culinary Arts คำคำนี้ได้เป็นคำที่ใช้แทนตำรา “แม่ครัวหัวป่าก์”

โดยมีความหมายถึงผู้ที่เป็นเลิศแห่งปากะศิลป์หรือผู้ที่เป็นเลิศแห่งการทำอาหารหรือการทำครัวนั่นเอง โดยท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ ได้กล่าวถึงคำคำนี้ไว้ในคำนำว่า

“วิธีทำของรับประทานที่เข้าใจโดยสามัญว่า การหุงต้มทำกับข้าวของกินที่ฉันให้ชื่อตำรานี้ว่า แม่ครัวหัวป่าก์ คือปากะศิลปะคฤหะวิทยาก็เป็นสิ่งที่ชี้ความสว่างในทางเจริญของชาติมนุษย์ ที่พ้นจากจารีตอันเป็นป่าร้ายให้ถึงซึ่งความเป็นสิทธิชาติ มีจารีตความประพฤติอันเรียบร้อยหมดจดดีขึ้น ประดุจดังศิลปวิชาช่างฝีมือนั้นก็เหมือนกัน”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...