โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ข้าวมาจากไหน????.ใครรู้บ้าง

รักบ้านเกิด

อัพเดต 31 ต.ค. 2562 เวลา 02.18 น. • เผยแพร่ 31 ต.ค. 2562 เวลา 02.18 น. • รักบ้านเกิด.คอม

"ข้าว" มีความผูกพันธุ์กับคนไทยมาช้านานน
จนปรากฎเป็นเรื่องราวกล่าวขาน และร่องรอยหลักฐานทางประวัติศาสตร์มากมาย

ยุคก่อนประวัติศาสตร์
5,000 ปี
นักโบราณคดีระบุว่า หมู่บ้านกสิกรรมในประเทศไทยเกิดขึ้นราว 5,000 ปีมาแล้ว ข้าวที่ปลูกเป็นสายพันธุ์ข้าวป่า ลักษณะเมล็ดอ้วนป้อม เป็นข้าวในตระกูลข้าวเหนียว โดยปรากฏหลักฐาน อาทิ รอยแกลบข้าว ซึ่งเป็นส่วนผสมของดินที่ใช้ปั้นภาชนะดินเผาที่โนนนกทา ตำบลบ้านโคก อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น เป็นหลักฐานที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าเก่าแก่ที่สุด
เปลือกข้าวที่ขุดได้จากถ้ำปุงฮุง จังหวัดแม่ฮ่องสอน แสดงรอยแตกแบบเดียวกับเปลือกข้าวที่แตกจากการตำแล้วฝัดเอาเปลือกออก โดยพบทั้งที่มีทั้งลักษณะของข้าวเหนียวเมล็ดใหญ่ที่เจริญงอกงามอยู่ในที่สูง ข้าวไร่ และข้าวเจ้า
แหล่งอารยธรรมเก่าแก่ของโลกอย่างบ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี ปรากฏเปลือกข้าวหรือแกลบเป็นส่วนผสมของดินในการทำภาชนะเครื่องปั้นดินเผาบ้านเชียง แสดงให้เห็นว่าคนในดินแดนนี้ปลูกข้าวมาแล้วเนิ่นนาน
3,000 ปี
ภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ที่อุทยานแห่งชาติผาแต้ม จ.อุบลราชธานี เป็นภาพนาข้าวที่ปักดำเป็นแถวเป็นแนวมีคนและควายปรากฏอยู่ในนาข้าวนั้นด้วย
1,500 ปี
ในยุคที่ได้ชื่อว่า "สุวรรณภูมิ" อันหมายถึงแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ประดุจแผ่นดินทอง ชาวพื้นเมืองในดินแดนแถบอุษาคเนย์ได้รับอิทธิพลด้านกสิกรรมและการค้าจากจีนซึ่งคาดว่ามาตามลำน้ำโขงสู่ดินแดนอีสานตอนล่าง โดยนิยมปลูกข้าวเหนียวเมล็ดป้อมและเมล็ดใหญ่กันอย่างแพร่หลาย ต่อมาพระสงฆ์ พราหมณ์และคณะพ่อค้าจากชมพูทวีปได้เดินทางมาถึง พวกเขาได้นำเมล็ดข้าวเรียวยาวเข้ามาด้วย เมื่อมีการปลูกในดินแดนนี้ก็เติบโตงอกงามดี และมีรสชาติเป็นเลิศ ได้รับความนิยมมากในหมู่ชนชั้นสูง จึงเรียกข้าวชนิดนี้ว่า "ข้าวเจ้า" อันมีความหมายว่าเป็นข้าวที่เจ้าหรือชนชั้นสูงเสวยนั่นเอง

ยุคสุโขทัย (พ.ศ. 1780-1981)
ชาวสุโขทัยมีการจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ โดยมีการสร้างเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่เรียกว่า "สรีดภงส์" ภายในเมืองสุโขทัยสำหรับกักเก็บน้ำเพื่อเป็นแหล่งน้ำสำหรับการทำนาปลูกข้าวและการกสิกรรมต่าง ๆ ของราษฎร
แหล่งปลูกข้าวขนาดใหญ่ของเมืองสุโขทัยคือพื้นที่ราบลุ่มใจกลางเมือง บริเวณที่ชาวเมืองเรียกขานว่า "บ้านนา" เพราะมีการปลูกข้าวกันอย่างเอิกเกริก ในปัจจุบันที่ราบลุ่มนี้กินพื้นที่ใน อ.เมืองสุโขทัยและ อ.ศรีสำโรง และมีการปลูกข้าวมาอย่างยาวนานต่อเนื่องตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
ความอุดมสมบูรณ์ดึงดูดให้ผู้คนต่างบ้านต่างเมืองหลั่งไหลเข้ามาค้าขายแลกเปลี่ยนกับสุโขทัย สินค้าขึ้นชื่อคือ "เครื่องสังคโลก" เครื่องเคลือบดินเผาของสุโขทัยนี้มีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์หนึ่งเดียว โดยเฉพาะลวดลายที่ปรากฏบนเครื่องเคลือบเหล่านั้น เช่น ลายรวงข้าว ลายปลา ลายวัวควาย สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตของชาวสุโขทัยที่ผูกพันแนบแน่นในวิถีข้าว

ยุคอยุธยา (พ.ศ. 1893-2310)
อู่ข้าว อู่น้ำ
กรุงศรีอยุธยาอาณาจักรที่แผ่ขยายอาณาเขตและทวีความรุ่งเรืองขึ้นจนกลายเป็นศูนย์กลางทางการค้าสำคัญแห่งหนึ่งของโลก ความเฟื่องฟูส่วนหนึ่งมาจากผืนดินอันเป็นที่ตั้งอยู่ในที่ราบลุ่มแม่น้ำขนาดใหญ่มีแม่น้ำหลายสายหล่อเลี้ยง มีพืชพันธุ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์อย่างที่สุด โดยเฉพาะ "ข้าว" ซึ่งเติบโตงอกงามอยู่ทุกหย่อมหญ้า เดอลาลูแบร์ (Simon de La Loub?re) ได้บันทึกถึงข้าวชนิดหนึ่งของสยามว่าเป็น "ข้าวมหัศจรรย์" เพราะไม่เกรงกลัวต่อน้ำเลย น้ำขึ้นเท่าใดก็ยืดลำต้นได้เท่านั้น พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า อาจเป็นเพราะข้าวสายพันธุ์นี้ที่ทำให้การก่อร่างตั้งถิ่นฐานในพื้นที่น้ำท่วมขังอยู่นานนับครึ่งปีเช่นนี้ ผู้คนก็ไม่ได้อดอยากยากแค้น มีข้าวปลาอาหารอย่างสมบูรณ์
ไร่นาคือ "ยศถาบรรดาศักดิ์"
นาข้าวในแผ่นดินอยุธยานั้นมีความสำคัญเป็นอย่างมาก นอกจากเป็นแหล่งข้าวปลาอาหารที่นำมาซึ่งความกินดีอยู่ดีของอาณาจักรแล้ว นาข้าวยังเป็นเครื่องมือในการจัดระบบระเบียบสังคม เรียกว่าระบบ "ศักดินา" ศักดินา คือการจัดระเบียบสังคมโดยใช้สิทธิ์การถือครองที่นาในการแบ่งชนชั้นวรรณะหรือลำดับ "ศักดิ์" ของคนในสังคม โดยมีการกำหนดการถือครองที่นามากน้อยตามศักดิ์ของบุคคลดังนี้ เจ้านายหรือเชื้อพระวงศ์ซึ่งเป็นชนชั้นสูงในสังคม มีศักดินาตั้งแต่ 1,500-10,000 ไร่ ขุนนางและข้าราชการมีศักดินา 400-10,000 ไร่ ไพร่มีศักดินา 10-25 ไร่ และทาสมีศักดินาสูงสุดไม่เกิน 5 ไร่ ส่วนพระมหากษัตริย์พระองค์อยู่ในฐานะ "พระเจ้าแผ่นดิน" มีสิทธิ์เหนือที่ดินทั้งมวลของอาณาจักร พระมหากษัตริย์จะปูนบำเหน็จหรือเลื่อนยศศักดิ์ของขุนนางและข้าราชการด้วยการมอบที่นาให้เป็นการตอบแทนในคุณงามความดี นาข้าวของกรุงศรีอยุธยาจึงไม่ได้เป็นเพียงผืนดินสำหรับปลูกข้าวแต่เพียงอย่างเดียว เพราะ "นา" คือหน้าตา คือศักดิ์ศรี คือบารมีของผู้ถือครอง
เวียง วัง คลัง นา
ระบบการปกครองสมัยอยุธยา นอกจากระบบศักดินาที่บัญญัติขึ้นในรัชสมัยของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถแล้ว ก็มีการบริหารราชการแผ่นดินแบบ "จตุสดมภ์" ซึ่งเปรียบเหมือนเสาหลักของแผ่นดินแบ่งเป็น 4 กรม ได้แก่ กรมเวียง กรมวัง กรมคลัง และกรมนา กรมเวียง มีหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยภายในราชอาณาจักร กรมวัง มีหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยภายในวัง มีหน้าที่จัดการพระราชพิธีต่างๆ ของราชสำนัก ส่วนกรมคลังหรือกรมท่า มีหน้าที่ดูแลกิจการการค้าของราชอาณาจักร กรมนา ในสมัยอยุธยาตอนต้น มีหน้าที่ป้องกันและระงับข้อพิพาทของราษฎรเกี่ยวกับเรื่องข้าว พืชผลในไร่นา และสัตว์พาหนะ เช่น วัวและควายเท่านั้น ต่อมากรมนาก็มีบทบาทมากขึ้นตามลำดับ เช่น เก็บข้าวเข้าฉางหลวง จัดสรรที่ดินรกร้างให้แก่ราษฎรเพื่อทำการเพาะปลูกและกสิกรรมต่าง ๆ การจัดระบบชลประทาน การจัดเก็บภาษีข้าว เป็นต้น

ยุครัตนโกสินทร์ (พ.ศ. 2325-ปัจจุบัน)
สภาพเศรษฐกิจของไทยในยุคแรกเริ่มกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นเศรษฐกิจแบบเลี้ยงตัวเอง (Self- Sufficient) ปลูกเองกินเอง ผลิตทุกอย่างใช้เอง มีอาชีพหลักคือการปลูกข้าวเพื่อเป็นอาหาร ยังมิได้ผลิตเพื่อการค้า การค้าขายกับต่างชาติจะผูกขาดโดยรัฐเท่านั้น
พ.ศ. 2398
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทำสนธิสัญญาเบาริงกับประเทศอังกฤษ สนธิสัญญานี้คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงหลาย ๆ ด้านของไทย รวมถึงการขยายตัวทางเศรษฐกิจซึ่งเกิดขึ้นในภาคการเกษตรเป็นสำคัญ โดยเฉพาะการส่งออกข้าว เพราะข้าวเป็นสินค้าหลักของไทยที่ชาติตะวันตกมีความต้องการมากที่สุด ทำให้เกิดการบุกเบิกที่ดินเพื่อขยายพื้นที่เพาะปลูกข้าวมากขึ้น เกิดการขุดคลองขนานใหญ่ทั่วเมืองหลวงและปริมณฑล การส่งออกข้าวได้ขยายตัวอย่างรวดเร็วกลายเป็นสินค้าหลักของไทยแซงหน้าสินค้าประเภทอื่น สภาพการณ์เช่นนี้พบเห็นได้จากคำประกาศต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับข้าวในสมัยรัชกาลที่ 4 เช่น ประกาศเตือนเรื่องการซื้อข้าว ความว่า
"ทรงกำหนดว่า ถ้าฝนงามจนเดือน 10 แล้ว จะโปรดเปิดให้ลูกค้าซื้อข้าวออกไปจำหน่ายนอกประเทศ เมื่อเปิดแล้วราคาข้าวจะขึ้นไป เพราะฉะนั้นใครที่ใคร่จะซื้อข้าวด้วยราคาถูกๆ ก็ให้รับซื้อหาเก็บไว้ใช้สอยหรือมากเหลือใช้สอย เมื่อเปิดข้าวออกนอกประเทศแล้วก็จะได้ขายเอากำไร อย่าเสียดายเงินทุนกลัวข้าวผุเลย รีบซื้อไว้เสีย เมื่อราคาข้าวยังไม่ขึ้นไม่ซื้อแล้วราคาข้าวยิ่งขึ้นไป เพราะเปิดข้าวออกนอกประเทศก็อย่าบ่นว่าในหลวงทำให้ราคาข้าวแพงขึ้น เพราะในหลวงทรงเมตตากรุณาแก่ชาวนาจะได้ขายข้าวได้ราคาไม่ทิ้งนาไปทำการอื่น ๆ" (ประชุมประกาศรัชกาลที่ 4, พ.ศ. 2394-2400, หน้า 219-220)
พ.ศ. 2401
โรงสีข้าวแห่งแรกของประเทศไทยได้ถือกำเนิดขึ้นในกรุงเทพมหานครและเพิ่มจำนวนขึ้นมากมายเพื่อรองรับการค้าและการส่งออกข้าวที่เจริญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว*
ปัจจุบัน
ไทยครองตำแหน่งผู้ส่งออกข้าวอันดับ 1 ของโลกต่อเนื่องยาวนานเกือบ 30 ปี ปัจจุบันข้าวไทยได้รับความนิยมจากทั่วโลก ด้วยคุณภาพอันเป็นที่ยอมรับ โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิไทย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...