โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

มาแล้วกม.ไซเบอร์ซีเคียวริตี "ดีอี" ชงครม.มีนา-องค์กรใหม่อำนาจล้น

ประชาชาติธุรกิจ

เผยแพร่ 15 มี.ค. 2561 เวลา 14.01 น.

กระทรวง “ดีอี” ตั้งเป้าดัน 2 กม.สำคัญ ทั้ง “พ.ร.บ.ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์” และ “พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล” ชง “ครม.” ภายใน มี.ค. มั่นใจประสานกฤษฎีกาแล้ว ผ่านฉลุย ยกสถานะ “ไทยเซิร์ต” เป็นไซเบอร์เอเยนซี่ ระหว่างรอ สนช. เร่งคลอดหน่วยงานใหม่กำกับดูแล อำนาจล้นคุมได้ทั้งรัฐ-เอกชน

นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ตั้งเป้าที่จะนำร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. …และร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. … เข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในเดือน มี.ค.นี้ หลังจากนำร่างกฎหมายทั้ง 2 ฉบับ กลับมาทบทวนอีกรอบ และได้หารือกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาคู่ขนานไปพร้อมกัน

“ถ้าร่างผ่าน ครม. แล้วสามารถส่งต่อเข้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)ได้เลย เพราะใช้วิธีทำงานคู่ขนานไป”

ทั้งในกระบวนการทบทวนได้คำนึงถึงการสร้างสมดุลในมุมของภาคธุรกิจ เศรษฐกิจ และประชาสังคม เพื่อไม่สร้างผลกระทบให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากเกินไป เพราะกฎหมายทั้ง 2 ฉบับมีความสำคัญกับความมั่นคงปลอดภัยทางเศรษฐกิจ และสิทธิประชาชน ทั้งต้องสอดคล้องกับแนวปฏิบัติของต่างประเทศด้วย

โดยเมื่อกฎหมายทั้ง 2 ฉบับบังคับใช้ จะมีการตั้ง 2 หน่วยงานใหม่ขึ้น เพื่อกำกับดูแลในส่วนของการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และส่วนของความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ หรือ “เนชั่นแนลไซเบอร์ซีเคียวริตี้เอเยนซี่” ดูแลโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ทั้งการเงินธนาคาร คมนาคม สาธารณูปโภค สาธารณสุข และความมั่นคง

“เมื่อร่าง พ.ร.บ.ผ่าน ครม.แล้ว ในส่วนของกฎหมายไซเบอร์จะเสนอให้ ครม.อนุมัติการตั้งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อให้เริ่มดำเนินงานไปพลางก่อน โดยให้ไทยเซิร์ต หน่วยงานภายใต้ สพธอ.(สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์) เป็นผู้ประสานงานหลัก เมื่อ พ.ร.บ.ประกาศใช้ค่อยยกระดับขึ้นมาเป็นเนชั่นแนลไซเบอร์ซีเคียวริตี้เอเยนซี่ ซึ่งกิจกรรมที่ต้องเร่งทำคือ การกำหนดว่าโครงสร้างพื้นฐานใดที่เข้าข่ายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศที่ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานที่กำหนด และการออกขั้นตอนปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุวิกฤตขึ้นกับโครงข่ายดังกล่าว เพื่อป้องกันและระงับเหตุไม่ให้ความเสียหายลุกลามกระทบกับการใช้งาน”

“นายกฯ” นั่ง ปธ.บอร์ด

รายงานข่าวแจ้งว่า สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้เปิดรับฟังความเห็นร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. …จนถึง 25 มี.ค. 2561 ผ่านทางเว็บไซต์ http://www.lawamendment.go.th ซึ่งเมื่อเทียบกับร่างฉบับที่เปิดรับฟังความเห็นสาธารณะเมื่อ 24 พ.ค.-7 มิ.ย. 2560 พบว่ามีความแตกต่างในหลายประเด็น สาระสำคัญคือ การตั้งคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์แห่งชาติ กำหนดให้นายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ และไม่ได้ระบุให้มอบหมายงานให้รองนายกรัฐมนตรีได้เหมือนร่างฉบับก่อนนี้

ส่วนกรรมการโดยตำแหน่ง เพิ่มจาก 13 คน เป็น 17 คน และระบุให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสำคัญทั้งหมด ครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ การศึกษา สาธารณสุข ต่างกับเดิมที่กำหนดเป็นปลัดกระทรวง ทั้งเพิ่มให้เลขาธิการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และเลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เข้ามาเป็นบอร์ดด้วย

ทั้งยังมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอีกไม่เกิน 7 คน ซึ่ง ครม.ตั้งจากผู้เชี่ยวชาญด้านไอที กฎหมาย และอื่น ๆ โดยมีวาระดำรงตำแหน่ง 4 ปี ห้ามติดต่อกันเกิน 2 วาระ และให้ปลัดกระทรวงดีอีเป็นกรรมการและเลขานุการบอร์ดไซเบอร์ จากเดิมกำหนดให้เลขาธิการขององค์กรใหม่ที่จะตั้งขึ้นทำหน้าที่นี้

บอร์ดสั่งการได้ทุกหน่วยงาน

อำนาจของบอร์ดชุดนี้ ได้แก่ การจัดทำนโยบาย และแผนระดับชาติว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ รวมถึงข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการจัดให้มีกฎหมายหรือปรับปรุงกฎระเบียบต่าง ๆ เพื่อเสนอให้ ครม.อนุมัติ ทั้งยังมีอำนาจสั่งให้ทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชนดำเนินงานให้สอดคล้องตามแผนที่กำหนด หากหน่วยงานรัฐฝ่าฝืนถือว่ากระทำผิดวินัย และเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินหรือภยันตรายจากภัยไซเบอร์ที่อาจกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ ให้บอร์ดมีอำนาจสั่งการทั้งหน่วยงานรัฐ เอกชน หรือบุคคล กระทำหรืองดการกระทำเพื่อระงับความเสียหาย หากฝ่าฝืน มีทั้งโทษจำคุก-โทษปรับ (ยังไม่ได้ระบุอัตราโทษ)

สนง.มีบอร์ดบริหาร-ดีอีคุมอีกชั้น

ส่วนสำนักงานรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติที่ตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ. จะมีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐที่เป็นนิติบุคคล แต่ไม่เป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งต่างจากเดิมที่กำหนดให้มีฐานะเป็น “กรม” ขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี มีหน้าที่สำคัญคือ เป็นศูนย์กลางเครือข่ายข้อมูลด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ของประเทศ ตอบสนองและรับมือกับภัยคุกคามโดยประสานกับทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อยับยั้งปัญหาอย่างรวดเร็ว สนับสนุนและให้คำแนะนำการจัดทำแผนปฏิบัติการของหน่วยงานรัฐ รวมถึง

ศึกษาและวิจัยข้อมูลเท่าที่จำเป็น

โดยให้มีคณะกรรมการบริหารสำนักงานรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์แห่งชาติ ซึ่งมีปลัดดีอีเป็นประธาน และผู้เชี่ยวชาญที่รัฐมนตรีดีอีแต่งตั้ง กำกับการทำงานของสำนักงาน บอร์ดบริหารจะมีอำนาจแต่งตั้ง “เลขาธิการ” สำนักงานไซเบอร์โดยความเห็นชอบจาก ครม. ขึ้นตรงกับประธานบอร์ดบริหาร ต่างกับร่าง พ.ร.บ.เดิมที่ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี มีวาระคราวละ 4 ปี ห้ามติดต่อกันเกิน 2 วาระ

นอกจากนี้ ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับการบริหารงานสำนักงานมากขึ้น และให้รัฐบาลจัดสรรทุนประเดิมและเงินอุดหนุน ส่วนรายได้จากการดำเนินกิจการต่าง ๆ ตามวัตถุประสงค์ของสำนักงาน ไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน

ขณะที่รัฐมนตรีดีอีมีอำนาจกำกับสำนักงานให้เป็นไปตามกฎหมาย และนโยบายรัฐบาลรวมถึงมติ ครม. ทั้งมีอำนาจยับยั้งการกระทำของสำนักงานรวมถึงสั่งสอบสวนข้อเท็จจริงได้

ส่วนพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจในการเข้าถึงข้อมูลสื่อสารด้วยการยื่นคำร้องต่อศาล ยกเว้นกรณีจำเป็นเร่งด่วนที่จะก่อความเสียหายร้ายแรงให้ขออนุมัติจากบอร์ดไซเบอร์ฯ แล้วรายงานต่อศาลโดยเร็ว และห้ามพนักงานเจ้าหน้าที่เปิดเผยหรือส่งมอบข้อมูลที่ได้แก่บุคคลอื่น ฝ่าฝืนมีโทษจำคุก-โทษปรับ (ยังไม่ระบุอัตราโทษ)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...