อิรักลั่นกู้คืนโบราณวัตถุถูกขโมยหลังเหตุรุกรานประเทศนำโดยสหรัฐฯ ในปี 2003
แบกแดด, 10 ก.พ. (ซินหัว) -- เมื่อวันอังคาร (9 ก.พ.) หนังสือพิมพ์อัล-ซาบาห์ อ้างอิงเจ้าหน้าที่อาวุโสของอิรัก รายงานว่าอิรักมุ่งมั่นจะกู้คืนโบราณวัตถุทั้งหมดที่ถูกขโมยหลังจากมีการบุกรุกประเทศที่นำโดยสหรัฐฯ เมื่อปี 2003
เลธ ฮุสเซน หัวหน้าคณะกรรมการแห่งชาติด้านโบราณวัตถุและมรดก สังกัดกระทรวงวัฒนธรรม การท่องเที่ยว และโบราณวัตถุของอิรัก ระบุว่า "คณะกรรมการฯ ตั้งใจจะกู้คืนโบราณวัตถุของอิรักทุกชิ้นที่ถูกลักลอบนำออกนอกประเทศ เราจะไม่ยอมสูญเสียแม้แต่ชิ้นเดียว ไม่ว่าจะเล็กใหญ่หรือมีความสำคัญมากน้อยแค่ไหน"
ฮุสเซนระบุว่าปัจจุบันอิรักดำเนินความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการกู้คืนโบราณวัตถุที่ถูกลักขโมยจากโบราณสถาน รวมถึงพิพิธภัณฑ์อิรักในกรุงแบกแดด เมืองหลวงของอิรัก โดยกระทรวงฯ ยื่นฟ้องร้องระหว่างประเทศเกี่ยวกับการลักขโมยโบราณวัตถุของอิรักหลายร้อยคดีความแล้ว
ทางการอิรักเผชิญอุปสรรคใหญ่ในการปกป้องโบราณสถาน เนื่องจากทั้งประเทศ "เป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์ที่มีโบราณสถานหลายพันแห่งตั้งแต่เหนือจรดใต้"
"คณะกรรมการฯ จะยกระดับการเฝ้าระวังโบราณสถานให้เข้มงวดยิ่งขึ้นด้วยการสร้างรั้วลวดหนามและเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเพื่อป้องกันความเสียหาย" ฮุสเซนกล่าว
สถิติจากทางการอิรักระบุว่าหลังจากสิ้นยุคการปกครองของซัดดัม ฮุสเซ็น ที่ถูกโค่นล้มด้วยกองกำลังทหารนำโดยสหรัฐฯ ในปี 2003 มีโบราณวัตถุตั้งแต่ยุคหิน ยุคบาบีโลน ยุคอัสซีเรีย และยุคอิสลาม ถูกลักขโมยหรือทำลายราว 15,000 ชิ้น
ต่อจากนั้นกลุ่มรัฐอิสลามหรือกลุ่มไอเอส (IS) เข้าควบคุมดินแดนส่วนใหญ่ทางตอนเหนือและตะวันตกของอิรักในปี 2014 และทำลายพิพิธภัณฑ์ของโมซุล รวมถึงเมืองโบราณฮัตราและนิมรูด ทั้งยังลักขโมยโบราณวัตถุจำนวนมาก
ทั้งนี้ อิรักมีโบราณสถานกว่า 10,000 แห่ง แต่ส่วนมากไม่มีการรักษาความปลอดภัยและมีโบราณวัตถุถูกลักขโมยจำนวนมาก