ไทยเตรียมพร้อมฉีดวัคซีนโควิด-19 เดือนก.พ.ตามแผน
แต่อาจยืดหยุ่นเล็กน้อย เน้นความปลอดภัยอันดับแรก เตรียมขอข้อมูลผลฉีดวัคซีนซิโนแวค ก่อนพิจารณาขึ้นทะเบียนแบบฉุกเฉิน ชี้วัคซีนเป็นชีววัตถุ ย่อมเกิดผลข้างเคียง แต่ยังเสี่ยงน้อยกว่าการติดโรคทุกคนต้องชั่งใจ แต่หากถึงขั้นพิการ หรือเสียชีวิต และผู้เชี่ยวชาญพิสูจน์ได้ว่าเกิดจากการฉีดวัคซีน รัฐจะต้องจ่ายเยียวยาความสูญเสียด้วย
2 ก.พ.2564 ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการฉีดวัคซีนโควิด-19 ในไทยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมของระบบ เมื่อวัคซีนมาถึงไทย คาดว่าไม่เกิน 1 สัปดาห์จะสามารถฉีดได้ ยืนยันว่าขณะนี้เป็นไปตามแผนภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้ แต่อาจมีความยืดหยุ่นเล็กน้อย เพราะขอวัคซีนของแอสตราเซเนกา เบื้องต้น 50,000 โดส จากโควตา 21 ล้านโดส แต่ขณะนี้ยุโรปและอังกฤษมีความขัดแย้งเรื่องการส่งวัคซีน จึงไม่แน่ใจว่าไทยจะได้รับผลกระทบหรือไม่
อย่างไรก็ตามในการฉีดวัคซีนให้กับกลุ่มเป้าหมายนั้นก็ต้องเน้นเรื่องความปลอดภัยเป็นอันดับแรก ส่วนจะฉีดวัคซีนหรือไม่นั้นทุกท่านต้องชั่งน้ำหนักดู แต่ยืนยันว่าความเสี่ยงจากการติดโรคและป่วย มีมากกว่าความเสี่ยงจากวัคซีน ถ้าผ่านขึ้นทะเบียนฉุกเฉินได้ ยืนยันว่าเป็นประโยชน์ เป้าหมายหลักของวัคซีนในขณะนี้ คือ ลดเจ็บป่วย ลดอัตราการเสียชีวิต และลดการแพร่เชื้อ ซึ่งวัคซีนเป็นชีววัตถุ ย่อมมีผลข้างเคียงเกิดขึ้น แต่หากกรณีความสูญเสียถึงขั้นพิการ หรือเสียชีวิต หากผู้เชี่ยวชาญพิสูจน์ได้ว่าเกิดจากการฉีดวัคซีน รัฐจะต้องจ่ายเยียวยาความสูญเสียดังกล่าว นอกจากนี้ยังระบุไม่ได้ว่าต้องฉีดวัคซีนใหม่ทุกปีหรือไม่ เพราะข้อมูลเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ยกตัวอย่างในสหรัฐฯ เริ่มยุทธศาสตร์ฉีดปูพรม 1 เข็ม ดูข้อมูลจากหลายวัคซีนที่ฉีดเพียง 1 เข็ม สามารถป้องกันได้ร้อยละ 50-80 ส่วนการเกิดเชื้อกลายพันธุ์จำนวนมากในอังกฤษ บราซิล และแอฟริกาใต้ ปรากฎว่าวัคซีนของจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน ที่มีการศึกษาในสหรัฐฯ มีเชื้อกลายพันธุ์น้อยมาก พบประสิทธิภาพวัคซีนอยู่ที่ร้อยละ 72 ส่วนในแอฟริกาใต้ ประสิทธิภาพวัคซีนตัวดังกล่าวอยู่ที่ร้อยละ 57 สะท้อนว่าเชื้อกลายพันธุ์กำลังก่อปัญหา อาจทำให้ผลตอบสนองวัคซีนลดลง