กรมทางหลวงชนบท เดินหน้านโยบาย "พิพัฒน์" วางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานทางถนน มุ่งลดภาระการเดินทาง พัฒนาระบบคมนาคม ทันสมัย-สะดวก-ปลอดภัย-เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
กรมทางหลวงชนบท เดินหน้านโยบาย "พิพัฒน์" วางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานทางถนน มุ่งลดภาระการเดินทาง พัฒนาระบบคมนาคม ทันสมัย-สะดวก-ปลอดภัย-เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีและเศรษฐกิจไทยที่เติบโตอย่างยิ่งยืน
วันนี้ (11 พ.ค. 69) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคนาคม เป็นประธานในการประชุมมอบนโยบายให้แก่กรมทางหลวงชนบท (ทช.) ซึ่งมี ดร.รัชพงศ์ ชูแก้ว เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายขยธรรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม คณะผู้บริหารกระทรวงคมนาคมเข้าร่วม โดยมีนายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ผู้อำนวยการสำนักในส่วนส่วนกลาง/ ส่วนภูมิภาค และผู้อำนวยการแขวงทางหลวงขนบททั่วประเทศ จำนวน 125 คน ให้การต้อนรับและเข้ารับนโยบาย ณ อาคารฝึกอบรมสะพานพระราม 7 กรมทางหลวงชนบท จังหวัดนนทบุรี
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ขาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศควบคู่ไปกับการสร้างโอกาส และการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ พร้อมเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
ทางเศรษฐกิจและสังคม เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นและความสุขให้กับพี่น้องประชาชนชาวไทย กระทรวงคมนาคม จึงได้กำหนดกรอบการดำเนินงานภายใต้แนวคิด "การพัฒนาระบบคมนาคมที่ทันสมัย สะดวก ปลอดภัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน"
ทั้งนี้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว จึงได้มอบนโยบายสำคัญในการดำเนินภารกิจของกรมทางหลวงชนทได้สั่งให้ดำเนินการลดต้นทุนการขนส่ง ลดภาระค่าครองชีพ ควบคู่กับการสร้างความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในทุกมิติ การกระตุ้นเศรษฐกิจในภาคอุตสาหกรรมเพื่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยให้เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569 การจัดทำ/ปรับปรุงแผนการขอรับจัดสรรงบประมาณปี 2570 การบูรณาการกับทุกภาคส่วน การพัฒนาระบบดิจิทัล และการผลักดันโครงการระยะเร่งด่วน (Quick-win) โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ Quick-win 1 เร่งรัดโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างในปัจจุบันให้สามารถเปิดให้บริการแก่ประชาชนโดยเร็ว. Quick-win 2 เร่งรัดการประกวดราคาสำหรับโครงการที่ได้รับอนุมัติหรือมีความพร้อม เพื่อให้เริ่มก่อสร้างได้ทันที เช่น โครงการก่อสร้างสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา อำเภอกระแสสินธุ์ จังหวัดสงขลา - อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง และโครงการก่อสร้างสะพานเชื่อมเกาะลันตา อำเภอเกาะสันตา จังหวัดกระบี่ และ Quick-win 3 เร่งรัดการเสนอเรื่องคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาอนุมัติโครงการต่าง ๆ ให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้
นอกจากนี้ยังมีในส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด/พลังงานทดแทน การวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐาน/การบริการด้านคมนาคมสำหรับอนาคต ตลอดจนการเร่งขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่ที่ได้รับการบรรจ์ไว้ในแผนแม่บทให้เกิดผอย่างเป็นรูปธรรรม โดยเฉพาะโครงการถนนเลียบชายฝั่งทะเลภาคใต้ (Thalland Riviera) /ถนนเลียบชายฝั่งทะเลอันตามัน สะพานข้ามทะเลสาบสงขลา จังหวัดสงขลา, พัทลุง และสะพานข้ามเกาะลันตา จังหวัดกระบี่
นายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงขนบท กล่าวต่อว่า ทช. ได้ดำเนินโครงการให้สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงคมนาคมอย่างเข้มข้น โดยในปี 2569 นี้ ทช. ได้เดินหน้าอย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการถนเลืยบชายฝั่งทะเลภาคใต้ (Thailand Riviera) ที่กระทรวงคมนาคมมีนโยบายผลักดันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดย ระยะที่ 1 (สมุทรสงคราม-ประจวบคีรีขันธ์-ระนอง-ชุมพร) ในส่วนของ ทช. ระยะทางรวม 514.616 กิโลเมตร ได้ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จ ระยะที่ 2 (ชุมพร-สุราษฎร์ธานี-นครศรีธรรมราช-สงขลา) ขณะนี้อยู่ระหว่างขอสนับสนับสนุน งบประมาณปี 2570 เพื่อจ้างที่ปรึกษาศึกษาความเหมาะสมและอออกแบบเชิงหลักการของเส้นทางท่องเที่ยว ในส่วนของ ระยะที่ 3 (ช่วงที่ 1) สมุทรปราการ-สมุทรสาคร-สมุทรสงคราม ระยะทางรวม 83 กิโลเมตร นั้น ได้ทำการสำรวจ ออกแบบ/จัดทำรายงาน EIA แล้วเสร็จ ขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมการก่อสร้าง(สำรวจอสังหาริมทรัพย์ 2570) และ ระยะที่ 3 (ช่วงที่ 2) เพชรบุรี-ประจวบคีรีขันธ์ (ตะนาวศรีศรีพัฒน์) ระยะทางรวม 350 กิโลเมตร ได้ทำการสำรวจ
ออกแบบ และผ่านการพิจารณาเล่มรายงาน FIA แล้ว โดยขณะนี้ ทช ได้เริ่มผ้าพื้นที่ดำเนินการก่ดสร้างแล้ว จำนวน 2 โครงการ รวมระยะทางราว 81 กิโลเมตร สำหรับ ระยะที่4 (สงขลา-ปัตตานี-นราธิวาส)ในส่วนของ ทช. ระยะทางรวม 155.680 กิโลเมตร ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2569 และระยะที่ 5เลียบชายฝั่งทะเลอันดามัน (ระนอง-พังงา-ภูเก็ต-กระบี่-ตรัง-สตูล) ในส่วนของ ทช. ระยะทางรวม 600.268 กิโลเมตร ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการศึกษาโดยสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.)
ทั้งนี้ ทช. ยังมีโครงการก่อสร้างสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา อำเภอกระแสสินธุ์ จังหวัดสงขลา - อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง และโครงการก่อสร้างสะพานเชื่อมเกาะลันตา อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ซึ่งปัจจุบัน ทช.ได้ดำเนินการประกาศผู้ชนะทั้งสองโครงการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดย ทช. จะสามารถลงนามสัญญาก่อสร้างกับผู้รับจ้าง ได้ต่อเมื่อ กระทรวงการคลังได้ลงนามในสัญญาเงินกู้กับธนาคารโลก ซึ่งขณะนี้กระทรวงการคลัง
อยู่ระหว่างการเสนอเรื่องเข้าคณะรัฐมนตรีต่อไป
นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินงานก่อสร้างถนนเพื่อยกระดับมาตรฐานชั้นทาง, ถนนสนับสนุนเส้นทางรถไฟทางคู่, ถนนสนับสนุนการท่องเที่ยว จำนวน 333 โครงการ ระยะทางรวม 813 กิโลเมตร ถนนเพื่อการแก้ไขปัญหาจราจรในปริมณฑลและภูมิภาค และถนนเพื่อเชื่อมต่อระบบขนส่ง ซึ่งเป็นโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ มีการก่อสร้างถนนและสะพาน จำนวน 15 โครงการ รวมถึง การก่อสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กทั่วประเทศ จำนวน 46 โครงการ ความยาวรวม 4,095 เมตร อีกทั้งยังมีงานบำรุงรักษาทาง จำนวน 1,168 แห่ง และงานอำนวยความปลอดภัย จำนวน 1,653 แห่ง
สำหรับโครงการขนาดใหญ่ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง อาทิ โครงการก่อสร้างถนนสาย ง ผังเมืองรวมเมืองทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช งบประมาณ 909.548 ล้านบาท, โครงการก่อสร้างถนนเลียบแม่น้ำโขงนาคาวิถี (ช่วงสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 ถึงพระธาตุพนม) อำเภอเมือง อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม จังหวัดมุกดาหาร งบประมาณ 615 ล้านบาบาท, โครงการก่อสร้างถนนสาย จ ผังเมืองรวมเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร งบประมาณ 1,594 ล้านบาท, โครงการก่อสร้างทางลอดและปรับปรุงถนนบริเวณทางแยกศูนย์ราชการ บนถนนทางหลวงชนบทสาย ชร.1023 อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย งบประมาณ 849.800 ล้านบาท ซึ่งระหว่างการก่อสร้างนั้น ทช. ได้ให้ความสำคัญสูงสุดในเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด รวมไปถึงการตรวจสอบเครื่องจักร อุปกรณ์การก่อสร้างให้มีความพร้อมต่อการใช้งาน เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ สร้างความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ตลอดจนการให้ความสำคัญในเรื่องเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดย ทช. ได้นำนวัตกรรมเทคโลยีแลยีแอสฟัลต์ผสมอุ่น (Warm Mix Asphalt หรือ WMA) มาทดลองใช้ในงานก่อสร้าง/งานบำรุงรักษาถนนทั่วประเทศ เพื่อลดการใช้พลังงาน และลดมลพิษ และในปี 2570 ทช. จะเดินหน้าตามนโยบายของรัฐบาลโดยเน้นการบำรุงรักษาทาง ควบคู่กับมาตรฐานความปลอดภัยตามหลักสากลอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน ทช. มีโครงข่ายที่อยู่ในความดูแลรับผิดชอบจำนวนทั้งสิ้น 3,662 สายทาง ระยะทาง 51,295.934 กิโลเมตร พร้อมดูแลสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาอีกจำนวน 13 แห่ง รวมไปถึงสะพานโครงสร้างพิเศษ ทั้งสะพานขึง อุโมงค์ทางลอด สะพานข้ามแยก สะพานข้ามทางรถไฟ และสะพานในสายทาง รวมทั้งสิ้น 11,261 แห่ง ทั้งนี้ ทช. ยังคงมุ่งมั่นปฏิบัติภารกิจอย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมของประเทศ และยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนให้ดียิ่งขึ้นอย่างยังยืนสืบไป