โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

PTT นำเข้าน้ำมันดิบจากหลากหลายแหล่ง สร้างความมั่นคงทางพลังงาน

ทันหุ้น

อัพเดต 21 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา

#PTT #ทันหุ้น – สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ยังไม่มีทีท่าจะจบลงในระยะเวลาอันสั้น แม้จะมีการประกาศหยุดยิง เพื่อเข้าสู่โต๊ะเจรจา แต่ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ ทำให้สถานการณ์พลังงานโลกอยู่ในช่วงวิกฤติ โดยประเทศไทยถือเป็นผู้นำเข้าน้ำมันในสัดส่วนที่สูง ทำให้เกิดความกังวลเรื่องปริมาณการจัดหาน้ำมันว่าจะเพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศหรือไม่ หากสถานการณ์มีความยืดเยื้อยาวนาน

ความหวังของประเทศไทยที่จะพ้นวิกฤติครั้งนี้ไปได้ และมีน้ำมันเพียงพอใช้ในประเทศคงหนีไม่พ้นบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ของไทย “บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ที่มีภารกิจสำคัญ คือการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ ปตท. มีหน่วยธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ (เทรดดิ้ง) โดยหัวใจสำคัญของความสำเร็จของธุรกิจนี้มาจากแนวคิดที่ว่า“PTT ไม่มีคู่แข่ง มีแต่คู่ค้า” ทำให้ปัจจุบัน ปตท. มีคู่ค้ากว่า 1,600 ราย ในกว่า 80 ประเทศทั่วโลก มีการขนส่งทางเรือกว่า 700 เที่ยวต่อปี โดยมีปริมาณการค้าน้ำมันดิบเฉลี่ยประมาณ 1.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน สูงกว่ากำลังการกลั่นน้ำมันดิบของกลุ่ม ปตท. ที่ 680,000 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือ กว่า 2 เท่า ซึ่งทำให้โรงกลั่นของกลุ่ม ปตท. สามารถผลิตได้เต็มกำลังการกลั่น

สำหรับช่วงก่อนเกิดสงครามระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน ปตท. มีการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางสัดส่วนมากกว่า 70% และแหล่งระยะไกล (Long-haul) เช่น สหรัฐอเมริกา-ลาตินอเมริกา–แอฟริกาตะวันตก และทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ประมาณ 20% และแหล่งระยะใกล้ เช่น มาเลเซีย-เวียดนาม–อินโดนีเซีย และการผลิตในไทยสัดส่วนอีก 10%

แต่เมื่อช่องแคบฮอร์มุซปิด ปตท. สามารถจัดหาแหล่งน้ำมันดิบอื่นมาทดแทนได้ สะท้อนจากเดือนเมษายน และพฤษภาคม ที่มีสัดส่วนการนำเข้าจากตะวันออกกลางเหลือเพียง 30% โดยเพิ่มการนำเข้าน้ำมันดิบจากแหล่งระยะไกล รวมเป็น 60% และแหล่งระยะใกล้ (Far East) อีก 5-10% โดยอาศัยความแข็งแกร่งของเครือข่ายการค้าระหว่างประเทศที่มีอยู่ทั่วโลก (Global Trading Network)

โมเดลการค้าที่สำคัญที่สุดคือ Out-Out (ซื้อจากประเทศหนึ่งไปขายให้อีกประเทศหนึ่ง โดยไม่ผ่านประเทศ ไทย) เพราะช่วยให้ ปตท. สามารถ Divert หรือเปลี่ยนเส้นทางพลังงานกลับเข้าสู่ประเทศไทยได้หากเกิดภาวะฉุกเฉิน โดยโมเดลแบบ Out-Out ของ ปตท. มีปริมาณค้าน้ำมันดิบทั่วโลกประมาณ 15 ล้านบาร์เรลต่อเดือน จึงสามารถนำเข้าประเทศไทยเพื่อชดเชยการนำเข้าจากช่องแคบฮอร์มุซที่ประมาณ 6 ล้านบาร์เรลต่อเดือนได้

ทั้งนี้ แม้จะมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่ ปตท. ยังมีการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางได้ จาก 2 เส้นทางเดินเรือสำรองทดแทน คือ การขนส่งผ่านท่อส่งจากฝั่งตะวันออกไปตะวันตกของซาอุดีอาระเบีย เพื่อส่งน้ำมันไปที่ท่าเรือยานบู (Yanbu) ที่ตั้งอยู่ในฝั่งทะเลแดง มีกำลังการส่งน้ำมันดิบประมาณ 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน และท่าเรือฟูไจราห์ (Fujairah) ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เป็นพื้นที่ที่อยู่ภายนอกช่องแคบฮอร์มุซ มีกำลังการส่งน้ำมันอยู่ที่ประมาณ 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน

ทั้งนี้ 2 เส้นทางเดินเรือดังกล่าว ยังคงต้องเฝ้าระวัง เพราะเรือขนส่งน้ำมันดิบจากท่ายานบู ต้องผ่านช่องแคบบับเอลมันเดบ (Bab-al-Mandeb) ซึ่งเป็นทางออกจากทะเลแดง ที่มีความเสี่ยงจากสถานการณ์ความขัดแย้ง ที่อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในการเดินเรือ หากมีการปิดช่องแคบบับเอลมันเดบ ต้องมีการเดินเรืออ้อมแหลมกู๊ดโฮป ซึ่งจะต้องจะใช้เวลาในการเดินเรือมาไทยมากขึ้น

โดยแต่ละเส้นทางเรือนั้นมีระยะเวลาเดินเรือที่ต่างกัน หากนำเข้าจากสหรัฐอเมริกาและลาตินอเมริกา ใช้เวลาประมาณ 40-50 วัน หากนำเข้าจากแอฟริกาตะวันตก ใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 วัน หากรับจากท่าเรือยานบู (Yanbu) ฝั่งทะเลแดงของซาอุดีอาระเบีย จะใช้เวลาประมาณ 20 วัน, ออสเตรเลีย ใช้เวลาประมาณ 10-15 วัน Far East และเพื่อนบ้าน ใช้เวลาเพียง 3-5 วัน และในภาวะเช่นนี้ ต้นทุนการนำเข้าน้ำมันดิบก็พุ่งกระฉูด ไม่ว่าจะเป็นค่าระวางเรือ เพิ่มขึ้น 3-5 เท่า แล้วแต่เส้นทาง ค่าพรีเมียมเพิ่มขึ้น 1-2 เท่า

สำหรับการบริหารความเสี่ยงด้านราคา มีการซื้อขายตราสารอนุพันธ์ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการทำการค้าและความผันผวนของราคาผลิตภัณฑ์ต่างๆ และยังใช้ระบบเทคโนโลยีการค้าที่ทันสมัยในการช่วยจับจังหวะซื้อ-ขายสัญญาอนุพันธ์ เพื่อบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ

ด้านการบริหารจัดการกองเรือถือว่ามีความสำคัญมากในการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ซึ่งปัจจุบัน ปตท. มีเรือจำนวน 44 ลำ กระจายอยู่ทั่วโลก โดยอยู่ระหว่างการขนส่งสินค้ามาไทย ทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ผลิตภัณฑ์ ปิโตร เคมี โดยทาง PTT มีเทคโนโลยี ที่เรียกว่า Vessel Tracking System (VTS) ซึ่งสามารถระบุความเร็วเรือ และวันที่จะมาถึงประเทศได้อย่าง Real-time เพื่อช่วยในการตัดสินใจและวางแผนการเดินเรือ เพื่อให้มั่นใจว่าการจัดหาและขนส่งผลิตภัณฑ์ รวมถึงน้ำมันดิบมายังประเทศไทยจะเป็นไปอย่างปลอดภัย มีประสิทธิภาพและมั่นคง

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...