โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Beef ไม่หัวร้อนสิแปลก! ซีซั่น 2 ของมหากาพย์ ‘คนหัวร้อน’ ที่สะท้อนว่าในห่วงโซ่นี้ เราต่างถูกกดทับและเป็นผู้กดทับกัน ทั้งโดยตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจ

Mirror Thailand

อัพเดต 24 เม.ย. เวลา 12.33 น. • เผยแพร่ 24 เม.ย. เวลา 12.33 น.
ภาพไฮไลต์

“ขับรถแย่ฉิบหาย ผู้หญิงแหง”

“มีปัญญาซื้อรถแพงๆ แต่ไม่มีสมอง”

“ถถถ ไอ้พวกเจนซี!”

“ค่ะ บูมเมอร์!”

ฯลฯ

จากตัวอย่างของการผรุสวาทที่เราต้องเจอจนแทบเป็นเรื่องปกติรายวัน กลายมาเป็นเเรงบันดาลใจให้กับเหตุการณ์เล็กๆ บนท้องถนนโดยคนหัวร้อน 2 คน ที่ก่อตัวสู่เหตุการณ์บานปลายเป็นเรื่องตลกร้ายจิกกัดระดับสังคมในซีรีส์ Beef ผลงานจาก Lee Sung Jin ผู้กำกับชาวเกาหลีใต้ที่ทำงานเขียนบทละคร-รายการทีวีแนวตลกในวงการบันเทิงมานานกว่า 20 ปี

ในฐานะชายเชื้อสายเอเชียนคนหนึ่งอย่าง Lee สังคมอเมริกันที่ตัวเขาอยู่มานานเกินครึ่งชีวิตก็ยังไม่เคยง่ายเลยสักวัน แต่มันก็เป็นวัตถุดิบชั้นดีให้เขาหยิบมันมาทำงานได้เสมอ

ซีซั่นแรก Beef เคยฉายสปอร์ตไลต์ไปยังชุมชนชาวเอเชียนที่ดิ้นรนเพื่อมีชีวิตรอดท่ามกลางสังคมอเมริกันอย่างคนจนตรอกไร้ทางสู้ มาถึงซีซั่น 2 นี้ Beef ก็ยังคงเล่าถึงเหล่าหมาจนตรอกผู้ขอต่อกรกับระบบอีกครั้งหนึ่งแบบลงลึกไปขยี้ประเด็นชนชั้นและทุนนิยมให้หนักขึ้น กับเส้นเรื่องที่ว่าด้วยการ ‘เอาคืน’ ของเหล่าคน (หัวร้อน) ที่เจ็บแค้นจากการถูกกดทับในรูปแบบต่างๆ เล่าผ่านตัวละครต่างชนชั้น ต่างเจนเนอเรชั่น มีทั้งคู่รักชนชั้นแรงงานเจนซี คู่รักชนชั้นกลางที่กำลังพังทลายในวัย 30 ตอนปลาย สาวโฮโซสมองไหล กับมหาเศรษฐีผู้มีอิทธิพลและอำนาจมืด

ซึ่ง Beef ในซีซั่น 2 ก็ยังคงอธิบายสำนวน ‘ฝนตกขี้หมูไหล คนจัญไรมาพบกัน’ ได้เห็นภาพเหมือนเดิมว่า ทุกคนล้วนมีความ ‘ฉิบหาย’ เป็นของตัวเอง คนจนมีปัญหาแบบคนจน คนรวยก็มีปัญหาแบบคนรวย แล้วทุกคนก็ต้องพยายามดิ้นรนทุกวิถีทางเพื่ออยู่ให้รอดไปกับไอ้ความฉิบหายนั้น แต่สำหรับตัวละครใน Beef พวกเขาดันมาเจอกันและพยายามเอาตัวรอดด้วยการใช้เล่ห์เหลี่ยมที่เลวร้าย นั่นคือการพยายามมองหาช่องที่จะได้ถืออำนาจ ‘เหนือกว่า’ อีกฝ่าย เอาได้เอา คว้าได้คว้า มองหาทุกโอกาสที่จะได้ฉกฉวย โดยที่แรกๆ อาจแคร์ความผิดชอบชั่วดีอยู่บ้าง แต่พอทำไปเรื่อยๆ ความหอมหวานของการได้มาซึ่งอำนาจเหล่านั้นเริ่มทำให้พวกเขาทั้งเอารัดเอาเปรียบและกดทับกันแบบไม่สนใจศีลธรรม

คนที่ด้อยกว่าทางสังคมก็มีข้ออ้างคลาสสิกในการฉกฉวยว่า “ถ้าเราถูกขโมยสิ่งที่เราควรจะได้ไป งั้นเราก็เอาคืนมันซะเลย” ขณะที่คนรวยและมีอำนาจทางสังคมเหนือกว่าก็มองว่า “ไอ้พวกนี้มันเรียกร้องมากไปแล้ว ในสิ่งที่มัน ‘ไม่คู่ควร’ จะได้ด้วยซ้ำ”

ในตอนแรก Beef ซีซั่น 2 อาจทำให้คนดูรู้สึกเหมือนว่ามันเป็นมหากาพย์เรื่องชนชั้นแบบคลาสสิกที่เขียนบทให้คนจนหมั่นไส้คนรวย คนรวยเหยียดคนจน คนจนต้องการเอาคืนสิทธิ์ที่ตัวเองจะได้ หรือคนเจนซี ตีกับเจนเอ็กซ์ แต่ซีรีส์กลับหักมุมเราแบบล้มคว่ำ ให้เห็นว่าแท้จริงแล้วหนทางที่พวกเขาใช้แก้เเค้นเอาคืนนั้นต่างหากที่กำลังเป็นตัว ‘กดทับ’ กันไปมาเป็นทอดๆ ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจ โดยที่ทั้งหมดไม่ได้ทันระวังเลยว่า ไม่ใช่คนจน ไม่ใช่คนรวย ไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่งหรอก แต่คือตัว ‘ระบบ’ บางอย่างต่างหากที่ถือ ‘อำนาจมืด’ ควบคุมบงการชีวิตบัดซบของพวกเขาทุกคนอยู่อีกที

แล้วระบบที่ว่านั้นมันก็ ‘ชนะ’ เราไปนานแล้วด้วย เพราะมันทำให้เราเผลอเหยียดและทับถมกัน ทั้งระดับแสดงออกชัด จนถึงระดับ Internalise ที่ฝังลึกลงไปในความคิด ในวัฒนธรรม ในวิธีที่เราใช้มองมนุษย์คนอื่นๆ ที่ไม่เหมือนเราหรือคิดเห็นต่างจากเรา อาจจะชนะที่ได้ทำให้เรายึดมั่นถือมั่นในความคิดตัวเอง จนไม่สนใครหน้าไหน และแบ่งเราออกเป็น ‘พวกเขา-พวกเรา’ ไปเรียบร้อยแล้วเช่นกัน

และอีกกี่ครั้งต่อกี่ครั้งที่เราเอาคืนคนที่กดทับเรา ด้วยการกดทับเขาให้จมดินหนักกว่า

มันไม่ผิดที่เราจะเกลียดใครที่ริดรอนและจ้องจะฉกฉวยสิทธิ์ของเราไปอย่างหน้าตาเฉย ไม่ผิดที่เราจะโกรธแค้นเพราะก้มหน้าก้มตาทำงานสุจริตอย่างเหนื่อยยาก แต่ก็ยังลืมตาอ้าปากแทบไม่ได้ ขณะที่คนทุจริตคอรัปชั่น กลับรวยจนบอกว่า “ไม่ไหวแล้วววว” และผลักให้เราตกเป็นผู้รับเคราะห์จากการคอรัปชั่นนั้นแทน ไม่แปลกหากสังคมจะเปลี่ยนคนดีๆ ให้กลายเป็นคนหัวร้อน (ไม่หัวร้อนสิเเปลก!) แต่หนังก็ได้ตั้งคำถามด้วยเหมือนกันว่า ไอ้การที่เราตีเพดานหนึ่งให้แตก ทำลายคนที่เราคิดว่าเขาริบอำนาจเราไปแล้วได้หนึ่งคน มันจะไม่มีอีกเพดานอื่นๆ และอื่นๆ ครอบเราอยู่อีกไม่รู้เท่าไรจริงๆ เหรอ สิ่งที่เราต้องโกรธแค้นจริงๆ คือ ‘ใคร’ หรือ ‘อะไร’ กันแน่ ‘ระบบ’ หรือ ‘โครงสร้าง’ สังคมแบบไหนที่สร้างความฉิบหายให้เราของจริง ทำให้เราดิ้นรนแทบตาย แต่ก็ยังพ่ายแพ้ต่อผู้ถืออำนาจในมือตัวจริงเหล่านั้นอยู่ดี

ประโยคหนึ่งใน Beef ที่อธิบายสิ่งนี้ได้ดี คือตอนที่ตัวละครท่านประธานหญิงเจ้าของอำนาจสูงสุดในห่วงโซ่อาหารนี้ พูดถึงระบบทุนนิยมที่เหล่าตัวละครล้วนชิงชัง ต้องการจะเอาคืนและทำลายว่า รู้ไหมจริงๆ ทุนนิยมมีรากฐานมาจากการ ‘รักตัวเอง’ ‘คิดถึงแต่ตัวเอง’ แล้วมันก็ยิ่งเติบโตได้ดีในโลกที่ทุกคน ‘หมุนรอบตัวเอง’ แบบนี้แหละ

“ที่เราต่างดิ้นรนเพื่อมีชีวิตอยู่กันทุกวันนี้ ก็ทำทุกอย่างด้วยเหตุผลของการรักตัวเอง คิดถึงแต่ตัวเองก่อนกันทั้งนั้นไม่ใช่เหรอ?”

เป็นเราเองนี่แหละที่หล่อเลี้ยงให้ระบบทุนนิยมนี้มันยังดำรงอยู่โดยสมบูรณ์…

เพราะ Beef ไม่ใช่ละครคุณธรรมประเภทให้ข้อคิดแบบ ‘ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว’ แต่กำลังพูดถึงความจริงอันน่าเกลียดกลัวที่ว่า ในห่วงโซ่นี้ บางครั้งทำดีให้ตายอย่างไร ก็ไม่อาจหนีไม่พ้นความยากลำบาก หมาบ้านย่อมถูกหมาป่ากินเสมอ ส่วนคนทำชั่วจะชั่วแค่ไหน เขาก็จะยังอยู่ดีกินดีอยู่อย่างนั้น และอาจจะไม่มีวันได้รับผลในสิ่งที่ทำตลอดกาลเลยก็ได้

บทความต้นฉบับได้ที่ : Beef ไม่หัวร้อนสิแปลก! ซีซั่น 2 ของมหากาพย์ ‘คนหัวร้อน’ ที่สะท้อนว่าในห่วงโซ่นี้ เราต่างถูกกดทับและเป็นผู้กดทับกัน ทั้งโดยตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจ

บทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...