โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เมื่อความอร่อยไม่พอ… Jinnapat: ชาไทยเล่าเรื่อง ‘ชีวิตคนต้นน้ำ’ ยกระดับวัตถุดิบที่เคยถูกกดราคา ให้ลูกค้ายอมจ่ายและซื้อซ้ำ

SME THAILAND ONLINE

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี
Jinnapat ไม่ใช่แค่ร้านชาไทย แต่คือการเล่าเรื่องของ “คนต้นน้ำ” ผ่านเครื่องดื่มหนึ่งแก้ว จากแรงบันดาลใจของ “เจ-จิณพัฎหงส์ธนรัตน์” ที่ได้เดินทางขึ้นดอยและเห็นว่าชาไทยคุณภาพดีของเกษตรกรกลับถูกกดราคา จึงอยากนำกลับมาสร้างมูลค่าใหม่

Text: Wipawan In.

การดื่มชาไทยในวันนี้ อาจไม่ใช่แค่เรื่องของรสชาติหวาน มัน หรือความสดชื่นอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นประสบการณ์ที่เชื่อมโยงผู้คนเข้ากับต้นทางของวัตถุดิบมากขึ้น และหนึ่งในแบรนด์ที่กำลังขับเคลื่อนแนวคิดนี้อย่างจริงจังคือ Jinnapat” ร้านชาไทยที่ไม่ได้เริ่มต้นจากสูตรลับในครัว แต่เริ่มจาก “การเดินทาง” และ “บทสนทนา” บนดอยของสาวนักเดินทาง “เจ-จิณพัฎ หงส์ธนรัตน์” ผู้ก่อตั้งแบรนด์ ที่ค้นพบว่าภายใต้ใบชาธรรมดา ๆ นั้น คือเรื่องราวของแรงงาน ความตั้งใจ และคุณค่าที่ยังไม่ถูกเล่าให้ใครได้ฟัง

จากประสบการณ์การไปเก็บชา เรียนรู้กระบวนการหมัก คั่ว และพูดคุยกับชาวบ้าน เธอได้เห็นความจริงที่น่าตกใจว่า ชาคุณภาพดีของไทยจำนวนมากกลับถูกส่งออกไปต่างประเทศในราคาที่ดีกว่า ขณะที่ในประเทศกลับถูกกดราคาอย่างน่าเสียดาย จุดนั้นเองที่กลายเป็นแรงผลักดันให้เธออยาก “นำชาของไทยกลับมาเล่าใหม่” ในรูปแบบที่คนไทยเข้าถึงได้ และเห็นคุณค่าในทุกแก้วที่ดื่ม

จากการเดินทาง…สู่แรงบันดาลใจในการสร้าง “ชาไทยที่มีเรื่องราว”

จุดเริ่มต้นของ Jinnapat เกิดจากความสงสัยง่าย ๆ ว่า “ทำไมของดีในบ้านเรา ถึงไม่ได้ถูกเห็นคุณค่าในบ้านเราเอง” เมื่อคุณเจได้ไปสัมผัสชีวิตของชาวดอย เธอพบว่ากว่าจะได้ชา 1 กิโลกรัม ต้องใช้แรงงานทั้งวัน แต่กลับขายได้ในราคาหลักสิบเท่านั้น ขณะที่นายทุนต่างชาติกลับมองเห็นมูลค่าของชาเหล่านี้และรับซื้อไปในราคาที่สูงกว่า ความเหลื่อมล้ำนี้ทำให้เธอเริ่มตั้งคำถามกับระบบ และอยากเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลง

ด้วยความที่เป็นคนไม่ดื่มกาแฟ แต่หลงใหลในชาไทยอยู่แล้ว เธอจึงเริ่มทดลองนำใบชาจากชาวดอยมาพัฒนาเป็นเครื่องดื่มในแบบของตัวเอง โดยตั้งโจทย์สำคัญว่า “ต้องใช้วัตถุดิบไทยให้มากที่สุด” ไม่ว่าจะเป็นชา ข้าวเหนียว หรือมะพร้าวที่ ทุกองค์ประกอบในแก้วล้วนมีที่มาและเรื่องราว ไม่ใช่แค่เพื่อความแปลกใหม่ แต่เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสิ่งที่คนไทยคุ้นเคย

วัตถุดิบไทย 100% กับการสร้างรสชาติใหม่ที่แตกต่าง

หนึ่งในเอกลักษณ์ของ Jinnapat คือการนำวัตถุดิบไทยมา “ตีความใหม่” อย่างสร้างสรรค์ เช่น การใช้ข้าวเหนียวดำจากเชียงรายมาพัฒนาเป็นโมจิ หรือการใช้มะพร้าวจากเกษตรกรไทยมาทำเป็นครีมแทนครีมชีสแบบตะวันตก ทุกอย่างถูกคิดค้น ทดลอง และปรับสูตรอย่างละเอียด เพื่อให้ได้ทั้งรสชาติที่อร่อยและคงเอกลักษณ์ของวัตถุดิบไทยไว้

“สิ่งที่ท้าทายคือ การที่เราไม่ใช้ครีมเทียมหรือสารปรุงแต่ง ทำให้รสชาติของชาแตกต่างจากชาไทยทั่วไปที่คนคุ้นเคย ชาดอยจะมีความเบา ละมุน และซับซ้อนมากกว่า แต่กลับกลายเป็นจุดแข็งที่ทำให้ลูกค้ากลุ่มใหม่ โดยเฉพาะคนรักสุขภาพ หันมาให้ความสนใจมากขึ้น นอกจากนี้ เมนูอย่าง “ชาไทยนมมะพร้าว” ยังกลายเป็นหนึ่งในเมนูขายดี ทั้งที่ในช่วงแรกทีมงานเองก็ไม่มั่นใจว่าลูกค้าจะเข้าใจหรือไม่ และกลายเป็นเมนูที่ลูกค้าต่างชาติให้ความสนใจ และเรียกร้องให้ทำแบบพร้อมดื่มซื้อกลับเป็นของฝากได้ นอกจากขายเครื่องดื่มชาแล้วเวลาเราไปเที่ยวในชุมชนต่างๆเห็นสินค้าของชาวบ้าน ก็รับมาวางขายที่ร้านช่วยเพิ่มพื้นที่การมองเห็นให้กับกลุ่มชุมชน”

เบื้องหลังความสำเร็จนี้คือการทำงานร่วมกับเกษตรกรโดยตรง ตั้งแต่แหล่งปลูกชาในเชียงรายและเชียงใหม่ ไปจนถึงสวนมะพร้าวที่บ้านแพ้ว ทุกวัตถุดิบผ่านการคัดเลือก พูดคุย และทดลองจริงก่อนนำมาใช้ ทำให้ทุกแก้วของ Jinnapat ไม่ใช่แค่เครื่องดื่ม แต่คือผลลัพธ์ของความร่วมมือระหว่างผู้ผลิตและผู้สร้างแบรนด์

มากกว่าการขายชา…แต่คือการส่งต่อคุณค่าของ “คนต้นน้ำ”

สิ่งที่ทำให้ Jinnapat แตกต่างจากร้านชาไทยทั่วไป ไม่ใช่แค่รสชาติหรือวัตถุดิบ แต่คือ “วิธีการเล่าเรื่อง” เจเชื่อว่าลูกค้าไม่ได้ซื้อแค่น้ำหนึ่งแก้ว แต่กำลังซื้อ “เรื่องราว” ที่อยู่เบื้องหลัง ทุกคนในร้านจึงต้องเข้าใจที่มาของวัตถุดิบ สามารถเล่าได้ว่าชามาจากไหน ผ่านกระบวนการอะไร และเกี่ยวข้องกับใครบ้าง

“แนวคิดนี้ไม่เพียงสร้างความแตกต่างทางการตลาดให้ร้านเรา แต่ยังช่วยให้ลูกค้าเกิดความรู้สึกเชื่อมโยงกับสินค้า และนำไปสู่การซื้อซ้ำ เพราะสิ่งที่ได้รับไม่ใช่แค่ความอร่อย แต่คือความรู้สึกมีส่วนร่วมกับบางสิ่งที่มีความหมาย

ในระยะยาว นอกจากนี้เรายังมีแผนที่จะพัฒนาโปรดักต์ใหม่ ๆ โดยใช้วัตถุดิบ GI ของไทย รวมถึงการทำสินค้าพร้อมดื่มที่สามารถกระจายไปสู่ตลาดที่กว้างขึ้น เพื่อให้ชาไทยที่มีเรื่องราวนี้เข้าถึงผู้คนได้มากกว่าเดิม พร้อมกับยังคงยึดมั่นในแนวคิดเดิมคือการสร้างมูลค่าให้วัตถุดิบไทย และส่งต่อคุณค่าไปถึงคนต้นน้ำ”

ท้ายที่สุด Jinnapat จึงไม่ใช่แค่ร้านชา แต่คือภาพสะท้อนของความพยายามเล็ก ๆ ที่อยากเปลี่ยนมุมมองของผู้บริโภค ให้เห็นว่า “ของไทย” ไม่ได้มีดีแค่ราคาถูก แต่มีคุณค่า มีเรื่องราว และควรถูกเล่าอย่างภาคภูมิในทุกๆ แก้ว

www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...