สัญญาณกระทิง! ยอดสะสม Bitcoin ในกระเป๋าถือยาวพุ่งแตะ 4.37 ล้าน BTC สูงสุดเป็นประวัติการณ์
สัญญาณกระทิง! ยอดสะสม Bitcoin ในกระเป๋าถือยาวพุ่งแตะ 4.37 ล้าน BTC สูงสุดเป็นประวัติการณ์
ข้อมูล On-chain (ข้อมูลธุรกรรมบน Blockchain แบบเรียลไทม์) จาก CryptoQuant (แพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูล Blockchain ชั้นนำ) เผยว่า Accumulation Address (กระเป๋า Bitcoin ที่มีพฤติกรรมสะสมสม่ำเสมอโดยแทบไม่มีการขายออก) สะสม Bitcoin ไปแล้วกว่า 4.37 ล้าน BTC ณ วันที่ 7 เมษายน 2026 ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าจากต้นปี 2024 สะท้อนถึงการดูดซับ Supply (อุปทาน) ของตลาดอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ดัชนีกิจกรรมเครือข่าย Bitcoin ก็เพิ่งปรับตัวเข้าสู่โซน “Bull Phase” (ช่วงแนวโน้มขาขึ้น) เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน
กระเป๋าสะสมระยะยาว ดูดซับ BTC ต่อเนื่อง
ข้อมูลจาก CryptoQuant ระบุว่า ยอดรวม BTC ที่ถืออยู่ในกระเป๋าประเภท Accumulation Address เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดไตรมาสแรกของปี 2026 จากระดับประมาณ 2 ล้าน BTC ในต้นปี 2024 มาแตะ 4.37 ล้าน BTC ณ วันที่ 7 เมษายน ซึ่งถือเป็นการขยายตัวมากกว่าเท่าตัวในระยะเวลาเพียง 2 ปี
ยอดคงเหลือ BTC ที่ถือครองโดยกลุ่ม accumulating address ที่มา: CryptoQuant
เมื่อแยกตาม Cohort (กลุ่มกระเป๋าที่แบ่งตามพฤติกรรม) พบว่า Retail Accumulation Address (กระเป๋าของนักลงทุนรายย่อยที่มีพฤติกรรมสะสม) เพิ่มขึ้นราว 857,000 BTC ส่วน Pattern Accumulation Address (กระเป๋าที่เพิ่ม BTC อย่างสม่ำเสมอในช่วงเวลาที่แน่นอน โดยมีกระแสเงินขาออกน้อยมาก) ขยายตัวแตะ 1.29 ล้าน BTC
สิ่งที่น่าสนใจคือการสะสมนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ราคา Bitcoin ยังคงถูกกดไว้ไม่ให้ทะลุ $70,000 (ราว 2.4 ล้านบาท) ตลอดไตรมาส Q1 2026 แสดงให้เห็นว่านักลงทุนกลุ่มนี้ไม่ได้ซื้อตาม FOMO (Fear of Missing Out — ความกลัวพลาดโอกาส) แต่เป็นการซื้อในเชิงกลยุทธ์อย่างสม่ำเสมอ
Supply หนีออกจาก Exchange — Liquid Supply ตึงตัว
ขณะที่กระเป๋าระยะยาวขยายตัว กิจกรรมฝั่ง Centralized Exchange (กระดานซื้อขายแบบรวมศูนย์) และกระเป๋าที่มีการเคลื่อนไหวสูงกลับชะลอตัวลงอย่างชัดเจน ในช่วงปี 2023–2024 ที่ตลาดขยายตัว อินโฟลว์จากแหล่งเหล่านี้เคยอยู่ที่ระดับ 1.2–1.5 ล้าน BTC แต่ปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่เพียง 300,000–350,000 BTC เท่านั้น
ปริมาณการไหลเข้าของ Bitcoin จำแนกตามประเภทกิจกรรมของที่อยู่เว็บไซต์ ที่มา: CryptoQuant
ความแตกต่างนี้สะท้อน “การเปลี่ยนมือ” ของ BTC อย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือเหรียญไหลออกจากการหมุนเวียนระยะสั้นและเข้าสู่กระเป๋าถือยาว ส่งผลให้ Liquid Supply (BTC ที่พร้อมขายในตลาดในเวลาอันสั้น) ลดลง และแรงกดดันขายระยะสั้นก็ลดลงตามไปด้วย
ดัชนีกิจกรรมเครือข่าย Bitcoin ทะลุ Moving Average — เข้าโซน Bull Phase
CryptoQuant Bitcoin Network Activity Index (ดัชนีรวมที่วัดระดับการใช้งานเครือข่าย Bitcoin อาทิ จำนวนธุรกรรมและ Throughput) ปรับตัวขึ้นจาก 3,320 เมื่อวันที่ 22 มีนาคม สู่ระดับ 3,600 — และที่สำคัญคือดัชนีได้ขยับขึ้นเหนือ 365-Day Moving Average (ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 365 วัน) เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2024 พร้อมกับเข้าสู่โซนจัดประเภท “Bull Phase” เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เมษายน 2025
อย่างไรก็ตาม ยังมีสัญญาณที่ต้องติดตาม นั่นคือ Active Addresses Momentum (ค่าวัดอัตราการเปลี่ยนแปลงของจำนวนที่อยู่ที่ Active บนเครือข่าย) ร่วงลงแตะ -0.25 ในวันที่ 6 เมษายน ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2018 สัญญาณลบเช่นนี้บ่งชี้ว่าจำนวนผู้ใช้งานที่ Active กำลังลดลง และแนวโน้มนี้ยังคงต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2025
นักวิเคราะห์มอง: “Tourist” ออกไปแล้ว — เหลือแต่ผู้ถือระยะยาว
นักวิเคราะห์คริปโตที่ใช้ชื่อว่า Gaah วิเคราะห์ว่า ค่า Active Address ที่ต่ำในระดับนี้คือสัญญาณว่า “Tourist” หรือนักลงทุนระยะสั้นที่เข้ามาช่วงราคาร้อนแรงได้ถอยออกไปจากตลาดแล้ว เครือข่ายในขณะนี้ถูกครองโดยผู้ถือระยะยาวที่มุ่งสะสมอย่างจริงจัง
สถิติในอดีตพบว่า ช่วงที่ค่าดัชนีนี้อยู่ในระดับต่ำมักสอดคล้องกับ “ช่วงสะสมที่ให้ผลดี” ในระยะถัดมา เนื่องจากแรงขายลดลง และเหรียญกระจุกตัวอยู่ในมือของผู้ถือระยะยาวมากขึ้น — ซึ่งในอดีตเคยเป็นจุดก่อนที่ราคาจะปรับตัวขึ้นอีกรอบ แม้จะไม่ใช่กฎตายตัว
อ้างอิงต้นฉบับ:CoinTelegraph
ที่มา https://www.bitcoinaddict.com/news/bitcoin-wallets-accumulation-bull-phase
‘เดโมแครต’ รุกหนัก! จี้ประธาน CFTC หลังพบการซื้อขายอิงข้อมูลภายในบน Prediction Market
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ 7 คน จากพรรคเดโมแครต ส่งจดหมายเปิดผนึกถึง Michael Selig ประธาน CFTC (คณะกรรมการกำกับดูแลการซื้อขายล่วงหน้าสินค้าโภคภัณฑ์ของสหรัฐฯ) เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เรียกร้องคำอธิบายถึงการละเว้นไม่ดำเนินการกับกรณีที่สงสัยว่ามีการซื้อขายโดยใช้ข้อมูลวงใน (Insider Trading) บนแพลตฟอร์ม Prediction Market (ตลาดพยากรณ์) โดยเฉพาะสัญญาที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ในอิหร่านและเวเนซุเอลา และขอให้ตอบคำถาม 6 ข้อภายในวันที่ 15 เมษายนนี้
จดหมายถึง CFTC: “การซื้อขายเน่าเหม็นทางศีลธรรม ต้องถูกตรวจสอบ”
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 7 คน ระบุในจดหมายว่า CFTC มีอำนาจตามกฎหมาย Commodities Exchange Act ในการบังคับใช้กฎระเบียบเพื่อป้องกันการหลีกเลี่ยงบทบัญญัติที่เกี่ยวกับ Swap (สัญญาแลกเปลี่ยนทางการเงิน) ซึ่งแสดงว่าสมาชิกสภาฯ กลุ่มนี้ยอมรับตำแหน่งของ Selig ที่ว่า CFTC มีอำนาจดูแล Prediction Market
อย่างไรก็ตาม ส.ส. กลุ่มนี้แสดงความกังวลต่อการที่ CFTC ปล่อยให้สัญญา Event Contracts (สัญญาที่อิงผลลัพธ์ของเหตุการณ์จริง) ที่พวกเขาเรียกว่า “น่ารังเกียจทางศีลธรรม” ดำเนินต่อไปได้ โดยเฉพาะสัญญาที่เชื่อมโยงกับปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ในอิหร่านและเวเนซุเอลา ซึ่งพบธุรกรรมที่น่าสงสัยทั้งในแง่ช่วงเวลาและผลลัพธ์
“การซื้อขายที่ฉ้อโกงเช่นนี้ต้องได้รับการกำกับดูแลที่รวดเร็วและเด็ดขาด การที่ปล่อยให้สัญญาเหล่านี้คงอยู่ สะท้อนความกังวลอย่างยิ่งต่อความตั้งใจและศักยภาพของคณะกรรมการในการทำหน้าที่กำกับดูแลระดับโลก” — สมาชิกสภาฯ ทั้ง 7 คน ระบุในจดหมาย
สมรภูมิกฎหมาย: รัฐบาลกลาง vs. รัฐ
ประเด็นการกำกับดูแล Prediction Market อย่าง Kalshi (แพลตฟอร์มพยากรณ์ตลาดที่ได้รับใบอนุญาตจาก CFTC) และ Polymarket (แพลตฟอร์มพยากรณ์บน Blockchain ที่ไม่มีใบอนุญาตในสหรัฐฯ) กำลังถูกต่อสู้ทั้งในระดับรัฐบาลกลางและระดับรัฐ
ล่าสุด ศาลอุทธรณ์แห่งสหรัฐฯ เขตที่ 3 (US Court of Appeals for the Third Circuit) มีคำพิพากษาสนับสนุน Kalshi โดย 2 ใน 3 ของผู้พิพากษาวินิจฉัยว่าบริษัทมี “โอกาสสมเหตุสมผลที่จะชนะ” ในการโต้แย้งว่ากฎหมายสินค้าโภคภัณฑ์ของรัฐบาลกลางมีอำนาจเหนือกว่าอำนาจของรัฐนิวเจอร์ซี ส่งผลให้ศาลยืนยันคำสั่งระงับไม่ให้หน่วยงานเกมมิ่งของรัฐนิวเจอร์ซีดำเนินคดีกับ Kalshi
CFTC ตอบ: จะดูแลแต่คดีใหญ่เท่านั้น
ก่อนหน้านี้ David Miller ผู้อำนวยการฝ่ายบังคับคดีของ CFTC ออกมาตอบสนองต่อข้อกังวลเรื่อง Insider Trading โดยระบุว่าคณะกรรมการจะดำเนินคดีเฉพาะกรณีที่เข้าข่าย “การเปิดเผยหรือซื้อขายโดยใช้ข้อมูลที่ได้มาอย่างมิชอบ” เท่านั้น และไม่จัดสรรทรัพยากรไปกับคดี “เล็กน้อย” ซึ่งคำตอบนี้เองที่กระตุ้นให้เกิดร่างกฎหมายใหม่จากฝั่งเดโมแครต
อ้างอิงต้นฉบับ:CoinTelegraph
ที่มา https://www.bitcoinaddict.com/news/cftc-insider-trading-prediction-market-democrats
พิษสงคราม! กำลังขุด Bitcoin ในอิหร่านวูบ 77% ในไตรมาสเดียว หลังเผชิญความขัดแย้งรุนแรง
อิหร่านสูญเสีย Hashrate (กำลังขุด Bitcoin) ไปกว่า 77% ใน Q2 ปี 2026 เหลือเพียงราว 2 EH/s หลังความขัดแย้งทางทหารกับสหรัฐฯ และอิสราเอลลุกลามตั้งแต่กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา รายงานจาก Hashrate Index ระบุว่าแม้อิหร่านได้รับผลกระทบหนัก แต่เครือข่าย Bitcoin โดยรวมยังคงแข็งแกร่ง โดย Hashrate โลกลดลงเพียง 5.8% จากราคา BTC ที่ปรับตัวลง ไม่ใช่ผลโดยตรงจากสงคราม
สงครามกัด Hashrate อิหร่านหนักแค่ไหน?
อิหร่านสูญเสีย Hashrate ไปราว 7 Exahashes per second (EH/s — หน่วยวัดกำลังประมวลผลของเครือข่ายการขุด Bitcoin โดย 1 EH/s เท่ากับการคำนวณ 1 ล้านล้าน ล้านครั้งต่อวินาที) เมื่อเทียบรายไตรมาส ตามรายงานของ Ian Philpot ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดของ Luxor Technology (บริษัทผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการขุด Bitcoin และซอฟต์แวร์ Mining Pool) ที่เผยแพร่เมื่อต้นสัปดาห์
ปัจจุบัน Hashrate ของอิหร่านเหลือเพียงราว 2 EH/s ลดลงจากระดับก่อนหน้าที่อยู่กว่า 9 EH/s หรือคิดเป็นการหายไปถึง 77% ในระยะเวลาเพียงหนึ่งไตรมาส ทั้งนี้อิหร่านมีเครื่องขุด Bitcoin ที่ยังใช้งานอยู่ประมาณ 427,000 เครื่องก่อนเกิดความขัดแย้ง
ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ก่อนจะมีการตอบโต้กลับไปมาจากทั้งสองฝ่าย จนกระทั่งล่าสุดเมื่อวันอังคารที่ 7 เมษายน 2569 (ค.ศ. 2026) ที่ผ่านมา สหรัฐฯ และอิหร่านได้บรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว 2 สัปดาห์
ผลกระทบหยุดอยู่ที่อิหร่าน — ประเทศเพื่อนบ้านไม่สั่น
Philpot ระบุว่าแม้ผลกระทบต่ออิหร่านจะรุนแรง แต่ประเทศใกล้เคียงอย่าง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และโอมาน ซึ่งหลายฝ่ายกังวลว่าอาจได้รับผลกระทบจากคลื่นกระทบ กลับไม่ได้รับผลใดๆ จนถึงขณะนี้
“ผลกระทบถูกจำกัดอยู่ที่อิหร่านเท่านั้น UAE และโอมานที่อยู่ใกล้เคียงยังคงเสถียร Hashrate โลกที่ระดับประมาณ 1,000 EH/s ยังคงอยู่ได้ เพราะไม่มีภูมิภาคใดถือ Hashrate มากพอที่จะคุกคามความต่อเนื่องของเครือข่ายได้ การหยุดชะงักในระดับภูมิภาคส่งผลให้ Hashrate กระจายตัวใหม่ ไม่ใช่ทำลายมันลง” Philpot กล่าว
ประโยคนี้สะท้อนหัวใจสำคัญของ Bitcoin Network — ที่ออกแบบมาให้ กระจายศูนย์ (Decentralized) และทนทานต่อการล่มสลายของจุดใดจุดหนึ่งโดยเฉพาะ
Hashrate โลกลด 5.8% — แต่สาเหตุคือราคา ไม่ใช่สงคราม
Hashrate โดยรวมของเครือข่าย Bitcoin (ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 30 วัน) ปรับตัวลดลงจาก 1,066 EH/s ใน Q1 มาอยู่ที่ราว 1,004 EH/s ใน Q2 หรือลดลง 5.8% เมื่อเทียบรายไตรมาส โดย Philpot ชี้ว่าสาเหตุหลักมาจาก ราคา Bitcoin ที่ปรับตัวลง ไม่ใช่สงคราม
Bitcoin ร่วงลงมากกว่า 45% จากจุดสูงสุดตลอดกาล (ATH — All-Time High) ที่ $126,000 ดอลลาร์ (ราว 4.41 ล้านบาท) ซึ่งทำไว้เมื่อเดือนตุลาคม 2568 ส่งผลให้ Hash Price (รายได้ต่อหน่วยกำลังขุด) ดิ่งลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์
Philpot อธิบายว่าเครื่องขุดรุ่นเก่าที่มีประสิทธิภาพพลังงานต่ำกว่า 25 J/TH (Joule per Terahash — ค่าวัดประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้าของเครื่องขุด ยิ่งต่ำยิ่งดี) กำลังดำเนินงานในกำไรขั้นต้นที่ติดลบ และมีแนวโน้มถูกปิดลง โดยประเมินว่า 252 EH/s ของ Hashrate ส่วนเกิน กำลังอยู่ในสภาพออฟไลน์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นฮาร์ดแวร์รุ่นเก่าที่เลิกใช้ไปแล้ว
3 ประเทศใหญ่ครอง 65.6% ของ Hashrate โลก
ตามข้อมูลจาก Hashrate Index Heatmap พบว่า:
- 🇺🇸 สหรัฐอเมริกา ครองสัดส่วนสูงสุด กว่า 37% ของ Hashrate โลก
- 🇷🇺 รัสเซีย ตามมาเป็นอันดับสอง ราว 17%
- 🇨🇳 จีน อยู่ที่ 12% แม้จะมีการแบนการขุดอย่างเป็นทางการ
Philpot ชี้ว่า Hashrate ของผู้เล่นรายใหญ่ยังค่อนข้างทรงตัว แต่โครงสร้างภายในกำลังเปลี่ยนแปลง โดยมีการ ปิดเครื่องรุ่นเก่า ควบคู่กับการ นำเครื่องรุ่นใหม่เข้าประจำการอย่างเลือกสรร ในภูมิภาคที่สามารถทำกำไรได้ระยะยาว แคนาดาก็แสดงรูปแบบคล้ายกัน — ลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบรายไตรมาส แต่เติบโตเมื่อเทียบรายปี
อ้างอิงต้นฉบับ: Cointelegraph
ที่มา https://www.bitcoinaddict.com/news/iran-bitcoin-hashrate-plummets-global-mining