โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การแยกซ่อนและการปรากฏของความตาย : ฌาปนสถานสมัยใหม่และพื้นที่พิธีศพ ในกรุงเทพฯ และสิงคโปร์ (6)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 30 เม.ย. เวลา 09.59 น. • เผยแพร่ 29 เม.ย. เวลา 01.56 น.

พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ

ในธรรมเนียมทั่วไปในปัจจุบัน ก่อนเผาศพจะมีการรดน้ำศพและสวดพระอภิธรรมก่อนเป็นเวลา 3, 5, 7 วัน (หรือมากกว่านั้นตามแต่ละครอบครัว) โดยทั้งหมดจัดขึ้นใน “ศาลาสวดศพ” ซึ่งส่วนใหญ่ออกแบบเป็นอาคารเดี่ยวชั้นเดียว เปิดโล่งทางสายตา โดยแต่ละศาลามักออกแบบให้มีระยะห่างพอสมควรเพื่อการใช้งานที่ยืดหยุ่น ในกรณีที่มีแขกมาร่วมงานจำนวนมากก็สามารถวางเก้าอี้เลยออกมายังพื้นที่นอกศาลาได้

ลักษณะดังกล่าว เป็นการออกแบบที่ทำให้ “ความตาย” ยังคง “ปรากฏ” และแสดงบทบาทบ่งบอกนัยทางชนชั้นและสถานะทางเศรษฐกิจของผู้ตาย ตลอดจนญาติผู้ตายได้อย่างเต็มที่โดยไม่มีการ “ปิดซ่อน” แต่อย่างใด

แม้เตาเผาสมัยใหม่จะทำให้ศพทุกศพต้องเผาในช่องเดียวกันจนไม่สามารถแสดงนัยทางชนชั้นตามคตินิยมแบบจารีตได้อีกต่อไป

แต่ประเด็นดังกล่าวกลับไม่ได้สูญหายไป เป็นแต่เพียงเคลื่อนย้ายมาแสดงออกในรูปแบบใหม่ในพื้นที่ศาลาสวดศพแทน

ภาพการจัดพิธีศพในวัฒนธรรมไทยที่ยังสะท้อนลักษณะการเป็นเวทีแสดงพิธีกรรมสาธารณะไม่ต่างมากนักจากในอดีต ที่มา : เว็บไซต์ ENNXO

โลงศพที่ตั้งเป็นประธานในศาลามีรูปแบบและราคาที่แตกต่างกันจนน่าตกใจ ทั้งวัสดุที่ใช้ การประดับตกแต่ง แม้กระทั่งฐานรองโลงศพ

ซึ่งความแตกต่างนี้มิใช่เรื่องของความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่นัยสำคัญของมันคือการบ่งบอกสถานะทางสังคม

ความเข้มข้นในประเด็นนี้นำพาให้เกิดโลงศพที่มีมูลค่าหลายแสนบาทเพื่อตอบสนองความต้องการดังกล่าว และที่พิเศษสุดคือ การได้รับโกศพระราชทาน ซึ่งเป็นสัญญะบ่งบอกถึงสถานะขั้นสูงสุดของผู้ตายและครอบครัว

ดอกไม้และพวงหรีดก็ไม่ต่างกัน จากแต่เดิมย้อนกลับไปในความหมายตั้งต้น สิ่งเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อช่วยดับกลิ่นศพในยุคสมัยที่ฟอร์มาลินยังไม่ถูกพัฒนา แต่ปัจจุบันมีสถานะไม่ต่างจากเครื่องประดับบ่งบอกสถานะ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวงหรีด เราพบว่าแต่ละพวงที่มีการระบุชื่อติดมาด้วยเสมอนั้นอาจมิใช่เพียงแค่บ่งบอกว่าใครให้และแสดงความอาลัยเพียงเท่านั้น แต่คือป้ายประกาศเครือข่ายความสัมพันธ์เชิงอำนาจและช่วงชั้นทางสังคม

เจ้าหน้าที่ประจำศาลาวัดส่วนใหญ่ล้วนเข้าใจภาษาสัญลักษณ์ของสิ่งนี้ดี และทราบว่าจะต้องวางและแขวนพวงหรีดอย่างคำนึงถึงสถานะของผู้มอบด้วยว่าใหญ่โตและมีชื่อเสียงแค่ไหน ยิ่งมีบารมีมากเท่าไรยิ่งต้องถูกจัดวางในตำแหน่งที่ใกล้โลงศพมากที่สุด

ในทางกลับกัน วิธีการนี้คือการบอกแขกเหรื่อและคนทั่วไปให้ทราบโดยอ้อมไปพร้อมกันว่า ผู้ตาย (รวมถึงครอบครัว) มีความสำคัญมากแค่ไหนในสังคม ผ่านอำนาจบารมีของผู้มอบพวงหรีดและจำนวนพวงหรีดที่ตั้งอยู่ภายในงาน

ยังไม่นับรวมถึงขนาดของศาลาและการออกแบบที่มักจะมีระดับที่แตกต่างกัน เพื่อให้ญาติเลือกอย่างสอดคล้องกับสถานะและจำนวนวันในการจัดงาน ความยิ่งใหญ่ของสิ่งของที่ใช้ถวายพระสงฆ์ที่มาสวดศพแต่ละคืน จำนวนคนที่มาร่วมงานที่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน ไปจนถึงการประดับตกแต่งเมรุในวันเผาศพ

ทุกสิ่งต่างมีบทบาทมากกว่ามิติเรื่องประโยชน์ใช้สอย ทุกอย่างล้วนแฝงการแสดงสถานะอยู่ด้วยเสมอ

และพื้นที่จัดงานศพในสังคมไทยต่างถูกออกแบบขึ้นเพื่อให้นัยเหล่านี้ปรากฏออกมาอย่างชัดแจ้งทั้งสิ้น

แบบฌาชณีย์สถาน พ.ศ.2478 ที่ได้รับการคัดเลือก ที่มา : สำนักจดหมายเหตุแห่งชาติ

พิธีกรรมวันเผายิ่งตอกย้ำสิ่งเหล่านี้ ทุกอย่างกระทำในพื้นที่กลางแจ้ง ทั้งพิธีกรรมทางศาสนา การเวียนโลงศพรอบเมรุ การพูดถึงคุณงามความดีผู้ตาย พิธีวางดอกไม้จันทน์ ไปจนกระทั่งโลงศพถูกเคลื่อนเข้าไปยังเตาเผา ทั้งหมดนี้แทบไม่มีการแยกซ่อนใดๆ ทั้งสิ้น

ในขณะที่สิงคโปร์ เราสามารถมองเห็นกระบวนนี้ได้เพียงเล็กน้อยผ่านกระจกในห้อง viewing room แต่ในสังคมไทยกลับปรากฏชัดเจนอย่างเป็นสาธารณะ แม้กระทั่งการเผา แม้เราจะมองไม่เห็นร่างกายที่กำลังถูกไฟแผดเผา แต่ก็สัมผัสขั้นตอนนี้ได้ผ่านควันที่ลอยออกมายังด้านบนของปล่องเหนือเมรุ

ในแง่นี้ ความหมายของควันไฟอาจมิได้มีนัยของมลพิษอย่างเดียว แต่ยังมีความหมายเชิงจิตวิญญาณที่ผู้ตายกำลังลอยขึ้นสู่สวรรค์ สิ่งนี้ทำให้ปล่องเมรุของไทยไม่จำเป็นต้องปิดซ่อน ต่างจากปล่องควันโรงงาน หรือปล่องเมรุในวัฒนธรรมตะวันตก

เมื่อการเผาศพสิ้นสุดลงก็จะเป็นการเก็บเถ้ากระดูก โดยปกติญาติจะนำบางส่วนไปลอยทะเลและบางส่วนเก็บไว้ที่บ้านหรือช่องบรรจุอัฐิตามวัด ซึ่งในกรณีหลังมีการเก็บหลายรูปแบบ ทั้งเก็บในช่องขนาดเล็กบนกำแพงวัด และบรรจุไว้ในเจดีย์

แม้ดูคล้ายกับสิงคโปร์ แต่น่าสังเกตว่า ช่องบรรจุอัฐิส่วนมากของไทยจะไม่กังวลต่อการมองเห็นจากสาธารณะ บางครั้งดูเสมือนว่าต้องการโชว์เสียด้วย เช่น ทำช่องเก็บไว้ด้านหน้ากำแพงวัดที่คนทั่วไปเห็นได้ ประเด็นนี้ต่างมากกับอาคารบรรจุอัฐิสิงคโปร์ (และหลายเมืองทั่วโลก) ที่มักถูกปิดซ่อนจากภายนอก มีเพียงญาติเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงและมองเห็นช่องบรรจุอัฐิได้

ทั้งหมดที่กล่าวมา ทำให้นึกย้อนไปถึงโครงการออกแบบ “ฌาชณีย์สถาน” พ.ศ.2478 จำนวน 5 รูปแบบของคณะราษฎรหลังการปฏิวัติ 2475 ที่แตกต่างมากจากเมรุที่เราคุ้นในปัจจุบัน (ดูประเด็นนี้เพิ่มในบทความ “ฌาปนสถานคณะราษฎร” ใน มติชนสุดสัปดาห์)

ทั้งแนวคิดที่จะให้ฌาปนสถานแยกออกจากวัดและบริหารจัดการโดยรัฐในแบบที่ไม่ต่างนักจาก Mandai Crematorium ทั้งพื้นที่ใช้งานที่ค่อนข้างปิดซ่อนทุกกิจกรรมอยู่ในอาคารหลังเดียว ทั้งการสวดศพ เผาศพ และช่องบรรจุอัฐิ ทั้งรูปแบบสถาปัตยกรรมที่แทบไม่มีการยึดโยงเข้ากับมิติทางศาสนาเลย

หากพิจารณาหน้าตาของแบบที่ถูกเลือกจะพบว่า การออกแบบพื้นที่ใช้สอยมีความทันสมัยล้ำยุค แต่มีหน้าตาที่แสนเย็นชาและไร้มิติทางจิตวิญญาณจนแทบไม่ต่างจากเตาเผาขยะทางชีวภาพ แม้จะมีความพยายามใส่องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมไทยลงไปบ้างแล้วก็ตาม

เมื่อคัดเลือกแบบแล้ว ได้มีการนำเสนอเรื่องต่อไปยังรัฐบาล แต่กลับไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ ส่วนเทศบาลที่จะต้องทำหน้าที่บริหารจัดการฌาชณีย์สถานก็แสดงท่าทีไม่พร้อมรับภาระเช่นกัน แม้ต่อมาจะมีการร่างเป็นพระราชบัญญัติขึ้นโดยใช้ชื่อว่า “พระราชบัญญัติจัดตั้งกรุงเทพฌาปนการจำกัด พ.ศ.2479” แต่สุดท้ายพระราชบัญญัตินี้กลับไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล จนทำให้โครงการยุติลงในที่สุด

จนกระทั่งในปี พ.ศ.2483 ก็ได้ปรากฏโครงการเมรุวัดไตรมิตรขึ้นแทน (ตามที่ได้เคยอธิบายไป)

สาเหตุที่โครงการ พ.ศ.2478 ไม่ถูกสร้างนั้น แม้เอกสารชั้นต้นจะพูดถึงเหตุผลด้านงบประมาณ แต่ผมอยากเสนอว่าน่าจะมาจากเหตุผลอีกอย่างน้อย 3 ประการดังนี้

หนึ่ง มันเป็นโครงการฌาปนสถานของรัฐที่ตั้งอยู่นอกวัด ซึ่งผู้มีอำนาจตัดสินใจ ณ ขณะนั้นน่าจะมองเห็นว่า มันขัดแย้งกับประเพณีและความเชื่อเดิมมากเกินไป

สอง หน้าตาอาคารที่ดูแยกขาดออกจากวัฒนธรรมความตายของไทย ปราศจากลวดลายของเทพเทวดา ช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ ฯลฯ ไม่เหมือนสถานที่ส่งดวงวิญญาณไปสู่สุคติแม้แต่นิดเดียว

สาม การออกแบบพื้นที่ที่ดูไม่ค่อยเอื้อต่อการเป็นเวทีแสดงถึงสถานะและช่วงชั้นทางสังคมของผู้ตายและครอบครัว อันเป็นมิติทางสังคมที่สำคัญของพิธีกรรมความตายในวัฒนธรรมไทย

ที่เป็นเช่นนี้เพราะการก้าวเข้าสู่ความเป็นสมัยใหม่ของไทย มิได้มีการตัดขาดอย่างถึงรากจากรากฐานทางสังคมวัฒนธรรมแบบเดิมแต่อย่างใด

ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ 5 หรือแม้แต่การปฏิวัติ 2475 ที่แม้จะปฏิวัติอะไรมากมาย แต่ในมิติทางศาสนากลับไม่ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญเท่าที่ควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการจัดการความตาย ซึ่งคณะราษฎรไม่สามารถปฏิวัติได้สำเร็จ เป็นเพียงแค่การปฏิรูปในบางมิติเท่านั้น

ดังนั้น ฌาปนสถานสมัยใหม่ในกรุงเทพฯ จึงเปลี่ยนแปลงเฉพาะความหมายระดับที่ 1 ที่เป็นการจัดการร่างกายแบบแยกซ่อนเต็มที่ แต่ความหมายในระดับที่ 2 และ 3 กลับยังปรากฏอย่างชัดเจน

จากเดิม “สถานะ” และ “หน้าตา” ที่เคยแสดงออกผ่านการไม่เผาศพในที่เดียวกัน ตลอดจนความใหญ่โตของการสร้างเมรุ ก็เปลี่ยนเป็นการแสดงออกผ่านรูปแบบโลงศพ ดอกไม้ พวงหรีด ของจัดเลี้ยง และพิธีกรรมในวันเผาแทน

ส่วนรูปแบบสถาปัตยกรรมก็เต็มไปด้วยองค์ประกอบทางศาสนา ซึ่งทำให้กระบวนการทางจิตวิญญาณในพิธีกรรมความตายแบบจารีตยังสามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่องราบรื่นภายใต้เปลือกของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : การแยกซ่อนและการปรากฏของความตาย : ฌาปนสถานสมัยใหม่และพื้นที่พิธีศพ ในกรุงเทพฯ และสิงคโปร์ (6)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...