ชวนดูแลผิวหนัง ป้องกันปัญหาจากแดดร้อนและฝุ่น PM2.5
ประเทศไทยวันนี้ทั้งร้อนทั้งฝุ่นมาก ข้อมูลกรมอุตุนิยมวิทยาบอกว่า ไทยเข้าสู่หน้าร้อนในช่วง วันที่ 22 กพ. คาดว่าจะสิ้นสุดประมาณกลางเดือน พ.ค. ปีนี้ร้อนจัดกว่าปีก่อน อุณหภูมิสูงสุดอาจสูงถึง 42-43 องศาเซลเซียส พื้นที่เฝ้าระวังพิเศษคือภาคเหนือและภาคตะวันตกที่คาดการณ์ว่าอุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ยจะอยู่ที่ 42 องศาเซลเซียส
นพ.พัฒนจัก วิภาดากุล แพทย์ประจำพัฒนจักคลินิก ให้ความรู้เรื่องผิวหนังกับอากาศร้อนรและฝุ่น ไว้ว่า “อากาศร้อนและแห้ง มีฝุ่น PM2.5 จะมีปัญหาที่ตามมาคือโรคผิวหนัง โรคที่มักจะพบบ่อยคือ
- ผิวไหม้แดด(Sunburn) สาเหตุเกิดขึ้นจากการทำลายผิวหนัง ก่อการอักเสบจากรังสียูวี มีอาการแสบ ร้อนที่ผิวหนังดำคล้ำแดด
- เชื้อราที่ผิวหนัง(Dermatophytosis) เช่นโรคกลาก เกลื่อน เกิดจากการที่ผิวหนังมีความชื้นสูงจากเหงื่อ ที่มาจากการระบายความร้อนของร่างกาย ทำให้เชื้อราเจริญเติบโตได้ง่ายกว่าปกติ
- จุดด่างดำบนผิว ได้แก่ ฝ้าแดด(Melasma) กระแดด(Freckle) รอยดำสิว เกิดจากการที่รังสียูวีทำลายผิว กระตุ้นการทำงานของเซลล์เม็ดสี(melanocyte)
- สิว(acne) จะเป็นสิวอุดตันและสิวอักเสบเพิ่มขึ้นเนื่องจากรังสียูวี ฝุ่นควัน และความแห้งของอากาศ(Exposome) ทำให้ต่อมไขมันทำงานมากขึ้น สมดุลผิวหนังเปลี่ยนไป ง่ายต่อการอักเสบและการเติบโตของเชื้อสิว(C.acne)
- โรคผิวหนังเรื้อรังกำเริบ ในผู้ที่มีโรคผิวหนังเรื้อรังเช่น โรคภูมิแพ้ผิวหนัง(Atopic dermatitis) โรคผื่นแพ้แสง(Photo-dermatosis) โรคสะเก็ดเงิน(Psoriasis) จะกำเริบมากขึ้นจากสภาพอากาศที่แห้ง ความร้อนและรังสียูวี ทำให้ผิวเสียน้ำมากขึ้น ผิวแห้งขาดน้ำและนำมาสู่การเสียสมดุลของผิว
- ผดร้อน ( Miliaria ) เกิดจากต่อมเหงื่อใต้รูขุมขนทำงานหนักมาก จนมีขนาดโตขึ้นเพื่อระบายความร้อนออกจากผิวหนัง เมื่อต่อมเหงื่อทำงานมากไปก็อักเสบได้ง่าย
การดูแลผิวหนังในช่วงฤดูร้อนจึงมีความสำคัญ มีวิธีง่ายๆ ดังนี้
ป้องกันการสัมผัสแสงแดดโดยตรง ได้แก่การปกปิดภายนอก เช่น การสวมใส่เสื้อผ้ามิดชิด สวมหมวก กางร่ม หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งช่วงแดดจัด(10:00-16:00น) เพิ่มการป้องกันด้วยการทาผลิตภัณฑ์กันเเดดที่เหมาะสมกับกิจจกรรมที่ทำ โดยค่าปกป้องแสงแดดอย่างน้อย SPF50+ PA+++ ขึ้นไป ถ้าทำกิจกรรมกลางแจ้งในระยะเวลานาน ต้องทาซ้ำทุก 2 ชม. เพื่อคงประสิทธิภาพการกันเเดดได้ดีเท่าเดิม
ถ้าจะปกป้องสูงที่สุด(Optimum) นั้นสามารถรับประทานอาหารที่มีวิตามินที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ได้แก่ วิตามินซี วิตามินอี และอื่นๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปกป้องแสงแดด(SPF) มากขึ้นถึง 14-18% และหลีกเลี่ยงการทำกิจจกรรมกลางแจ้ง สัมผัสฝุ่นควัน ในวันที่ค่าฝุ่นควัน(AQI)เกินมาตรฐานที่ส่งผลอันตรายต่อสุขภาพ
ระบายความร้อนจากผิว ด้วยการเลือกเครื่องแต่งกายที่ดูดซับเหงื่อและระบายความร้อนได้ดี เพื่อลดอาการเปียกชื้นในระยะเวลานานและเนื้อผ้าที่สวมใส่แล้วช่วยลดอุณหภูมิร่างกาย หรือถ้าทำกิจกรรมกลางแจ้งร้อนมาก มีความจำเป็นต้องซับผิวด้วยผ้าเย็นช่วยลดอุณหภูมิผิวกายได้ดีและเร็วขึ้น เพราะถ้าเหงื่อออกมาก ต่อมเหงื่อทำงานมากก็จะมีปัญหาผดร้อนตามมา
ดื่มน้ำเย็นทดแทนให้เพียงพอ ต่อการที่ร่างกายเสียน้ำเพิ่มขึ้นจากสภาพอากาศเเวดล้อมและกิจกรรมที่ทำ หากพบผิวหนังผิดปกติ รีบรักษาเพราะไม่ทิ้งผลกระทบไว้นาน
“อยากให้ทุกท่านดูแลสุขภาพผิวให้เป็นปกติเพราะถ้าผิวสุขภาพดีจะสามารถทนทานต่อสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนไปในช่วงฤดูร้อนจะได้ไม่เกิดการเจ็บป่วยจากโรคผิวหนังดังกล่าวข้างต้นนะครับ”นพ.พัฒนจัก กล่าว