Se—ri Studio: ครีเอทีฟสเปซย่านเจริญกรุง คอมมูนิตีสายคราฟต์ ทั้งริโซกราฟ และสิ่งพิมพ์
จริงหรือไม่ที่คนในปัจจุบันไม่ค่อยสนใจสิ่งพิมพ์แล้ว
คำถามสั้นๆ ที่ท้าทายความเชื่อในยุคดิจิทัลนี้ คือจุดเริ่มต้นที่เราจะพาไปทำความรู้จัก 'Se—ri Studio' (เส—รี สตูดิโอ) ครีเอทีฟสเปซแห่งใหม่ในซอยเจริญกรุง 43 ที่เลือกเดินสวนทางกับคำกล่าวอ้างที่ว่าสิ่งพิมพ์กำลังจะตาย
ที่นี่เป็นทั้งสตูดิโอพิมพ์งาน Risograph ร้านขายหนังสือทำมือ (Zine) ห้องสมุด รวมถึงคอมมูนิตี้สเปซ ซึ่งเกิดจากการรวมตัวกันของผู้ก่อตั้งทั้งสามคน ซึ่งแต่ละคนก็มีความสนใจในประเด็นต่างๆ ที่หลากหลาย เริ่มจากปิ่นที่หลงใหลในการทำซีน (Zine) และงานพิมพ์ ส่วนรดาเองก็ทำหนังสือและทำกราฟิกอยู่แล้ว ขณะที่เทียนก็มีความสนใจในการเปิดสเปซเป็นทุนเดิมเช่นกัน
สามความฝันกับหนึ่งร้านหนังสือ
จุดเริ่มต้นของ ‘เส—รี’ เกิดจากการรวมตัวกันของผู้ก่อตั้งทั้งสามคน เมื่อครั้งที่พวกเขาศึกษาต่อระดับปริญญาโทอยู่ที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งประกอบด้วย ปิ่น-ปณิตา ศิริวงศ์วานงาม, รดา-รดา มุสิกรัตน์ และ เทียน-ปรีชญา โอสถานนท์
ปิ่น: ตอนอยู่อังกฤษ เราแฮงค์เอาต์กับคอมมูนิตี้เควียร์ LGBTQIA+ ชาวเอเชียที่อยู่ที่นั่น ทำให้เราได้รู้จักคนจากหลายประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะจากประเทศในภูมิภาคเดียวกัน ที่อยู่ไทยไม่ได้มีโอกาสสัมผัสสักเท่าไหร่ พอกลับมาที่ไทยเลยรู้สึกว่าคอมมูนิตี้แบบนี้ มันช่วยสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เลยอยากให้บ้านเรามีสเปซแบบนั้นเพิ่มขึ้น ทำให้ธีมหลักของเส—รี จึงเป็นการโฟกัสเรื่องเควียร์ เฟมินิสต์ รวมถึงการสนับสนุนศิลปินเอเชียอาคเนย์
เทียน: เราอยู่ลอนดอนกันมาก่อน เลยรู้สึกว่าที่นู่นมันมีร้านหรือมีสเปซ รวมถึงมีที่ทางสำหรับกลุ่มคนที่เป็น เควียร์ หรือกลุ่มชายขอบอื่นๆ มากมาย ซึ่งมันเป็นเหมือนพื้นที่ปลอดภัยให้เขาสามารถเป็นตัวของตัวเองได้ แต่ที่ไทยถึงแม้ในยุคนี้อาจจะดูมีกลุ่มมากขึ้น แต่เราก็ยังรู้สึกว่ามันยังไม่ค่อยชัด
นอกจากนี้หากมองกลับมาที่วงการออกแบบในประเทศไทย พวกเขาสังเกตเห็นว่า ความชายเป็นใหญ่ (Male Dominance) ยังครอบคลุมวงการนี้อยู่ค่อนข้างมาก แม้คนรุ่นใหม่หรือศิลปินเควียร์ใดๆ จะพยายามสร้างสรรค์ผลงานที่พูดถึงความหลากหลาย หรือประเด็นชายขอบที่ละเอียดอ่อน แต่พื้นที่ที่สนับสนุนและเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้คนในคอมมูนิตี้ยังคงมีไม่มากพอ เส—รี สตูดิโอ จึงถือกำเนิดขึ้นเพื่ออุดรอยรั่วดังกล่าว
ห้องสมุดและสเปซ
ในส่วนของการเป็นสเปซและห้องสมุดเกิดจากการชอบอ่าน ชอบสะสมหนังสือของทั้งสามคน เพราะพวกเขาล้วนมีคอลเลกชันหนังสือส่วนตัวที่ซื้อเก็บไว้ ทั้งหนังสือทั่วไป หนังสือทำมือ ไปจนถึงหนังสือภาพ เมื่อนำมารวมกันพื้นที่ชั้นบนจึงถูกเนรมิตให้กลายเป็น 'ห้องสมุด' ขนาดย่อม เพื่อแบ่งปันคลังความรู้ที่มีความน่าสนใจเฉพาะตัวเหล่านี้ ให้คนทั่วไปได้เข้ามาเปิดอ่าน
และส่วนเดียวกันนี้ ก็ยังถูกจัดให้เป็น ‘สเปซสำหรับจัดกิจกรรมเวิร์กชอป’ อีกด้วย ซึ่งเทียนได้เล่าว่า เธอมีความสนใจเรื่องจิตวิทยา และอยากจะเปิดพื้นที่สำหรับโฟกัสเรื่องสุขภาวะทางจิตใจอยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อได้มาร่วมเปิดร้านกับปิ่นและรดา โปรเจกต์ในฝันของเธอจึงถูกนำมาประกอบร่างใหม่ ให้มีมิติที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
เทียน: สเปซข้างบนมันมีความผสมผสานหลายๆ อย่าง เรายังโฟกัสเรื่องประเด็นสุขภาพจิตอยู่ แต่ในขณะเดียวกันก็พูดถึงประเด็นเควียร์ (Queer) และเฟมินิสม์ (Feminism) ด้วย มันจึงเป็นพื้นที่ที่เปิดกว้างให้คนทุกเพศมากขึ้น
เทียนเล่าต่อว่า ก่อนหน้านี้ตนได้มีโอกาสจัดกิจกรรมอย่าง 'Creative Night' วงสนทนาที่ริเริ่มขึ้นเพื่อชวนคนทำงานสร้างสรรค์หลากหลายอาชีพ มานั่งจับเข่าคุย แลกเปลี่ยนมุมมอง เพื่อสร้างคอมมูนิตี้ที่แข็งแรงในชีวิตจริง
ขายและพิมพ์
พื้นที่ชั้นล่างของเส—รีถูกจัดสรรให้เป็น ‘Zine Shop’ รวบรวมและวางจำหน่ายสื่อสิ่งพิมพ์ทำมือจากศิลปินอิสระ โดยเฉพาะผลงานจากศิลปินเควียร์และศิลปินในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียอาคเนย์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่พวกเขาให้ความสนใจและอยากสนับสนุนให้มีพื้นที่จัดแสดงผลงาน
ขณะเดียวกัน เครื่องพิมพ์ทางเลือกอย่าง ริโซกราฟ (Risograph) ก็เข้ามามีบทบาทสำคัญในการผลิตชิ้นงาน โดยริโซกราฟเป็นเครื่องพิมพ์ที่ผลิตขึ้นช่วงหลังสงคราม เพื่อเน้นการพิมพ์จำนวนมากในราคาที่เข้าถึงได้ แต่พอมาถึงปัจจุบันสิ่งนี้กลับถูกให้ความสนใจเพราะเสน่ห์เฉพาะตัวที่เครื่องพิมพ์ดิจิทัลยุคใหม่ให้ไม่ได้
รดา: เสน่ห์ของงานริโซกราฟคือการพิมพ์ได้ทีละสี ทำให้เราได้เห็นกระบวนการผสมสีต่างๆ แล้วแต่ละสีจะมีความโปร่งใสของมัน ทำให้พอซ้อนทับกันก็จะมีรอยเหลื่อม และพอพิมพ์ออกมา แต่ละแผ่นก็อาจจะได้ผลลัพธ์ไม่เหมือนกัน มีเอียงบ้าง หรือไม่ติดไปบ้าง แต่ทั้งหมดนี้คือความยูนิคของมัน
ปิ่น: หมึกที่ใช้พิมพ์เป็นหมึกจากน้ำมันถั่วเหลือง ซึ่งค่อนข้างรักษ์โลกและไม่ทิ้งสารตกค้างเท่าการพิมพ์ดิจิทัลทั่วไป เราเลยรู้สึกว่ามันเป็นอนาคตได้ และเป็นสิ่งพิมพ์รูปแบบหนึ่งที่เราอยากให้คนได้เข้าใจได้เข้าถึงมันได้มากขึ้น
ความสนุกในการนั่งแยกเลเยอร์สีแบบแมนนวล และการได้ลุ้นผลลัพธ์จากการพิมพ์ด้วยตัวเองนี้เอง ทำให้ทางร้านเตรียมจัดเวิร์กชอป 'Riso 101' เพื่อให้คนที่สนใจได้เข้ามาเรียนรู้และลองปริ้นต์งานของตัวเอง
อุดมการณ์ในสนามธุรกิจ
ท่ามกลางยุคดิจิทัลที่ทุกอย่างไปไวมาไวและจับต้องไม่ได้ ปิ่นให้มุมมองที่น่าสนใจว่า สิ่งพิมพ์ยังมีพลังในการ ‘เชื่อมโยง’ ผู้คนเข้าด้วยกัน เพราะในขณะที่สื่อดิจิทัลกำลังสร้างระยะห่างบางอย่างในการสื่อสาร แต่หนังสือกลับบังคับให้เราต้องหยุด นั่งลง และสัมผัสทีละหน้ากระดาษ ซึ่งสร้างความใกล้ชิดได้มากกว่า โดยเฉพาะสื่อสิ่งพิมพ์ทำมืออย่าง ‘ซีน’ ที่มีความ ‘ขบถ’ อยู่ในตัวเองสูงมาก
ปิ่น: ซีนมีความขบถในตัวของมันเองตรงที่มันไม่ได้ต้องเป็นตามกฎของสำนักพิมพ์ใหญ่ หรือสิ่งพิมพ์ตามขนบ ดังนั้นคนทำซีนจึงสามารถเล่าแสดงออกถึงเรื่องไหนก็ได้ หรือประเด็นที่เล่าก็จะมีความเป็นการเมืองก็ได้ แต่มันก็จะไม่ถูกมอนิเตอร์เหมือนการเขียนหนังสือวิชาการ
เมื่อพูดถึงเส—รีโดยรวมแล้ว นี่คือพื้นที่ที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูงอย่างที่เราแทบไม่เคยเห็นในประเทศไทยมาก่อน เหล่านี้จึงนำมาสู่คำถามสำคัญในแง่ของการทำ ‘ธุรกิจ’ ว่าการเปิดร้านหนังสืออิสระสไตล์ Niche Market ในไทย จะสามารถอยู่รอดได้จริงหรือ? โดยเฉพาะในประเทศที่ไม่ได้มีการสนับสนุนจากหน่วยงานใดๆ ขนาดนั้น
ผู้ก่อตั้งทั้งสามยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ในช่วงแรกก็มีคำถามกับตัวเองว่าจะรอดไหม แต่ในขณะเดียวกัน ก็มองว่าความ ‘นิช’ (Niche) หรือความเฉพาะกลุ่มนี้เอง ที่น่าจะเป็นจุดแข็งสำคัญที่ทำให้พวกเขามั่นใจที่จะเปิด ‘เส—รี สตูดิโอ’ ขึ้นมา
ปิ่น: เรามีความตั้งใจแล้วก็คิดว่ามันมีกลุ่มลูกค้าของมันอยู่ เพราะเราคิดว่าสิ่งนี้ยังไม่มีใครทำในกรุงเทพฯ
แน่นอนว่าการขับเคลื่อนพื้นที่ปลอดภัยแห่งนี้ให้เติบโตต่อไปได้ ย่อมต้องอาศัยรายได้เพื่อหล่อเลี้ยงสเปซ ทั้งค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าเช่าพื้นที่ ความท้าทายที่แท้จริงของเส—รี สตูดิโอ จึงไม่ใช่แค่การหาลูกค้า แต่คือการรักษาสมดุล
ปิ่น: เรากำลังเรียนรู้ว่าจะแบ่งสัดส่วนการทำงานเพื่ออุดมการณ์ กับงานที่เป็นเชิงพาณิชย์อย่างไร ทำให้การทำงานอาจต้องปรับเปลี่ยนไปตามแต่ละกรณี เช่น การทำงานกับกลุ่มนักเคลื่อนไหวก็จะเป็นรูปแบบหนึ่ง แต่หากเป็นการขายหนังสือหรืองานพิมพ์ทั่วไป ก็ต้องมีเรตธุรกิจปกติที่ไม่เข้าเนื้อจนร้านอยู่ไม่ได้
และเมื่อถามถึงจุดยืนในการขับเคลื่อนสังคมผ่านหน้ากระดาษ ปิ่นได้ฝากมุมมองทิ้งท้ายที่สรุปหัวใจสำคัญของ ‘เส—รี สตูดิโอ’ เอาไว้ว่า
ปิ่น: เราอาจจะไม่ได้เป็นนักเคลื่อนไหวในแบบที่จะไปโผล่บนเวทีไฮด์ปาร์ก ไม่ใช่สายรัฐศาสตร์ หรือวิชาการจ๋า แต่สิ่งที่เราทำได้คือสิ่งพิมพ์ ซึ่งมันคือสื่อสำคัญที่สามารถสื่อสารประเด็นสังคม หรือประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชนได้ในวิธีของมันเอง มันสามารถเป็นจุดพักพิงสำหรับคนที่พยายามสู้เพื่อสิ่งนี้อยู่ได้ และเป็นเหมือนการหาคอมมูนิตี้ผ่านสิ่งที่จับต้องได้ ดังนั้นศิลปะหรือซีนจึงเป็นตัวที่เชื่อมคนไว้ด้วยกันในแบบของมันเอง
ท้ายที่สุดแล้ว คำว่า ‘เส—รี’ (Se—ri) จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่ป้ายชื่อร้าน แต่คือคำประกาศเจตนารมณ์ที่ผู้ก่อตั้งทั้งสามคน ที่ต้องการให้สถานที่แห่งนี้เป็น 'Free Space' สำหรับทุกคนที่อยากมาทดลองเรียนรู้ สร้างสรรค์ หรือแม้แต่แวะเวียนเข้ามาพักพิงใจ
บทความต้นฉบับได้ที่ : Se—ri Studio: ครีเอทีฟสเปซย่านเจริญกรุง คอมมูนิตีสายคราฟต์ ทั้งริโซกราฟ และสิ่งพิมพ์
บทความที่เกี่ยวข้อง
- ตำนาน “ต้นสปาเกตตี” ที่เคยหลอกจนชาวอังกฤษเชื่อ 1 เมษายน 1957 จุดเริ่มต้นสารคดี April Fool’s Day ที่ BBC แกงคนทั้งประเทศ
- ทำไมเราถึงยังคิดถึง ‘พี่บี้’? การกลับมาของศิลปินเพลงรักในตำนาน และแคปซูลกาลเวลา ที่พาเราย้อนไปหาความสุขในยุค 2000s
- ทั่วโลกเกิดอะไรขึ้นบ้างในสัปดาห์นี้ 29 มี.ค. - 4 เม.ย. 2569
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : plus.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath