โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

เลือกหุ้นได้อานิสงส์มาตรการรัฐ ผสานหุ้นมีเกราะป้องกันวิกฤตพลังงาน

ทันหุ้น

อัพเดต 30 เม.ย. เวลา 09.02 น. • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

#ทันหุ้น – นายพบชัย ภัทราวิชญ์, CISA นักกลยุทธ์ตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ InnovestX เครือเดียวกับธนาคารไทยพาณิชย์ ระบุว่า กระทรวงการคลังเตรียมเสนอมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เข้า ครม.เศรษฐกิจ 4 พ.ค. นี้ ครอบคลุม 2 โครงการหลัก ได้แก่ คนละครึ่งพลัส (>20 ล้านคน รัฐจ่าย 60%) และการแจกเงินเพิ่มให้กับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (~14 ล้านคน รัฐจ่าย 100%) คนละ 4,000 บาท รวมเม็ดเงินรัฐกว่า 104,000 ล้านบาท เรามองว่ามาตรการไทยช่วยไทยพลัส มีข้อได้เปรียบในแง่ของความรวดเร็วในการดําเนินการ เพราะเป็นการต่อยอดผ่านแอปเป๋าตังเดิม ทําให้ไม่ต้องลงทุนพัฒนาระบบใหม่และเข้าถึงประชาชนได้ทันที แต่ในเชิงเศรษฐกิจ เราประเมินมาตรการนี้เป็นเพียงเครื่องมือประคองกําลังซื้อหรือลดแรงกระแทกจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นมากกว่าจะช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีนัย

ในแง่ของผลต่อเศรษฐกิจ เราประเมินว่ามาตรการดังกล่าวจะมีผลบวกต่อ GDP ราว +0.2% และเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อ +0.1% จากกรณีฐาน อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนจากสงครามตะวันออกกลาง ยังคงเป็น downside risk สำคัญต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งด้านราคาพลังงานและความเชื่อมั่นนักลงทุน เราจึงยังคงประมาณการ GDP ปี 2569 ที่ 1.4% และเงินเฟ้อที่ 1.6% ขณะที่ผลกระทบต่อ SET เราประเมินว่าแม้มาตรการไทยช่วยไทยพลัส จะยังไม่ใช่เครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อน GDP แต่ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการประคองกำลังซื้อ จึงทำให้ยังคงเป้าหมาย SET Index ที่ 1,500 จุด (อิง Forward PER 16x และ EPS ที่ 94.1 บาท) อย่างไรก็ดี ในเชิงกลยุทธ์ระยะสั้น มาตรการนี้ถือเป็น Sentiment บวกโดยตรงต่อ 2 กลุ่มหลัก คือ 1) กลุ่มพาณิชย์และสินค้าอุปโภคบริโภคซึ่งเน้นกลุ่มสินค้าจำเป็นต่อการดำรงชีวิต (CPALL, CPAXT, BJC, TNP, CBG, OSP) และ 2) กลุ่มสินเชื่อ (MTC, SAWAD, TIDLOR, AEONTS)

อย่างไรก็ตาม ภาวะเศรษฐกิจไทยและเป้าหมาย SET มีความเสี่ยงที่ยังต้องติดตามจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ซึ่งหากสถานการณ์ยืดเยื้อเกิน 3 เดือน จนเกิดปัญหา Supply Shock และกดดันให้เงินเฟ้อพุ่งสูง ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว (Stagflation) คาดจะกดดันให้ GDP ไทยเติบโตเหลือ 1.0% และดัชนีเป้าหมาย SET อาจถูกปรับลง (Derate) สู่ 1,300+/- จุด อิง PER 14 เท่า ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจไทยที่ยังเผชิญความเสี่ยงจาก Stagflation

จึงแนะนำเลือกหุ้นที่ได้อานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศของรัฐบาล ควบคู่ไปกับ การมีเกราะป้องกันจากวิกฤตพลังงาน แบ่งเป็น หุ้น High Dividend ที่ได้ประโยชน์จากแผนผลักดัน TISA โดยเลือกหุ้นที่ธุรกิจมีความเสถียรและฐานะการเงินแข็งแกร่ง, SET ESG Rating A-AAA, จ่ายปันผลต่อเนื่องเกิน 10 ปีและให้ Div. Yield เกินปีละ 5% ได้แก่ BAM AP TLI และหุ้น New Normal ที่ได้ประโยชน์จากแผนเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและการย้ายฐานการผลิต เพื่อลดความเสี่ยงพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลและผลกระทบทางภูมิรัฐศาสตร์ ได้แก่ GULF GPSC BGRIM GUNKUL WHA AMATA

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...