เลือกหุ้นได้อานิสงส์มาตรการรัฐ ผสานหุ้นมีเกราะป้องกันวิกฤตพลังงาน
#ทันหุ้น – นายพบชัย ภัทราวิชญ์, CISA นักกลยุทธ์ตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ InnovestX เครือเดียวกับธนาคารไทยพาณิชย์ ระบุว่า กระทรวงการคลังเตรียมเสนอมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เข้า ครม.เศรษฐกิจ 4 พ.ค. นี้ ครอบคลุม 2 โครงการหลัก ได้แก่ คนละครึ่งพลัส (>20 ล้านคน รัฐจ่าย 60%) และการแจกเงินเพิ่มให้กับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (~14 ล้านคน รัฐจ่าย 100%) คนละ 4,000 บาท รวมเม็ดเงินรัฐกว่า 104,000 ล้านบาท เรามองว่ามาตรการไทยช่วยไทยพลัส มีข้อได้เปรียบในแง่ของความรวดเร็วในการดําเนินการ เพราะเป็นการต่อยอดผ่านแอปเป๋าตังเดิม ทําให้ไม่ต้องลงทุนพัฒนาระบบใหม่และเข้าถึงประชาชนได้ทันที แต่ในเชิงเศรษฐกิจ เราประเมินมาตรการนี้เป็นเพียงเครื่องมือประคองกําลังซื้อหรือลดแรงกระแทกจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นมากกว่าจะช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีนัย
ในแง่ของผลต่อเศรษฐกิจ เราประเมินว่ามาตรการดังกล่าวจะมีผลบวกต่อ GDP ราว +0.2% และเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อ +0.1% จากกรณีฐาน อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนจากสงครามตะวันออกกลาง ยังคงเป็น downside risk สำคัญต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งด้านราคาพลังงานและความเชื่อมั่นนักลงทุน เราจึงยังคงประมาณการ GDP ปี 2569 ที่ 1.4% และเงินเฟ้อที่ 1.6% ขณะที่ผลกระทบต่อ SET เราประเมินว่าแม้มาตรการไทยช่วยไทยพลัส จะยังไม่ใช่เครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อน GDP แต่ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการประคองกำลังซื้อ จึงทำให้ยังคงเป้าหมาย SET Index ที่ 1,500 จุด (อิง Forward PER 16x และ EPS ที่ 94.1 บาท) อย่างไรก็ดี ในเชิงกลยุทธ์ระยะสั้น มาตรการนี้ถือเป็น Sentiment บวกโดยตรงต่อ 2 กลุ่มหลัก คือ 1) กลุ่มพาณิชย์และสินค้าอุปโภคบริโภคซึ่งเน้นกลุ่มสินค้าจำเป็นต่อการดำรงชีวิต (CPALL, CPAXT, BJC, TNP, CBG, OSP) และ 2) กลุ่มสินเชื่อ (MTC, SAWAD, TIDLOR, AEONTS)
อย่างไรก็ตาม ภาวะเศรษฐกิจไทยและเป้าหมาย SET มีความเสี่ยงที่ยังต้องติดตามจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ซึ่งหากสถานการณ์ยืดเยื้อเกิน 3 เดือน จนเกิดปัญหา Supply Shock และกดดันให้เงินเฟ้อพุ่งสูง ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว (Stagflation) คาดจะกดดันให้ GDP ไทยเติบโตเหลือ 1.0% และดัชนีเป้าหมาย SET อาจถูกปรับลง (Derate) สู่ 1,300+/- จุด อิง PER 14 เท่า ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจไทยที่ยังเผชิญความเสี่ยงจาก Stagflation
จึงแนะนำเลือกหุ้นที่ได้อานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศของรัฐบาล ควบคู่ไปกับ การมีเกราะป้องกันจากวิกฤตพลังงาน แบ่งเป็น หุ้น High Dividend ที่ได้ประโยชน์จากแผนผลักดัน TISA โดยเลือกหุ้นที่ธุรกิจมีความเสถียรและฐานะการเงินแข็งแกร่ง, SET ESG Rating A-AAA, จ่ายปันผลต่อเนื่องเกิน 10 ปีและให้ Div. Yield เกินปีละ 5% ได้แก่ BAM AP TLI และหุ้น New Normal ที่ได้ประโยชน์จากแผนเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและการย้ายฐานการผลิต เพื่อลดความเสี่ยงพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลและผลกระทบทางภูมิรัฐศาสตร์ ได้แก่ GULF GPSC BGRIM GUNKUL WHA AMATA