‘เน ณรัณ’ ศิลปินรุ่นใหม่ผู้มีโลกส่วนตัวเป็นแรงขับเคลื่อน และความมุ่งมั่นที่จะเติบโตในแบบตัวเอง
LSA Thailand
อัพเดต 09 เม.ย. เวลา 13.28 น. • เผยแพร่ 11 เม.ย. เวลา 03.00 น. • Lifestyle Asia Thailandหากจะนิยามผู้ชายที่ชื่อ เน-ณรัณ วิกัยรุ่งโรจน์หรือ เน PERSESศิลปินคนล่าสุดที่ขึ้นปก Digital Cover Vol.28ของ Lifestyle Asia Thailandเพียงแค่บทบาท ‘แรปเปอร์’ ของวง PERSES คงไม่เพียงพอ เพราะเขายังเป็นนักอ่านผู้หลงใหลในอุดมการณ์ และนักเขียนหน้าใหม่ที่กำลังสื่อสารกับโลกผ่านตัวอักษร วันนี้เราจึงชวนเนมาพูดคุยถึงจุดเปลี่ยนของชีวิต มุมมองที่เติบโตขึ้นในอัลบั้มALTERLAND ไปจนถึงความนัยที่ซ่อนอยู่ในโปรเจกต์งานเขียนล่าสุดของเขา
ในวันที่ตัดสินใจก้าวเข้าสู่วงการ จุดเริ่มต้นที่ทำให้เด็กสายอาร์ตอย่างเน อยากลองเป็นศิลปินดูสักครั้ง คือ การไปออดิชันกับค่าย G’NEST “ตอนนั้นมันเป็นช่วงรอยต่อของชีวิตครับ ผมเรียนด้านภาพยนตร์และดิจิทัลมีเดียมา ระหว่างเรียนก็มีรับงานถ่ายแบบ เล่น MV บ้างตามโอกาส แต่ในใจก็แอบตั้งคำถามกับตัวเองตลอดว่า ‘จบไปแล้วเราจะทำสิ่งนี้เป็นอาชีพจริงจังไหม?’ มันจะเลี้ยงดูชีวิตเราได้หรือเปล่า ประจวบเหมาะกับช่วงนั้น GMM Music เปิดออดิชันพอดี พี่ที่โมเดลลิ่งเลยลองส่งโปรไฟล์มาให้ลองดูครับ ทั้งที่ตอนนั้นผมไม่มีพื้นฐานด้านการร้องหรือเต้นเลย เรียกว่ามาแบบงงๆ และไม่ได้มีภาพในหัวเลยว่าการเป็นศิลปินคืออะไร” แล้วภาพนั้นก็เริ่มชัดเจนขึ้นตอนเป็นเด็กฝึก เนเล่าว่า“มันค่อยๆ ประกอบร่างขึ้นมาตอนช่วงที่เราเข้ามาเป็นเด็กฝึกครับ จากคนที่ไม่เคยนึกถึงการยืนบนเวที พอได้เทรน ได้สอบ จนถึงวันที่เราได้ขึ้นโชว์จริงๆ แล้วเห็นคนดูเขาสนุกไปกับเรา วันนั้นแหละครับที่ผมเริ่มเห็นภาพว่า ‘อ๋อ ชีวิตศิลปินมันเป็นแบบนี้นี่เอง’ มันคือความรู้สึกที่ชัดเจนว่าเราอยากจะต่อยอดงานตรงนี้ให้ดีที่สุด”
จากซิงเกิลเดบิวต์อย่างMY TIME มาจนถึงอัลบั้มล่าสุดALTERLAND มุมมองในการทำงานและคาแรคเตอร์ของเนเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด“เปลี่ยนไปเยอะเลยครับ ถ้ามองในเชิง Performance ช่วง My Timeพวกเราเหมือน ‘เด็กหน้าห้อง’ ที่ครูสั่งให้ทำอะไรเราจะทำเป๊ะๆ พยายามเก็บไลน์เต้นให้คมที่สุด แน่นที่สุด แต่พอมาถึง ALTERLAND เราเริ่มโตขึ้น เราเรียนรู้ที่จะผ่อนหนักผ่อนเบา ไม่จำเป็นต้องไลน์เป๊ะเท่ากันหมดทุกคนในทุกจังหวะ แต่เราเน้นที่ Dynamic ของวงให้ไปในทิศทางเดียวกัน ให้ภาพรวมมันมีเสน่ห์ในแบบที่ควรจะเป็น” ในแง่ของความรู้สึกส่วนตัวเขายังรู้สึกว่าตัวเองยังเป็น ‘คนเดิม’ อยู่เสมอ “ผมรู้สึกคุ้นชินมากขึ้นครับ จากช่วงแรกที่ยังเกร็งๆ ว่าเราควรจะยืนตรงไหน ทำตัวยังไง ตอนนี้เราเริ่มรู้แล้วว่าต้องโฟกัสกับอะไร ส่วนในแง่การใช้ชีวิต จริงๆ ผมยังเหมือนเดิมนะ ผมยังชอบไปดูหนัง อ่านหนังสือ เป็นเนคนเดิมที่แค่เปลี่ยนบริบทจากการเรียนมหาวิทยาลัย มาเป็นการเข้าโรงเรียนฝึกทักษะศิลปินที่เหมือนกำลังเรียนต่อ ป.โท อยู่เลยครับ”
สมาชิกวง PERSES ทั้ง 5 คนมีคาแรคเตอร์ที่ต่างกันมาก ‘การพูดคุยกันตรงๆ’ ถือเป็น วิธีบริหารความสัมพันธ์ที่ลงตัวที่สุด เนเล่าว่า“การปรับจูนกัน ยากมากครับ เพราะพอนอกเหนือจากเวลาซ้อม แต่ละคนมีความสนใจที่แยกไปคนละทางเลย แต่สิ่งที่ทำให้เราจูนกันติดคือ ‘การกิน’ ครับ เป็นสิ่งเดียวที่ทุกคนแฮปปี้และทำร่วมกันได้เสมอ ส่วนเรื่องการทำงาน เราเน้นการคุยกันตรงๆ อาจจะมีไม่เข้าใจกันบ้างในบางครั้ง แต่พอเราเปิดใจรับฟังกันและหาวิธีการคุยที่เหมาะกับแต่ละคน มันก็ทำให้ก้าวผ่านความเหนื่อยหรือความขัดแย้งไปได้ง่ายๆ ครับ”
ท่ามกลางความคาดหวังสูงในวงการบันเทิง วิธีรักษาความเป็นตัวของตัวเองของเน คือ การพยายามไม่หา ‘คำนิยาม’ “สำหรับผม ผมพยายามไม่หา ‘คำนิยาม’ ให้ตัวเองครับ ผมรู้สึกว่ายิ่งเราสร้างกรอบว่าเราต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ มันจะยิ่งกดดันตัวเอง ทั้งในสายตาเราเองและสายตาคนอื่น ผมอยากใช้ชีวิตแบบปล่อยไหลไปเรื่อยๆ เพื่อที่จะได้ Explore ตัวเองว่าเราทำอะไรได้อีกบ้าง ผมบังคับความคาดหวังของใครไม่ได้ แต่ผมเลือกที่จะโฟกัสในส่วนของตัวเองให้ดีที่สุดครับ”
หลายคนอาจจะแปลกใจที่เห็น เน เป็นนักเขียนในโปรเจกต์ “แมวดำตัวแรกของชีวิตที่เหลือ” แต่นี่คือสิ่งที่บ่มเพาะมาจากนิสัยชอบเขียนบันทึกและการเป็นนักอ่านตัวยง “มันเริ่มจากการที่ผมชอบดูหนังและอ่านหนังสือครับ บางครั้งประเด็นเล็กๆ ในนั้นมัน Relate กับเรามากจนรู้สึกว่า ‘อยากเล่าเรื่องนี้จัง’ ประกอบกับผมชอบเขียนบันทึกส่วนตัวอยู่แล้ว พอเวลาผ่านไป 1-2 ปี กลับมาอ่านใหม่ ความรู้สึกตอนนั้นมันยังสดใหม่อยู่เลย มวลความรู้สึกเหล่านั้นมันมีพลังบางอย่างจนอยากถ่ายทอดออกมาเป็นเรื่องสั้นครับ ส่วนโปรเจกต์ ‘แมวดำตัวแรกของชีวิตที่เหลือ’ ต้องขอบคุณพี่เบส กิตติศักดิ์์ คงคา ที่ชวนมาเป็นหนึ่งในนักเขียนรุ่นใหม่ร่วมกับพี่ๆ เก่งๆ ซึ่งโจทย์คือให้เขียนแนวที่ตัวเองชอบได้เลย ผมเลยเลือกเขียนแนว ‘กระแสสำนึก’ (Stream of Consciousness) คล้ายๆ กับเรื่อง Sound about Scrubbที่เคยทำครับ เป็นงานที่ได้ปลดปล่อยความคิดออกมาจริงๆ”
ตัวละครในวรรณกรรมอย่างวัลยา หรือ สายสีมา ถูกยกให้เป็นไอดอลของเน “ไอดอลของผมในตอนนี้ก็คงจะเป็น ‘วัลยา’ หรือ ‘สายสีมา’ จากเรื่อง ปีศาจ และ ความรักของวัลยา ของ อาจารย์เสนีย์ เสาวพงษ์ ครับ ตัวละครเหล่านี้มันเข้าไปอยู่ในจิตสำนึกผมเลย ทั้งเรื่องการใช้ชีวิตและการยึดมั่นในอุดมการณ์ ทุกครั้งที่นึกถึง ผมจะได้รับแรงบันดาลใจบางอย่างกลับมาเสมอ” การที่เนอ่านหนังสือที่มีความเป็น ‘เฟมินิสต์’ ทำให้มีความคาดหวังต่อความเท่าเทียมในสังคม ในด้านที่ทุกคนสามารถทำอะไรตามที่ใจตนเองต้องการ “ความเข้าใจตัวละครที่ต่างจากเรา ทำให้ผมเห็นว่าจริงๆ แล้วเฟมินิสต์มันคือเรื่องง่ายๆ แค่ทุกคนอยากมีชีวิตในแบบของตัวเอง มีอิสระโดยไม่มีกรอบของเพศหรือชนชั้นมาครอบไว้ ผมอยากเห็นสังคมที่ทุกคนสามารถทำตามความต้องการของตัวเองได้ โดยได้รับการสนับสนุนจากทั้งภาครัฐและคนรอบข้าง นั่นคือสิ่งที่ผมอยากเห็น และ อยากช่วยขับเคลื่อนประเด็นนี้ครับ”
นอกจากงานอดิเรกอย่างการอ่านและการเขียนหนังสือแล้ว เนยังมีอีกหนึ่งสิ่งที่ชื่นชอบ นั่นก็คือ‘การปีนผา’ ถึงกับเปิดอินสตาแกรม @naranclimbสำหรับลงเรื่องการปีนผาโดยเฉพาะ “เริ่มจากพี่ชายชวนไปเล่นกิจกรรมพี่น้อง 3 คนครับ พวกเราเป็น Introvert กันหมด ไปกินข้าวด้วยกันก็ก้มหน้ากินอย่างเดียว แต่การปีนผามันทำให้เราได้สร้างบทสนทนาโดยไม่ต้องใช้คำพูดเยอะ เราแค่คุยกันว่า ‘ตรงนี้จะปีนยังไง’ มันสร้างสายสัมพันธ์ที่พิเศษมาก อีกอย่างคือผมชอบปีนป่ายมาตั้งแต่เด็กแล้วครับ จากปีนต้นไม้ ปีนราวบันไดบ้านที่เป็นตึกแถว พอมาเจอการปีนผาจริงจัง มันเลยเหมือนได้กลับไปสนุกแบบเด็กๆ อีกครั้ง”
ก่อนจากกัน เนฝากถึงอัลบั้มที่ 3 ที่กำลังซุ่มเตรียมตัวกันอยู่ ซึ่งรอบนี้จะยกระดับความโตขึ้นไปอีกขั้น “ปีนี้พวกเรากำลังเตรียมตัวสำหรับอัลบั้มที่ 3 ครับ หลังจากที่ ALTERLANDจบไปเมื่อปีที่แล้ว คอนเซปต์ที่เราคุยกันคืออยากให้ภาพลักษณ์ของวงโตขึ้นไปอีกขั้น จากที่เคยดูโตขึ้นในเพลง ‘ห้ามขยับจับนะ’รอบนี้เราจะข้ามไปอีกเลเวลหนึ่ง ส่วนจะเป็นรูปแบบไหน อยากให้ทุกคนติดตามและเป็นกำลังใจให้พวกเราด้วยนะครับ รวมถึงสามารถฟังเพลงในทุกสตรีมมิ่งรอไว้ได้เลยครับ”
บทสนทนาในวันนี้จบลงตรงที่ ‘เน ณรัณ’ยังคงเลือกที่จะไม่จำกัดความตัวเองว่าต้องเป็นอะไรเพียงอย่างเดียว เพราะโลกของการเป็นศิลปิน นักเขียน หรือแม้แต่นักปีนผา ล้วนเป็นจิ๊กซอว์ที่ทำให้เขาสมบูรณ์ในแบบที่เป็นอยู่ การที่ตัวเขาและ PERSES มีชื่อเสียงและมีแฟนคลับมากมาย เขาไม่ได้มองว่ามันคือจุดสูงสุด แต่คือพื้นที่ที่ทำให้เขาได้ส่งต่อมุมมองที่มีต่อโลก ทั้งเรื่องความเท่าเทียม ความฝัน และความเรียบง่ายที่เขาพิสูจน์ให้เห็นผ่านทุกตัวอักษรและทุกย่างก้าวบนเวที
“สุดท้ายแล้ว ผมก็แค่อยากเห็นทุกคนได้ใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการจริงๆ เหมือนตัวละครในหนังสือที่ผมชอบ… ได้ทำตามสิ่งที่ตัวเองเชื่อ ไม่ว่าจะสมหวังหรือผิดหวัง แต่อย่างน้อยเราก็ได้เป็นเจ้าของชีวิตตัวเองอย่างแท้จริง” เขากล่าวทิ้งท้าย ก่อนจะออกไปใช้ชีวิตในบทต่อไป บทที่ชื่อว่า เน PERSESที่เราเชื่อว่าไม่ว่าเขาจะหยิบจับอะไรหลังจากนี้ มันจะถูกถ่ายทอดออกมาด้วยความตั้งใจที่เป็นตัวเองที่สุดอย่างแน่นอน
Note : The information in this article is accurate as of the date of publication.