ศิริกัญญา ซัดรัฐบาล ออก พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน ยัดไส้ตีเช็คเปล่า ส่อขัด รธน.
ศิริกัญญา ซัดรัฐบาล ออก พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน ส่อขัดรธน. ม.172 ยัดไส้ตีเช็คเปล่า อ้างแผนเปลี่ยนผ่านพลังงาน ‘ภราดร’ ย้ำ จำเป็นต้องกู้รับมือพิษสงคราม-ค่าครองชีพพุ่ง ยัน ออกพ.ร.ก.ไม่ขัดรธน.
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 7 พ.ค. 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ เป็นประธานการประชุม วาระพิจารณากระทู้ถามสดด้วยวาจา ของน.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ถามนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย
เรื่องร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. …. โดยนายอนุทิน มอบหมายให้นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มาตอบแทน
โดย น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า การที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ด้วยความที่เป็นวาระลับ ปัจจุบันเรายังไม่เห็นเนื้อหาในพ.ร.ก.ฉบับดังกล่าว มีเพียงรองนายกฯ ออกมาแถลงว่า เงินจำนวน 4 แสนล้านบาทจะนำไปใช้อะไรบ้าง มีแผนงานอย่างไร บอกเพียงแค่มี 11 มาตรา
ตนคิดว่าคงเป็นเพียงกระดาษไม่กี่หน้าที่จะมาขอกู้เงินภาษีจากประชาชน ฉะนั้น จึงต้องถามในรายละเอียดดังต่อไปนี้ คือ แผนที่ 1 ใช้เงินจำนวน 2 แสนล้านบาท หากต้องกู้มาเพื่อเยียวยาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าเรื่องค่าครองชีพของประชาชนที่สูงขึ้น เราไม่ติด แต่ติดใจเรื่องวงเงินและนำไปใช้ทำอะไร
ปรากฏว่าเป็นโครงการคนละครึ่งพลัส 60:40 ที่จะแจกให้กลุ่มเป้าหมายถึง 30 ล้านคน ใช้งบประมาณ 1.2 แสนล้านบาท และเติมเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 52,800 หมื่นล้านบาท รวมวงเงินที่จะใช้ใน 4 เดือนแรก 172,800 ล้านบาท เรียกว่ากู้มาปุ๊ปแจกหมดหน้าตักปั๊ป
และยังบอกอีกว่า หลักการของ พ.ร.ก.นี้ คือ 5T โดย T แรก คือ Target มุ่งเป้า กำหนดกลุ่มเป้าหมายชัดเจน จึงขอถามว่าคนละครึ่ง 30 ล้านคนนั้น เป็นการมุ่งเป้าแบบใด กลุ่มเป้าหมายไหน เราไม่ได้ติดใจการเติมเงินเข้าสวัสดิการแห่งรัฐ เพราะถือเป็นกลุ่มเปราะบางอยู่แล้ว
แถมการลงทะเบียนยังเป็นแบบใครมาก่อนได้ก่อน ทำให้ไม่สามารถรู้ได้เลยว่า คนที่เดือดร้อนจะได้รับการเยียวยาหรือไม่ คนที่ได้รับการช่วยเหลือเดือดร้อนจริงหรือไม่ เหมือนเป็นการเยียวยาแบบสุ่ม จึงอยากถามว่า แผนการเยียวยานี้มีวัตถุประสงค์อะไรกันแน่
น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า ตนทราบดีถึงความจำเป็นอยู่แล้วว่า รัฐบาลถังแตก ไม่มีเงินที่จะมาเยียวยา แต่ในหลักการ 5T ของพ.ร.ก.ฉบับดังกล่าวนี้ มีการระบุไว้ด้วยว่าจะยังรักษาวินัยการเงินการคลัง แต่อีกนิดเดียวก็แทบจะเรียกว่าเยียวยาถ้วนหน้าแล้ว เหลืออีกแค่ประมาณ 7 ล้าน แต่ยิ่งภาวะถังแตกเราต้องยิ่งใช้เงินอย่างระมัดระวัง และหาก 4 เดือนไม่จบก็ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อ
แต่สิ่งที่รัฐบาลทำ คือ มีแผนที่ 2 ยัดไส้มา คือการปรับโครงสร้างเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานอีก 2 แสนล้านบาท สภาวะทางการคลังเป็นเช่นนี้ ถังแตกเช่นนี้ ก็ยังจะกู้สุดแรงเกิด ลดจาก 5 แสนล้านบาทเหลือ 4 แสนล้านบาท แต่ยังถือว่าเยอะอยู่ดี และยังมีเจตนาที่จะยัดไส้โครงการไม่เร่งด่วนมาอยู่พ.ร.ก.เร่งด่วนเช่นนี้ด้วย
จึงขอถามว่า หากไม่ทำตอนนี้จะกระทบกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจจนไม่อาจเลี่ยงได้ใช่หรือไม่ ความจำเป็นเร่งด่วนคืออะไร ทั้งที่โครงการนี้ยังไม่มีแผนว่าจะนำมาใช้แต่อย่างไร
หากจะบอกว่าจะเปลี่ยนผ่านพลังงานเร่งด่วนภายใน 1 ปี ต้องกู้ให้เสร็จภายในเดือนก.ย. 2570 นั้น จะสามารถเปลี่ยนผ่านเป็นพลังงานสะอาดได้กี่เปอร์เซ็นต์จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ และจะทำให้โครงสร้างทางเศรษฐกิจเปลี่ยนไปได้ขนาดไหน หากรออีก 3 เดือนให้ไปอยู่ในงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ตนคิดว่าไม่ได้กระทบกับความมั่นคงอะไรที่เปลี่ยนไปเลย สถานการณ์ยังคงเหมือนเดิม
“หากอยากกู้เงินใจจะขาด ดิฉันคิดว่าแยกก้อนไปเลย ก้อนหนึ่งออกเป็นพ.ร.ก.กู้เงินเพื่อเยียวยา ซึ่งอาจจะใช้ไม่ถึง 2 แสนล้านบาทด้วยซ้ำ อีกก้อนออกเป็น พ.ร.บ. ให้มีรายละเอียดโครงการมาเลย ดิฉันคิดว่าจะถูกต้องตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172
เหตุใดรัฐบาลจึงเจตนาสอดไส้โครงการที่ไม่เร่งด่วนมาในพ.ร.ก.กู้ด่วน จนทำให้เราต้องกู้เงินสูงถึง 4 แสนล้านบาท โดยที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญมาตรา 172” น.ส.ศิริกัญญา กล่าว
ด้าน นายภราดร ชี้แจงว่า ความจำเป็นของรัฐบาลต้องออกพ.ร.ก.กู้เงิน เนื่องจากสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบหลายระลอก ทั้งวิกฤตพลังงานน้ำมัน ต้นทุนราคาสินค้า และเป็นภาระให้กับประชาชนต้องซื้อสินค้าราคาแพงขึ้น ในขณะที่กำลังซื้อของประชาชนหดตัวลง จึงจำเป็นต้องออก พ.ร.ก. 4 แสนล้านบาท
มีคำถามว่า เหตุใดจึงจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.เร่งด่วน 4 แสนล้านบาท นั่นคือในส่วนเงินงบประมาณปกติในปี 69 ส่วนของงบกลางสำรองฉุกเฉินเร่งด่วน วันนี้รัฐบาลเหลือเงินอยู่ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งไม่สามารถเยียวยากับสถานการณ์แบบนี้ได้อย่างถ้วนหน้า
รวมถึงการออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณ เริ่มแรกรัฐบาลคาดว่าจะสามารถโอนงบประมาณ สำหรับหน่วยงานที่ยังไม่ได้ใช้งบประมาณ 2-3 ไตรมาส ประมาณ 8-9 หมื่นล้านบาท
ปรากฏว่าทางสำนักงบประมาณไปสำรวจดูคาดว่าจะเหลือที่สามารถโอนงบประมาณได้เพียง 2-3 หมื่นล้านบาท รวมกับงบกลางที่เหลืออยู่ 2 หมื่นล้านบาท จะมีเงินในกระเป๋าเพียง 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งไม่สามารถเยียวยาประชาชนได้ครบถ้วน จึงเป็นเหตุผลหลักจำเป็นที่ต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท
นายภราดร กล่าวต่อว่า ท่านถามว่ารัฐบาลได้แบ่งออกเป็น 2 ก้อน สำหรับ 4 แสนล้านบาท คือก้อนละ 2 แสนล้านบาท ในส่วนแรกเป็นส่วนของการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสภาวะสงคราม ตนเชื่อว่าท่านไม่ติดใจ
แต่ท่านถามว่า 2 โครงการหลักที่กำลังจะเกิดขึ้นภายใต้ 2 แสนล้านบาทแรก คือ โครงการไทยช่วยไทย คนละครึ่งพลัส 60:40 ซึ่งนายเอกนิติได้วางแนวทางไว้ว่า อาจจะเป็นเดือนละ 1,000 บาท ช่วย 4 เดือน เท่ากับหนึ่งคนจะใช้เงินประมาณ 4,000 บาท โดยจะให้ลงทะเบียนใหม่ 30 ล้านสิทธิ์
และในส่วนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปัจจุบันมีผู้ถือบัตรนี้ประมาณ 13.2 ล้านคน ซึ่งช่วยสนับสนุนเอาเงินเข้าไปในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดือนละ 1,000 บาท เช่นเดียวกัน เมื่อรวมกันทั้งหมดใช้เงินประมาณ 172,800 ล้านบาท
ท่านถามว่าทำไมถึงเทหมดหน้าตัก 2 แสนล้านบาทนี้ เพราะรัฐบาลเชื่อและมีการประเมินสถานการณ์จาก 4 หน่วยงาน ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย สภาพัฒน์ กระทรวงการคลัง และสำนักงบประมาณ เกี่ยวกับสถานการณ์สงครามว่าจะยืดเยื้อระดับกลาง อาจไม่จบในเร็วๆ นี้
นายภราดร กล่าวว่า ด้วยฉากทัศน์แบบนี้จึงเป็นเหตุว่าทำไมเราต้องช่วยเหลือในช่วง 4 เดือนนี้ เพราะประชาชนตกอยู่ในความยากลำบากที่เกิดจากสภาวะสงคราม และหากไม่มีการเยียวยาอย่างทันท่วงทีสิ่งที่จะเกิดขึ้นคือสภาวะข้าวยากหมากแพง ในขณะที่ประชาชนไม่มีเงินในกระเป๋า เราไม่อยากเห็นสถานการณ์นี้เกิดขึ้น จึงวางมาตรการที่จะมาดำเนินการแก้ไขปัญหาสถานการณ์แบบเร่งด่วนในช่วงนี้
ที่ท่านถามถึง 5T โดย Target กลุ่มเป้าหมายว่าจะตรงหรือไม่ ก็ต้องถามตรงๆ ว่า ในประเทศนี้มีใครบ้างที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สงคราม ส่วนหนึ่ง 13.2 ล้านคน คือ กลุ่มผู้เปราะบาง เราจัดสรรให้ 5 หมื่นกว่าล้านบาท
อีกส่วน 30 ล้านสิทธิ์ ขยับเพิ่มมาจากเมื่อครั้งที่แล้วที่มีการลงทะเบียนตอนรัฐบาลอนุทิน 1 ประมาณ 20 ล้านคน ซึ่งมาลงทะเบียนจริงๆ แค่ 19 ล้านคน จึงเพิ่มตัวเลขจาก 20 ล้านคนให้ครอบคลุมมากขึ้นเป็น 30 ล้านคน รวมทั้งหมดที่จะได้รับประโยชน์จากการเยียวยาก้อนนี้ทั้งสิ้น 43.2 ล้านคน จึงเชื่อว่าเป็นตัวเลขที่ใหญ่พอสมควรเมื่อเทียบกับจำนวนประชากร
นายภราดร กล่าวว่า เรื่องการรักษาวินัยการเงินการคลัง ได้ประชุมกับ 4 หน่วยงาน และได้มีแผนการคลังระยะปานกลาง รวมถึงได้ทำฉากทัศน์ไว้ ทั้งในส่วนของการใส่เงินกู้ก้อนนี้เข้าไปด้วย ที่แยกเป็น 2 ส่วน และในส่วนของพ.ร.บ.งบประมาณปกติ ก็ได้ทำตัวเลขใส่ไว้แล้ว ทำให้เห็นชัดว่าภายใน 3-4 ปีนี้เพดานหนี้สาธารณะก็ยังไม่เกิน 70 เปอร์เซ็นต์
ส่วนประเด็นเรื่องสอดไส้หรือไม่กับโครงการ 2 แสนล้านบาทหลัง ตนเรียนว่า เร่งด่วนหรือไม่อยู่ที่คนมอง อยู่ที่วิสัยทัศน์ของคนที่มาบริหารประเทศว่ามองเรื่องวิกฤตพลังงานในอนาคตแบบใด และเร่งด่วนหรือไม่
ซึ่ง รมว.พลังงาน ได้มาชี้แจงต่อสภาฯ ว่าเป็นนโยบายของรัฐบาลนี้ที่จะลดค่าครองชีพของประชาชนโดยไปจัดสรรขั้นบันไดของค่าไฟประชาชนแบบบ้านเรือนจะเสียค่าไฟลดลง ซึ่งเป็นร่มเดียวกัน ในการลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนโดยตั้งใจจะเปลี่ยนผ่านพลังงาน
นายเอกนิติพูดเสมอว่า จะเปลี่ยนรูปแบบพลังงาน จากพึ่งพาพลังงานฟอสซิล ลดลงให้มากที่สุด แล้วสนับสนุนพลังงานสะอาด เราเน้นไปที่พลังงานแสงอาทิตย์
โดยเรื่องของพลังงานในหลากหลายกระทรวงคงมีโครงการเข้ามา และหลังจากที่พ.ร.ก. ผ่านสภาฯ แล้ว ก็จะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อกลั่นกรองโครงการและจะทำให้รวดเร็วที่สุด เพื่อตอบโจทย์ในเรื่องการลดภาระการใช้พลังงานจากพลังงานฟอสซิล และเราไม่รู้ว่าในอนาคตจะเกิดวิกฤตแบบนี้อีกเมื่อไหร่หรือไม่ จึงเป็นโอกาสของประเทศที่จะเปลี่ยนถ่ายพลังงาน
ท่านถามว่าทำไมไม่ใช้งบประมาณในปี 70 ท่านก็รู้ดีว่างบปี 70 อยู่ในช่วงการเร่งรัดทำให้เสร็จทัน 1 ต.ค. 2569 เพื่อไม่ต้องใช้เงินพลางก่อน ฉะนั้น เมื่อเร่งทำให้เสร็จ แผนของการให้หน่วยงานต่างๆเสนอโครงการเข้ามาในงบปี 70 จะทำไม่ทัน
โดยวันที่ 1 พ.ค.ที่ผ่านมา สำนักงบประมาณได้ปิดให้หน่วยงานต่างๆ ส่งคำขอไปที่สำนักงบฯ แล้ว เมื่อไปดูไส้ในหน่วยงานได้ขอเกี่ยวกับเรื่องเปลี่ยนถ่ายพลังงานมากน้อยขนาดไหน ตนเชื่อว่าไม่มาก เพราะเวลาที่จำกัด จึงจำเป็นต้องใช้โอกาสนี้มาเปลี่ยนถ่ายพลังงานและสร้างความยั่งยืนในการใช้พลังงานสะอาดแทนพลังงานจากฟอสซิล
จากนั้น น.ส.ศิริกัญญา ถามคำถามสุดท้ายว่า ตนจัดสรรเวลาทั้ง 3 คำถามได้อย่างเท่ากัน แต่รัฐมนตรีมัวแต่ไปตอบคำถามที่ตนไม่ได้ถาม เพียงแค่อยู่ในโพยเลยหยิบมาตอบ ตนไม่ได้ถามเรื่องหนี้สาธารณะเลยด้วยซ้ำ ตนเข้าใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้มีเรื่องของเงินเฟ้อ ทำให้จีดีพีสูงขึ้นจากเงินเฟ้อ ทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะไม่ถึง 70 เปอร์เซ็นต์
นายภราดรให้ข้อมูลว่าการจะเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดนั้น ไม่ทันที่จะใส่ในงบปี 70 แสดงว่าการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดยังเป็นวุ้นอยู่เลย ยังไม่มีโครงการอะไรอยู่ในมือ เป็นแผนลอยๆ ขึ้นมาแล้วจะเป็นการตีเช็คเปล่าให้รัฐบาลไปใช้กลไกคณะกรรมการกลั่นกรองที่เต็มไปด้วยข้าราชการว่าโครงการใดจะได้ไปต่อ จึงถือเป็นการตีเช็คเปล่าให้ประชาชนต้องใช้หนี้
ดังนั้น จึงเป็นการคิดไปทำไป จึงไม่ได้สะท้อนเลยว่า หากไม่ทำวันนี้แล้วจะกระทบกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจแบบที่จะรับไม่ได้ พ.ร.ก.เราไม่ควรออกกันแบบพร่ำเพรื่อ เพราะการใช้อำนาจฝ่ายบริหารเป็น พ.ร.ก. ข้ามหัวสภา ที่สภาไม่ได้มีโอกาสได้ตรวจสอบและสอบถาม
ฉะนั้น จึงควรใช้อย่างระมัดระวังที่สุด ย้ำว่าหากต้องเยียวยานั้นพวกตนไม่ติด แต่ขอให้ออกน้อยกว่า 2 แสนล้านบาท หากจะนำไปทุ่มกับการทำคนละครึ่งถึง 1.2 แสนล้านบาท แต่นี่ 4 เดือนใช้หมด 2 แสนล้านบาท ตนคิดว่ามีโอกาสที่สงครามจะยืดเยื้อและจะไม่จบภายใน 4 เดือนแน่ๆ
แต่กระสุนจะไม่เหลือให้เราใช้สำหรับช่วยเหลือประชาชนแล้ว แถมกู้ใหม่ก็ไม่ได้แล้ว นี่คือเม็ดเงินสุดท้ายที่เราจะสามารถออกมาเป็นพ.ร.ก.ได้ เพราะนอกจากใกล้จะชนเพดานแล้ว ดอกเบี้ยก็ยังสูงขึ้นอีกด้วย
ทั้งนี้ แผนการใช้เงินไม่ชัด แผนการกู้เงินไม่แน่ใจถูกต้องหรือไม่ ที่ผ่านมาเราปล่อยให้รัฐบาลก่อนหน้านี้ กู้ กู้ กู้ กู้แบบนอกงบประมาณ ประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท กลายมาเป็นภาระที่ต้องใช้คืนทั้งต้นและดอกที่บดบังงบประมาณรายจ่ายประจำปีทุกปี
วันนี้เราต้องเข้มข้นและอยากถามกลับไปว่า แผนใช้หนี้จะเป็นอย่างไรในอนาคต ยังไม่มีความชัดเจนเลยว่าจะมีความสามารถใช้หนี้อย่างไร ต้องจัดเก็บรายได้อะไรอีกหรือไม่ การจัดเก็บภาษีจะต้องปรับเปลี่ยนอะไรหรือไม่
“ขอฝากไปยังรัฐบาลว่า อย่าเอาการเยียวยาประชาชนเป็นตัวประกัน แล้วมายัดไส้โครงการไม่เร่งด่วนเพียงเพื่อหวังผลอื่นใดหรือไม่ หากมีการยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ แล้วพบว่ามีปัญหาต่อการกู้ภายหลัง ก็ขออย่าเอาการเยียวยาของประชาชนเป็นตัวประกันหรือข้ออ้างเช่นนี้ เพราะรัฐบาลเองไม่ยอมแยกการเปลี่ยนผ่านพลังงานออกจาก พ.ร.ก.กู้เงิน ดังนั้น ไม่ว่าผลอะไรเกิดขึ้นรัฐบาลจำเป็นต้องรับผิดชอบ” น.ส.ศิริกัญญา กล่าว
นายภราดร กล่าวต่อว่า ข้อกล่าวหาเช็คเปล่า ตนคิดว่ารุนแรงเกินไป เพราะเราได้วางแผนอย่างรอบคอบในการเปลี่ยนถ่ายพลังงาน ถามว่าเร่งด่วนเพียงพอหรือไม่ ท่านบอกว่ารัฐบาลจะใช้ก้อนแรก 170,000 กว่าล้านบาท ภายใน 4 เดือน ถูกต้อง เพราะเราต้องการเยียวยาประชาชนในช่วงสั้นๆ ตรงนี้ ถ้าไม่เยียวยาตรงนี้แล้วจะไปเยียวยากันเมื่อไหร่ จะรอให้เกิดภาวะข้าวยากหมากแพงแล้วค่อยไปหาแนวทางเยียวยาแบบนั้นหรือ
ส่วนเรื่องแผนการกู้และแผนการใช้หนี้ของรัฐบาลจะดำเนินการแบบไหน เรื่องการกู้ แน่นอนว่ากู้เงินในประเทศ และดอกเบี้ยในการกู้ 4 แสนล้านบาท คาดว่า 1.3 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ถือว่าถูกมาก
โดยแผนการใช้หนี้ปกติเราไปตั้งในเงินงบประมาณปีถัดไป ตามปกติ 4 เปอร์เซ็นต์ของงบรายจ่าย ซึ่งในแต่ละปีเราก็ไปใช้เงินต้นประมาณ 150,000 ล้านบาท ส่วนดอกเบี้ยต่างหาก หลังจากนั้นก็ดำเนินการแบบนี้ นี่คือวิธีการที่เราบริหารจัดการหนี้ของรัฐบาลตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา
“ย้ำว่าการกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ของรัฐบาลในครั้งนี้ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 มีเหตุผลความจำเป็นเร่งด่วน และวัตถุประสงค์หลักของรัฐบาล คือ การใช้เงิน 4 เดือนจากนี้ไป จะนำเงินทุกบาท ทุกสตางค์ ให้ถึงมือพี่น้องประชาชนอย่างแน่นอน” นายภราดร กล่าว
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ศิริกัญญา ซัดรัฐบาล ออก พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน ยัดไส้ตีเช็คเปล่า ส่อขัด รธน.
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th