โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ศิริกัญญา ซัดรัฐบาล ออก พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน ยัดไส้ตีเช็คเปล่า ส่อขัด รธน.

Khaosod

อัพเดต 07 พ.ค. เวลา 06.14 น. • เผยแพร่ 07 พ.ค. เวลา 06.14 น.
ศิริกัญญา ซัดรัฐบาล ออก พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน ยัดไส้ตีเช็คเปล่า ส่อขัด รธน.

ศิริกัญญา ซัดรัฐบาล ออก พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน ส่อขัดรธน. ม.172 ยัดไส้ตีเช็คเปล่า อ้างแผนเปลี่ยนผ่านพลังงาน ‘ภราดร’ ย้ำ จำเป็นต้องกู้รับมือพิษสงคราม-ค่าครองชีพพุ่ง ยัน ออกพ.ร.ก.ไม่ขัดรธน.

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 7 พ.ค. 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ เป็นประธานการประชุม วาระพิจารณากระทู้ถามสดด้วยวาจา ของน.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ถามนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย

เรื่องร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. …. โดยนายอนุทิน มอบหมายให้นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มาตอบแทน

โดย น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า การที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ด้วยความที่เป็นวาระลับ ปัจจุบันเรายังไม่เห็นเนื้อหาในพ.ร.ก.ฉบับดังกล่าว มีเพียงรองนายกฯ ออกมาแถลงว่า เงินจำนวน 4 แสนล้านบาทจะนำไปใช้อะไรบ้าง มีแผนงานอย่างไร บอกเพียงแค่มี 11 มาตรา

ตนคิดว่าคงเป็นเพียงกระดาษไม่กี่หน้าที่จะมาขอกู้เงินภาษีจากประชาชน ฉะนั้น จึงต้องถามในรายละเอียดดังต่อไปนี้ คือ แผนที่ 1 ใช้เงินจำนวน 2 แสนล้านบาท หากต้องกู้มาเพื่อเยียวยาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าเรื่องค่าครองชีพของประชาชนที่สูงขึ้น เราไม่ติด แต่ติดใจเรื่องวงเงินและนำไปใช้ทำอะไร

ปรากฏว่าเป็นโครงการคนละครึ่งพลัส 60:40 ที่จะแจกให้กลุ่มเป้าหมายถึง 30 ล้านคน ใช้งบประมาณ 1.2 แสนล้านบาท และเติมเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 52,800 หมื่นล้านบาท รวมวงเงินที่จะใช้ใน 4 เดือนแรก 172,800 ล้านบาท เรียกว่ากู้มาปุ๊ปแจกหมดหน้าตักปั๊ป

และยังบอกอีกว่า หลักการของ พ.ร.ก.นี้ คือ 5T โดย T แรก คือ Target มุ่งเป้า กำหนดกลุ่มเป้าหมายชัดเจน จึงขอถามว่าคนละครึ่ง 30 ล้านคนนั้น เป็นการมุ่งเป้าแบบใด กลุ่มเป้าหมายไหน เราไม่ได้ติดใจการเติมเงินเข้าสวัสดิการแห่งรัฐ เพราะถือเป็นกลุ่มเปราะบางอยู่แล้ว

แถมการลงทะเบียนยังเป็นแบบใครมาก่อนได้ก่อน ทำให้ไม่สามารถรู้ได้เลยว่า คนที่เดือดร้อนจะได้รับการเยียวยาหรือไม่ คนที่ได้รับการช่วยเหลือเดือดร้อนจริงหรือไม่ เหมือนเป็นการเยียวยาแบบสุ่ม จึงอยากถามว่า แผนการเยียวยานี้มีวัตถุประสงค์อะไรกันแน่

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า ตนทราบดีถึงความจำเป็นอยู่แล้วว่า รัฐบาลถังแตก ไม่มีเงินที่จะมาเยียวยา แต่ในหลักการ 5T ของพ.ร.ก.ฉบับดังกล่าวนี้ มีการระบุไว้ด้วยว่าจะยังรักษาวินัยการเงินการคลัง แต่อีกนิดเดียวก็แทบจะเรียกว่าเยียวยาถ้วนหน้าแล้ว เหลืออีกแค่ประมาณ 7 ล้าน แต่ยิ่งภาวะถังแตกเราต้องยิ่งใช้เงินอย่างระมัดระวัง และหาก 4 เดือนไม่จบก็ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อ

แต่สิ่งที่รัฐบาลทำ คือ มีแผนที่ 2 ยัดไส้มา คือการปรับโครงสร้างเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานอีก 2 แสนล้านบาท สภาวะทางการคลังเป็นเช่นนี้ ถังแตกเช่นนี้ ก็ยังจะกู้สุดแรงเกิด ลดจาก 5 แสนล้านบาทเหลือ 4 แสนล้านบาท แต่ยังถือว่าเยอะอยู่ดี และยังมีเจตนาที่จะยัดไส้โครงการไม่เร่งด่วนมาอยู่พ.ร.ก.เร่งด่วนเช่นนี้ด้วย

จึงขอถามว่า หากไม่ทำตอนนี้จะกระทบกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจจนไม่อาจเลี่ยงได้ใช่หรือไม่ ความจำเป็นเร่งด่วนคืออะไร ทั้งที่โครงการนี้ยังไม่มีแผนว่าจะนำมาใช้แต่อย่างไร

หากจะบอกว่าจะเปลี่ยนผ่านพลังงานเร่งด่วนภายใน 1 ปี ต้องกู้ให้เสร็จภายในเดือนก.ย. 2570 นั้น จะสามารถเปลี่ยนผ่านเป็นพลังงานสะอาดได้กี่เปอร์เซ็นต์จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ และจะทำให้โครงสร้างทางเศรษฐกิจเปลี่ยนไปได้ขนาดไหน หากรออีก 3 เดือนให้ไปอยู่ในงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ตนคิดว่าไม่ได้กระทบกับความมั่นคงอะไรที่เปลี่ยนไปเลย สถานการณ์ยังคงเหมือนเดิม

“หากอยากกู้เงินใจจะขาด ดิฉันคิดว่าแยกก้อนไปเลย ก้อนหนึ่งออกเป็นพ.ร.ก.กู้เงินเพื่อเยียวยา ซึ่งอาจจะใช้ไม่ถึง 2 แสนล้านบาทด้วยซ้ำ อีกก้อนออกเป็น พ.ร.บ. ให้มีรายละเอียดโครงการมาเลย ดิฉันคิดว่าจะถูกต้องตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172

เหตุใดรัฐบาลจึงเจตนาสอดไส้โครงการที่ไม่เร่งด่วนมาในพ.ร.ก.กู้ด่วน จนทำให้เราต้องกู้เงินสูงถึง 4 แสนล้านบาท โดยที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญมาตรา 172” น.ส.ศิริกัญญา กล่าว

ด้าน นายภราดร ชี้แจงว่า ความจำเป็นของรัฐบาลต้องออกพ.ร.ก.กู้เงิน เนื่องจากสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบหลายระลอก ทั้งวิกฤตพลังงานน้ำมัน ต้นทุนราคาสินค้า และเป็นภาระให้กับประชาชนต้องซื้อสินค้าราคาแพงขึ้น ในขณะที่กำลังซื้อของประชาชนหดตัวลง จึงจำเป็นต้องออก พ.ร.ก. 4 แสนล้านบาท

มีคำถามว่า เหตุใดจึงจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.เร่งด่วน 4 แสนล้านบาท นั่นคือในส่วนเงินงบประมาณปกติในปี 69 ส่วนของงบกลางสำรองฉุกเฉินเร่งด่วน วันนี้รัฐบาลเหลือเงินอยู่ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งไม่สามารถเยียวยากับสถานการณ์แบบนี้ได้อย่างถ้วนหน้า

รวมถึงการออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณ เริ่มแรกรัฐบาลคาดว่าจะสามารถโอนงบประมาณ สำหรับหน่วยงานที่ยังไม่ได้ใช้งบประมาณ 2-3 ไตรมาส ประมาณ 8-9 หมื่นล้านบาท

ปรากฏว่าทางสำนักงบประมาณไปสำรวจดูคาดว่าจะเหลือที่สามารถโอนงบประมาณได้เพียง 2-3 หมื่นล้านบาท รวมกับงบกลางที่เหลืออยู่ 2 หมื่นล้านบาท จะมีเงินในกระเป๋าเพียง 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งไม่สามารถเยียวยาประชาชนได้ครบถ้วน จึงเป็นเหตุผลหลักจำเป็นที่ต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท

นายภราดร กล่าวต่อว่า ท่านถามว่ารัฐบาลได้แบ่งออกเป็น 2 ก้อน สำหรับ 4 แสนล้านบาท คือก้อนละ 2 แสนล้านบาท ในส่วนแรกเป็นส่วนของการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสภาวะสงคราม ตนเชื่อว่าท่านไม่ติดใจ

แต่ท่านถามว่า 2 โครงการหลักที่กำลังจะเกิดขึ้นภายใต้ 2 แสนล้านบาทแรก คือ โครงการไทยช่วยไทย คนละครึ่งพลัส 60:40 ซึ่งนายเอกนิติได้วางแนวทางไว้ว่า อาจจะเป็นเดือนละ 1,000 บาท ช่วย 4 เดือน เท่ากับหนึ่งคนจะใช้เงินประมาณ 4,000 บาท โดยจะให้ลงทะเบียนใหม่ 30 ล้านสิทธิ์

และในส่วนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปัจจุบันมีผู้ถือบัตรนี้ประมาณ 13.2 ล้านคน ซึ่งช่วยสนับสนุนเอาเงินเข้าไปในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดือนละ 1,000 บาท เช่นเดียวกัน เมื่อรวมกันทั้งหมดใช้เงินประมาณ 172,800 ล้านบาท

ท่านถามว่าทำไมถึงเทหมดหน้าตัก 2 แสนล้านบาทนี้ เพราะรัฐบาลเชื่อและมีการประเมินสถานการณ์จาก 4 หน่วยงาน ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย สภาพัฒน์ กระทรวงการคลัง และสำนักงบประมาณ เกี่ยวกับสถานการณ์สงครามว่าจะยืดเยื้อระดับกลาง อาจไม่จบในเร็วๆ นี้

นายภราดร กล่าวว่า ด้วยฉากทัศน์แบบนี้จึงเป็นเหตุว่าทำไมเราต้องช่วยเหลือในช่วง 4 เดือนนี้ เพราะประชาชนตกอยู่ในความยากลำบากที่เกิดจากสภาวะสงคราม และหากไม่มีการเยียวยาอย่างทันท่วงทีสิ่งที่จะเกิดขึ้นคือสภาวะข้าวยากหมากแพง ในขณะที่ประชาชนไม่มีเงินในกระเป๋า เราไม่อยากเห็นสถานการณ์นี้เกิดขึ้น จึงวางมาตรการที่จะมาดำเนินการแก้ไขปัญหาสถานการณ์แบบเร่งด่วนในช่วงนี้

ที่ท่านถามถึง 5T โดย Target กลุ่มเป้าหมายว่าจะตรงหรือไม่ ก็ต้องถามตรงๆ ว่า ในประเทศนี้มีใครบ้างที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สงคราม ส่วนหนึ่ง 13.2 ล้านคน คือ กลุ่มผู้เปราะบาง เราจัดสรรให้ 5 หมื่นกว่าล้านบาท

อีกส่วน 30 ล้านสิทธิ์ ขยับเพิ่มมาจากเมื่อครั้งที่แล้วที่มีการลงทะเบียนตอนรัฐบาลอนุทิน 1 ประมาณ 20 ล้านคน ซึ่งมาลงทะเบียนจริงๆ แค่ 19 ล้านคน จึงเพิ่มตัวเลขจาก 20 ล้านคนให้ครอบคลุมมากขึ้นเป็น 30 ล้านคน รวมทั้งหมดที่จะได้รับประโยชน์จากการเยียวยาก้อนนี้ทั้งสิ้น 43.2 ล้านคน จึงเชื่อว่าเป็นตัวเลขที่ใหญ่พอสมควรเมื่อเทียบกับจำนวนประชากร

นายภราดร กล่าวว่า เรื่องการรักษาวินัยการเงินการคลัง ได้ประชุมกับ 4 หน่วยงาน และได้มีแผนการคลังระยะปานกลาง รวมถึงได้ทำฉากทัศน์ไว้ ทั้งในส่วนของการใส่เงินกู้ก้อนนี้เข้าไปด้วย ที่แยกเป็น 2 ส่วน และในส่วนของพ.ร.บ.งบประมาณปกติ ก็ได้ทำตัวเลขใส่ไว้แล้ว ทำให้เห็นชัดว่าภายใน 3-4 ปีนี้เพดานหนี้สาธารณะก็ยังไม่เกิน 70 เปอร์เซ็นต์

ส่วนประเด็นเรื่องสอดไส้หรือไม่กับโครงการ 2 แสนล้านบาทหลัง ตนเรียนว่า เร่งด่วนหรือไม่อยู่ที่คนมอง อยู่ที่วิสัยทัศน์ของคนที่มาบริหารประเทศว่ามองเรื่องวิกฤตพลังงานในอนาคตแบบใด และเร่งด่วนหรือไม่

ซึ่ง รมว.พลังงาน ได้มาชี้แจงต่อสภาฯ ว่าเป็นนโยบายของรัฐบาลนี้ที่จะลดค่าครองชีพของประชาชนโดยไปจัดสรรขั้นบันไดของค่าไฟประชาชนแบบบ้านเรือนจะเสียค่าไฟลดลง ซึ่งเป็นร่มเดียวกัน ในการลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนโดยตั้งใจจะเปลี่ยนผ่านพลังงาน

นายเอกนิติพูดเสมอว่า จะเปลี่ยนรูปแบบพลังงาน จากพึ่งพาพลังงานฟอสซิล ลดลงให้มากที่สุด แล้วสนับสนุนพลังงานสะอาด เราเน้นไปที่พลังงานแสงอาทิตย์

โดยเรื่องของพลังงานในหลากหลายกระทรวงคงมีโครงการเข้ามา และหลังจากที่พ.ร.ก. ผ่านสภาฯ แล้ว ก็จะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อกลั่นกรองโครงการและจะทำให้รวดเร็วที่สุด เพื่อตอบโจทย์ในเรื่องการลดภาระการใช้พลังงานจากพลังงานฟอสซิล และเราไม่รู้ว่าในอนาคตจะเกิดวิกฤตแบบนี้อีกเมื่อไหร่หรือไม่ จึงเป็นโอกาสของประเทศที่จะเปลี่ยนถ่ายพลังงาน

ท่านถามว่าทำไมไม่ใช้งบประมาณในปี 70 ท่านก็รู้ดีว่างบปี 70 อยู่ในช่วงการเร่งรัดทำให้เสร็จทัน 1 ต.ค. 2569 เพื่อไม่ต้องใช้เงินพลางก่อน ฉะนั้น เมื่อเร่งทำให้เสร็จ แผนของการให้หน่วยงานต่างๆเสนอโครงการเข้ามาในงบปี 70 จะทำไม่ทัน

โดยวันที่ 1 พ.ค.ที่ผ่านมา สำนักงบประมาณได้ปิดให้หน่วยงานต่างๆ ส่งคำขอไปที่สำนักงบฯ แล้ว เมื่อไปดูไส้ในหน่วยงานได้ขอเกี่ยวกับเรื่องเปลี่ยนถ่ายพลังงานมากน้อยขนาดไหน ตนเชื่อว่าไม่มาก เพราะเวลาที่จำกัด จึงจำเป็นต้องใช้โอกาสนี้มาเปลี่ยนถ่ายพลังงานและสร้างความยั่งยืนในการใช้พลังงานสะอาดแทนพลังงานจากฟอสซิล

จากนั้น น.ส.ศิริกัญญา ถามคำถามสุดท้ายว่า ตนจัดสรรเวลาทั้ง 3 คำถามได้อย่างเท่ากัน แต่รัฐมนตรีมัวแต่ไปตอบคำถามที่ตนไม่ได้ถาม เพียงแค่อยู่ในโพยเลยหยิบมาตอบ ตนไม่ได้ถามเรื่องหนี้สาธารณะเลยด้วยซ้ำ ตนเข้าใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้มีเรื่องของเงินเฟ้อ ทำให้จีดีพีสูงขึ้นจากเงินเฟ้อ ทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะไม่ถึง 70 เปอร์เซ็นต์

นายภราดรให้ข้อมูลว่าการจะเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดนั้น ไม่ทันที่จะใส่ในงบปี 70 แสดงว่าการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดยังเป็นวุ้นอยู่เลย ยังไม่มีโครงการอะไรอยู่ในมือ เป็นแผนลอยๆ ขึ้นมาแล้วจะเป็นการตีเช็คเปล่าให้รัฐบาลไปใช้กลไกคณะกรรมการกลั่นกรองที่เต็มไปด้วยข้าราชการว่าโครงการใดจะได้ไปต่อ จึงถือเป็นการตีเช็คเปล่าให้ประชาชนต้องใช้หนี้

ดังนั้น จึงเป็นการคิดไปทำไป จึงไม่ได้สะท้อนเลยว่า หากไม่ทำวันนี้แล้วจะกระทบกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจแบบที่จะรับไม่ได้ พ.ร.ก.เราไม่ควรออกกันแบบพร่ำเพรื่อ เพราะการใช้อำนาจฝ่ายบริหารเป็น พ.ร.ก. ข้ามหัวสภา ที่สภาไม่ได้มีโอกาสได้ตรวจสอบและสอบถาม

ฉะนั้น จึงควรใช้อย่างระมัดระวังที่สุด ย้ำว่าหากต้องเยียวยานั้นพวกตนไม่ติด แต่ขอให้ออกน้อยกว่า 2 แสนล้านบาท หากจะนำไปทุ่มกับการทำคนละครึ่งถึง 1.2 แสนล้านบาท แต่นี่ 4 เดือนใช้หมด 2 แสนล้านบาท ตนคิดว่ามีโอกาสที่สงครามจะยืดเยื้อและจะไม่จบภายใน 4 เดือนแน่ๆ

แต่กระสุนจะไม่เหลือให้เราใช้สำหรับช่วยเหลือประชาชนแล้ว แถมกู้ใหม่ก็ไม่ได้แล้ว นี่คือเม็ดเงินสุดท้ายที่เราจะสามารถออกมาเป็นพ.ร.ก.ได้ เพราะนอกจากใกล้จะชนเพดานแล้ว ดอกเบี้ยก็ยังสูงขึ้นอีกด้วย

ทั้งนี้ แผนการใช้เงินไม่ชัด แผนการกู้เงินไม่แน่ใจถูกต้องหรือไม่ ที่ผ่านมาเราปล่อยให้รัฐบาลก่อนหน้านี้ กู้ กู้ กู้ กู้แบบนอกงบประมาณ ประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท กลายมาเป็นภาระที่ต้องใช้คืนทั้งต้นและดอกที่บดบังงบประมาณรายจ่ายประจำปีทุกปี

วันนี้เราต้องเข้มข้นและอยากถามกลับไปว่า แผนใช้หนี้จะเป็นอย่างไรในอนาคต ยังไม่มีความชัดเจนเลยว่าจะมีความสามารถใช้หนี้อย่างไร ต้องจัดเก็บรายได้อะไรอีกหรือไม่ การจัดเก็บภาษีจะต้องปรับเปลี่ยนอะไรหรือไม่

“ขอฝากไปยังรัฐบาลว่า อย่าเอาการเยียวยาประชาชนเป็นตัวประกัน แล้วมายัดไส้โครงการไม่เร่งด่วนเพียงเพื่อหวังผลอื่นใดหรือไม่ หากมีการยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ แล้วพบว่ามีปัญหาต่อการกู้ภายหลัง ก็ขออย่าเอาการเยียวยาของประชาชนเป็นตัวประกันหรือข้ออ้างเช่นนี้ เพราะรัฐบาลเองไม่ยอมแยกการเปลี่ยนผ่านพลังงานออกจาก พ.ร.ก.กู้เงิน ดังนั้น ไม่ว่าผลอะไรเกิดขึ้นรัฐบาลจำเป็นต้องรับผิดชอบ” น.ส.ศิริกัญญา กล่าว

นายภราดร กล่าวต่อว่า ข้อกล่าวหาเช็คเปล่า ตนคิดว่ารุนแรงเกินไป เพราะเราได้วางแผนอย่างรอบคอบในการเปลี่ยนถ่ายพลังงาน ถามว่าเร่งด่วนเพียงพอหรือไม่ ท่านบอกว่ารัฐบาลจะใช้ก้อนแรก 170,000 กว่าล้านบาท ภายใน 4 เดือน ถูกต้อง เพราะเราต้องการเยียวยาประชาชนในช่วงสั้นๆ ตรงนี้ ถ้าไม่เยียวยาตรงนี้แล้วจะไปเยียวยากันเมื่อไหร่ จะรอให้เกิดภาวะข้าวยากหมากแพงแล้วค่อยไปหาแนวทางเยียวยาแบบนั้นหรือ

ส่วนเรื่องแผนการกู้และแผนการใช้หนี้ของรัฐบาลจะดำเนินการแบบไหน เรื่องการกู้ แน่นอนว่ากู้เงินในประเทศ และดอกเบี้ยในการกู้ 4 แสนล้านบาท คาดว่า 1.3 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ถือว่าถูกมาก

โดยแผนการใช้หนี้ปกติเราไปตั้งในเงินงบประมาณปีถัดไป ตามปกติ 4 เปอร์เซ็นต์ของงบรายจ่าย ซึ่งในแต่ละปีเราก็ไปใช้เงินต้นประมาณ 150,000 ล้านบาท ส่วนดอกเบี้ยต่างหาก หลังจากนั้นก็ดำเนินการแบบนี้ นี่คือวิธีการที่เราบริหารจัดการหนี้ของรัฐบาลตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

“ย้ำว่าการกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ของรัฐบาลในครั้งนี้ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 มีเหตุผลความจำเป็นเร่งด่วน และวัตถุประสงค์หลักของรัฐบาล คือ การใช้เงิน 4 เดือนจากนี้ไป จะนำเงินทุกบาท ทุกสตางค์ ให้ถึงมือพี่น้องประชาชนอย่างแน่นอน” นายภราดร กล่าว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ศิริกัญญา ซัดรัฐบาล ออก พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน ยัดไส้ตีเช็คเปล่า ส่อขัด รธน.

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...