KGI มองต่างชาติขับเคลื่อนตลาดหุ้นไทย ดัน DW13 ครองมาร์เก็ตแชร์ 70% ตั้งเป้าออก DW ใหม่ 1,100 รุ่น
KGI ประเมินตลาดหุ้นไทยปี 69 ยังแกว่งตัวใกล้ระดับ 1,500 จุด ท่ามกลางแรงกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์ ราคาน้ำมัน และทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ แนะนักลงทุนจับตากระแสเงินทุนต่างชาติเป็นปัจจัยสำคัญในการลงทุน ส่งผลให้การซื้อขาย DW คึกคักต่อเนื่อง โดย DW13 ของ KGI ครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 70% พร้อมเดินหน้าขยายผลิตภัณฑ์ ตั้งเป้าออก DW ใหม่กว่า 1,100 รุ่นในปีนี้
12 พฤษภาคม 2569 นายเจนวิทย์ ชินกุลกิจนิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการฝ่ายธุรกิจตราสารอนุพันธ์ บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ทิศทางตลาดหุ้นไทยในปี 2569 ยังคงผันผวนจากปัจจัยภายนอกประเทศเป็นสำคัญ ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง
การปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมัน และแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งยังมีข้อจำกัดในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยภายในปีนี้ ส่งผลให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีแนวโน้มเคลื่อนไหวบริเวณระดับ 1,500 จุดต่อไปอีกระยะ
ทั้งนี้ นักลงทุนควรให้น้ำหนักกับการวิเคราะห์ทิศทางกระแสเงินทุนต่างชาติ หรือ Fund Flow มากกว่าปัจจัยพื้นฐานภายในประเทศ เนื่องจากภาพเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวได้สะท้อนผ่านระดับมูลค่าหุ้นที่อยู่ในระดับต่ำมาหลายปีแล้ว
ปัจจุบันตลาดหุ้นไทยซื้อขายที่อัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E) ราว 17 เท่า ซึ่งถือว่าต่ำเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นสหรัฐที่มี P/E อยู่ในช่วง 25-30 เท่า แม้ว่าหุ้นกลุ่มเทคโนโลยียังคงเป็นจุดดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากทั่วโลก แต่ในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยและเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง ข่าวลบเพียงเล็กน้อยก็อาจกระตุ้นแรงขายอย่างรุนแรง และทำให้เงินทุนบางส่วนไหลกลับเข้าสู่ตลาดที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า
“ตลาดหุ้นไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่มีความน่าสนใจจากระดับราคาที่ไม่แพงเมื่อเทียบกับต่างประเทศ รวมถึงมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลอยู่ในระดับที่จูงใจนักลงทุน” นายเจนวิทย์ กล่าว
ทั้งนี้ตลาดหุ้นไทยเริ่มต้นปีได้อย่างแข็งแกร่ง โดยดัชนี SET เคยปรับขึ้นไปแตะระดับ 1,500 จุด และให้ผลตอบแทนในกรอบประมาณ 15-20% ในช่วงต้นปี โดยแรงหนุนสำคัญมาจากความคาดหวังว่า FED จะเข้าสู่รอบการลดดอกเบี้ย อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ล่าสุดจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางและราคาน้ำมันที่สูงขึ้นได้เพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ทำให้โอกาสที่ FED จะปรับลดดอกเบี้ยในปีนี้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ภาวะตลาดที่ผันผวนดังกล่าวส่งผลให้การลงทุนผ่าน Derivative Warrant (DW) ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ DW ที่อ้างอิงดัชนี SET50 และหุ้นขนาดใหญ่ ภายใต้แบรนด์ “DW13” ของ KGI ซึ่งสามารถขยายส่วนแบ่งตลาดในหุ้นไทยขึ้นสู่ระดับ 70% ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
นายเจนวิทย์ กล่าวว่า นักลงทุนมีการใช้ DW อย่างหลากหลายมากขึ้น โดยในช่วงที่ดัชนีปรับตัวขึ้นเข้าใกล้ระดับ 1,500 จุด นักลงทุนจำนวนมากเลือกใช้ SET50 Put DW เพื่อป้องกันความเสี่ยงของพอร์ตหุ้น เปรียบเสมือน “โล่”
สำหรับการลงทุน ขณะที่ในช่วงที่ตลาดเคลื่อนไหวในกรอบแคบ นักลงทุนจะเน้นการซื้อขายสลับระหว่าง SET50 Call DW และ Put DW ภายในวัน พร้อมกำหนดจุด Stop Loss ทุกสิ้นวันเพื่อควบคุมความเสี่ยง
นอกจากนี้ ยังเริ่มเห็นนักลงทุนกลุ่มใหม่ที่ปรับใช้กลยุทธ์ Beyond Buy & Hold หรือการลงทุนเชิงรุกมากขึ้น โดยเลือกลงทุนใน DW ที่มีอัตราทดสูงมาก หรือ Extreme Leverage บนหุ้นรายตัวที่ราคาปรับฐานลงลึก แต่เริ่มมีสัญญาณว่าปริมาณการซื้อขายกลับเข้ามา และมีโอกาสฟื้นตัวแรง ซึ่งแม้จะมีความเสี่ยงสูง แต่ก็เปิดโอกาสในการสร้างผลตอบแทนในระดับสูงเช่นกัน
จากการสำรวจพฤติกรรมลูกค้า พบว่า นักลงทุนที่มีอายุมากกว่า 40 ปี ส่วนใหญ่นิยมลงทุนใน DW ที่อ้างอิงดัชนี เนื่องจากสามารถติดตามทิศทางตลาดผ่าน Fund Flow ได้ง่าย ขณะที่นักลงทุนรุ่นใหม่มักให้ความสนใจกับ DW ที่มีอัตราทดสูงมาก บางรายเลือกลงทุนในผลิตภัณฑ์ที่มีเลเวอเรจมากกว่า 10 เท่า โดยหุ้นอ้างอิงที่ได้รับความนิยมในช่วงที่ผ่านมา ได้แก่ HANA, IVL และ JMT
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันให้ DW13 ครองความเป็นผู้นำตลาด คือ ประสิทธิภาพในการดูแลสภาพคล่อง โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดเผชิญความผันผวนรุนแรง เช่น เหตุการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งทีมงานและระบบคอมพิวเตอร์ของ KGI ยังคงสามารถดูแลราคาและสภาพคล่องได้อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดความเชื่อมั่นในหมู่นักลงทุน
ในช่วงไตรมาส 1 ปี 2569 KGI ได้ออก DW แล้วประมาณ 300 รุ่น และเพิ่มเป็น 370 รุ่นนับจากต้นปีถึงปัจจุบัน
ตลอดระยะเวลา 17 ปีที่ผ่านมา KGI DW13 ยึดแนวคิด “Localized Standard” หรือการพัฒนาผลิตภัณฑ์และระบบให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของนักลงทุนไทย เช่น การพัฒนาเว็บไซต์ ThaiWarrant.com การกำหนดมาตรฐานตารางราคา DW และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง จนมีบทบาทสำคัญในการกำหนดมาตรฐานอุตสาหกรรม DW ของประเทศไทย
สำหรับปี 2569 KGI ตั้งเป้าสร้างสถิติใหม่ด้วยการออก DW มากกว่า 1,100 รุ่น โดยแบ่งเป็น DW อ้างอิงดัชนีในสัดส่วน 20% และ DW อ้างอิงหุ้นรายตัว 80% เพื่อรองรับการเติบโตของส่วนแบ่งตลาดและตอบสนองความต้องการของนักลงทุนที่มีกลยุทธ์หลากหลาย ทั้ง DW อัตราทดสูงเป็นพิเศษ และ DW ที่มีอายุยาว
ผลิตภัณฑ์ที่ยังได้รับความนิยมในปีนี้ ได้แก่ DW อ้างอิงดัชนี SET50 รวมถึง DW ที่อ้างอิงหุ้นในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เช่น DELTA, HANA และ KCE รวมถึงหุ้นในกลุ่มน้ำมันและโรงกลั่น
ปัจจุบันมูลค่าการซื้อขาย DW ในตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ประมาณ 2,000 ล้านบาทต่อวัน โดยมีผู้ให้บริการหลักราว 4-5 ราย และมีนักลงทุนที่ซื้อขายอย่างสม่ำเสมอเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดย DW อ้างอิงหุ้นรายตัวส่วนใหญ่มีอายุประมาณ 6 เดือน ขณะที่ DW อ้างอิงดัชนี SET50 จะมีอายุเฉลี่ยประมาณ 3-4 เดือน
“KGI ยังคงเชื่อมั่นว่าจะสามารถรักษาความเป็นผู้นำในตลาด DW ได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมมีบทบาทสำคัญในการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรม และรองรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินรูปแบบใหม่ในอนาคต ภายใต้กรอบที่หน่วยงานกำกับดูแลเปิดให้ดำเนินการได้” นายเจนวิทย์ กล่าว