MINT กำไรไตรมาสแรก 649 ล้านบาท โต 56% ท่องเที่ยวฟื้น บริหารต้นทุนหนุนผลงานแกร่ง
MINT กำไรไตรมาส 1/69 พุ่ง 56% แตะ 649 ล้านบาท กำไรหลักจากการดำเนินงานโต 189% อานิสงส์ท่องเที่ยวทั่วโลก โดยเฉพาะยุโรป ไทย และมัลดีฟส์ บริหารต้นทุนและงบดุลอย่างมีวินัย เดินหน้าขยายธุรกิจโรงแรม-ร้านอาหารผ่านโมเดล Asset-Light
วันที่ 13 พ.ค.2569 บมจ.ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 แข็งแกร่ง โดยมีกำไรหลักจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 189% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน อยู่ที่ 145 ล้านบาท เทียบกับ 50 ล้านบาทในไตรมาส 1 ปี 2568 แม้ไตรมาสแรกจะเป็นช่วงนอกฤดูกาลของธุรกิจโรงแรมในยุโรปตามฤดูกาล
ขณะที่กำไรสุทธิตามงบการเงินเพิ่มขึ้น 56% อยู่ที่ 649 ล้านบาท ได้รับแรงหนุนจากผลกระทบเชิงบวกจากอัตราแลกเปลี่ยน สะท้อนความแข็งแกร่งของแพลตฟอร์มธุรกิจระดับโลก ความต้องการเดินทางที่ยังเติบโตต่อเนื่อง รวมถึงการควบคุมต้นทุนและบริหารงบดุลอย่างมีประสิทธิภาพ
MINT ระบุว่า แม้ยังเผชิญความไม่แน่นอนจากปัจจัยเศรษฐกิจโลกและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งในอิหร่าน แต่ธุรกิจยังได้รับแรงสนับสนุนจากความแข็งแกร่งของแบรนด์ ช่องทางการขายตรง โปรแกรมสมาชิก และการดำเนินงานอย่างมีวินัย ขณะเดียวกันต้นทุนทางการเงินที่ลดลงยังช่วยเสริมความสามารถในการทำกำไร
ด้านธุรกิจโรงแรม ภายใต้ Minor Hotels ยังคงรักษาโมเมนตัมการเติบโตได้ต่อเนื่อง โดยผลขาดทุนตามฤดูกาลลดลงเหลือ 501 ล้านบาท จาก 595 ล้านบาทในปีก่อน ขณะที่ผลขาดทุนสุทธิตามงบการเงินลดลงเหลือ 107 ล้านบาท จาก 228 ล้านบาท
จุดเด่นสำคัญมาจากการเติบโตของรายได้เฉลี่ยต่อห้องต่อคืน (RevPar) ในหลายภูมิภาค ทั้งยุโรปและอเมริกาที่เติบโต 7% ประเทศไทยเติบโต 15% และมัลดีฟส์เติบโต 9% จากอุปสงค์การท่องเที่ยวที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะตลาดยุโรปและนักท่องเที่ยวระยะไกล
ในไตรมาสที่ผ่านมา ไมเนอร์ โฮเทลส์ ยังเดินหน้ากลยุทธ์ Asset-Light อย่างต่อเนื่อง ผ่านการเปิดโรงแรมใหม่ในประเทศไทย โอมาน โครเอเชีย และสโลวีเนีย รวมถึงลงนามข้อตกลงบริหารโรงแรมเพิ่มเติมในหลายประเทศ อาทิ สหรัฐฯ อินเดีย อียิปต์ และออสเตรเลีย ภายใต้แบรนด์ Anantara และ Avani
นอกจากนี้ บริษัทยังเร่งลงทุนด้านดิจิทัลและ AI ผ่านการพัฒนาแพลตฟอร์มข้อมูลระดับโลก ซึ่งมีกำหนดเปิดตัวในปี 2569 เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้าและเพิ่มประสิทธิภาพเชิงพาณิชย์ในทุกแบรนด์
ส่วนธุรกิจอาหาร ภายใต้ Minor Food ยังคงรักษาผลประกอบการได้แข็งแกร่ง โดยกำไรหลักจากการดำเนินงานอยู่ที่ 646 ล้านบาท แม้เผชิญการแข่งขันและกำลังซื้อที่ชะลอตัวในหลายตลาด
แบรนด์สำคัญอย่าง GAGA, Bonchon, Dairy Queen, Swensen’s และ Burger King ยังคงสร้างการเติบโตของยอดขายสาขาเดิมได้ดี จากการพัฒนาสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง
นาย ดิลลิป ราชากาเรีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม MINT กล่าวว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของธุรกิจ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะตลาดยุโรปที่ยังมีแนวโน้มการจองล่วงหน้าที่ดี
นายดิลลิป กล่าวอีกว่า บริษัทจะยังคงมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน การเสริมความแข็งแกร่งของอัตรากำไร และการบริหารงบดุล พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์ Asset-Light (โมเดลธุรกิจที่ “ลงทุนถือครองสินทรัพย์เองน้อย” แต่ใช้วิธีบริหาร จ้างบริหาร หรือทำแฟรนไชส์แทน) เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
ทั้งนี้ ไมเนอร์ โฮเทลส์ ตั้งเป้าลงนามสัญญารับจ้างบริหารโรงแรม (HMA) ราว 30 สัญญาในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ขณะที่ไมเนอร์ ฟู้ด เดินหน้าขยายสาขาร้านอาหารต่อเนื่อง โดยเปิดร้านใหม่เกือบ 20 สาขาในไตรมาสแรก ตอกย้ำศักยภาพการเติบโตทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง