ทำไมน้ำมันขาดตลาด กับ แนวคิดปฏิรูปโครงสร้างธุรกิจพลังงาน
21 มีนาคม 2569 - ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา อาจารย์ประจำวิชาความปลอดภัยทางไซเบอร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม เผยแพร่ความเห็นเรื่อง "ทำไมน้ำมันขาดตลาด กับ แนวคิดปฏิรูปโครงสร้างธุรกิจพลังงาน" มีเนื้อหาดังนี้
ผมขอชวนทุกท่านย้อนกลับไปในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ทุกท่านคงจะเห็นภาพคิวรถต่อแถวยาวหน้าปั๊มน้ำมันได้สร้างความตื่นตระหนกและความกังวลให้กับทั้งประชาชนและภาคธุรกิจอย่างกว้างขวาง จนเกิดคำถามสำคัญว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญ “วิกฤตน้ำมันขาดแคลน” จริงหรือไม่ หรือแท้จริงแล้ว นี่คือภาพสะท้อนของความผิดปกติชั่วคราวในระบบเศรษฐกิจที่เกิดจากพฤติกรรมของตลาดและความตื่นตระหนกของสังคมมากกว่าปัญหาการขาดแคลนทรัพยากร หากพิจารณาจากข้อมูลย้อนหลัง 5 ปี จะพบว่าการใช้น้ำมันดีเซลของไทยเคยเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบที่ค่อนข้างคงที่ และไม่เคยปรับเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในระยะเวลาอันสั้นเช่นนี้มาก่อน
คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า “น้ำมันขาดตลาดหรือไม่” แต่คือ “ระบบกำลังรับมือกับความต้องการที่พุ่งขึ้นผิดจังหวะได้ดีเพียงใด” และเราจะเปลี่ยนวิกฤตความเชื่อมั่นครั้งนี้ให้กลายเป็นโอกาสในการยกระดับระบบพลังงานของประเทศได้อย่างไร
1) ข้อมูลการใช้น้ำมันดีเซลย้อนหลัง 5 ปีก่อนช่วงวิกฤต กับ สาเหตุทำไมน้ำมันขาดตลาด
จากข้อมูลของ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ. / EPPO) ที่ผมตรวจสอบได้ มีตัวเลขดังนี้
- ปี 2564 การใช้น้ำมันกลุ่มดีเซลเฉลี่ย 63.16 ล้านลิตร/วัน
- ปี 2565 การใช้น้ำมันกลุ่มดีเซลเฉลี่ย 73.08 ล้านลิตร/วัน
- ปี 2566 การใช้น้ำมันดีเซลเฉลี่ย 68.9 ล้านลิตร/วัน
- ปี 2567 การใช้น้ำมันดีเซลเฉลี่ย 68.8 ล้านลิตร/วัน
- ปี 2568 (6 เดือนแรก) การใช้น้ำมันดีเซลเฉลี่ย 69.8 ล้านลิตร/วัน และ ไตรมาส 1/2568 อยู่ที่ 71 ล้านลิตร/วัน
สรุปแบบไม่อ้อมค้อมนะครับ คือ ฐานการใช้ดีเซลของไทยก่อนวิกฤตอยู่แถวปลาย 60 ถึงต้น 70 ล้านลิตร/วัน โดยปี 2565 สูงเป็นพิเศษจากการฟื้นตัวหลังโควิด ส่วนปี 2566–ครึ่งแรก 2568 อยู่ค่อนข้างนิ่งแถว 68.8–69.8 ล้านลิตร/วัน
แต่ในช่วงวิกฤตหลังวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ถึง ปัจจุบัน นายกรัฐมนตรีระบุว่าการใช้ดีเซลจากภาวะปกติราว 67 ล้านลิตร/วัน กระโดดเป็น 84 ล้านลิตร/วัน ขณะที่รัฐบาลและผู้ค้าน้ำมันยืนยันว่าไทยยังมีน้ำมันใช้ได้อีกประมาณ 96 วัน และปัญหาหน้าปั๊มจำนวนมากเกิดจากความต้องการพุ่งและการขนส่งไม่ทัน ไม่ใช่การขาดแคลนน้ำมันดิบทั้งระบบ
2) อ่านข้อมูลอย่างไร
ระบบปัจจุบันในภาวะปกติ “ทำงานได้” เพราะข้อมูลย้อนหลัง 5 ปีชัดว่า ประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอ ใช้ได้ต่อเนื่อง 60–70 ล้านลิตร/วัน คนไม่ได้แห่ล้นแบบที่เห็น แปลว่า โครงสร้างหลัก (นำเข้า–โรงกลั่น–คลัง–ปั๊ม) ไม่ได้พัง แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นความต้องการพุ่งผิดปกติหลังข่าวสงครามตะวันออกกลางกระทบระบบขนส่งน้ำมันทางทะเล ข่าวราคาน้ำมันจะพุ่ง ข่าวน้ำมันจะขาดเข้าถึงหูประชาชน
เมื่อคนแห่ออกไปเติมน้ำมัน ปัญหาอยู่ที่ “การไหลของระบบ” ไม่ใช่ “ตัวระบบ”
เปรียบง่าย ๆ คือ ระบบน้ำมันไทย คือ ท่อส่งน้ำ วันนี้มีน้ำในท่อ แต่ “ไหลไม่ทันเพราะคนเปิดก๊อกพร้อมกัน” ถ้าไป “รื้อท่อทั้งระบบ”จะเสียเวลาและเสี่ยงพังทั้งระบบ แต่ถ้า คนใช้ตื่นตระหนกบ้างก็เพิ่มแรงดันและกระจายน้ำให้ดี” ปัญหาจะหายในไม่ช้า
3) สาเหตุการใช้พุ่งสามารถแยกสัดส่วนอย่างไร
ตรงนี้ต้องพูดตรง ๆ นะครับว่า ไม่มีฐานข้อมูลสาธารณะที่แยกสาเหตุออกมาเป็นตัวเลขทางการแบบร้อยละต่อร้อยละ ดังนั้นสัดส่วนต่อไปนี้เป็น การประมาณเชิงวิเคราะห์ จาก 4 ชุดข้อมูลประกอบกัน คือ
- ฐานการใช้ดีเซลย้อนหลังของ สนพ.
- คำยืนยันของรัฐว่ามีน้ำมันพอ แต่เกิดการเร่งเติม
- รายงานภาคสนามว่าปั๊มบางแห่งขนส่งไม่ทัน/ปิดเป็นช่วง
- ข้อมูลว่าปั๊มไม่มีแบรนด์และปั๊มชุมชนจำนวนมากได้รับผล ทำให้รถไหลไปรวมที่ปั๊มใหญ่ที่มีแบรนด์
กรอบประมาณการสัดส่วนของแต่ละสาเหตุของผม มี 4 สาเหตุทำยอดใช้น้ำมันพุ่ง ทำน้ำมันขาดตลาด คือ
- ความตื่นตระหนกของประชาชนและการเร่งเติมล่วงหน้า: ประมาณ 45–55% ของยอดพุ่ง
เหตุผลคือรัฐบาลเองชี้ว่าคนใช้จาก 67 เป็น 84 ล้านลิตร/วันเพราะความกังวล และหลายพื้นที่มีการจำกัดยอดเติม/คิวหน้าปั๊มซึ่งเป็นอาการคลาสสิกของความต้องการซื้อจากความกลัว (panic demand) มากกว่าการใช้จริง - การสำรองเพิ่มของผู้ประกอบการขนส่ง/ธุรกิจ/ฟลีทรถ: ประมาณ 20–25%
เมื่อราคาน้ำมันเสี่ยงขึ้นและการส่งมอบไม่แน่นอน ธุรกิจขนส่งและผู้ใช้รายใหญ่มีแรงจูงใจเติมถังเต็มหรือเพิ่มสต๊อกใช้งาน ซึ่งดันยอดขายวันต่อวันขึ้นเร็วกว่าการใช้งานปลายทางจริง - คอขวดโลจิสติกส์และการกระจุกตัวของความต้องการ: ประมาณ 15–25%
สื่อภาคสนามรายงานว่าปั๊มไม่มีแบรนด์และปั๊มชุมชนจำนวนมากไม่มีน้ำมัน ทำให้รถจำนวนมากไหลไปยังสถานีแบรนด์หลัก ขณะเดียวกันรัฐยืนยันว่าติดปัญหาการขนส่งจากคลังไปสถานีบริการไม่ทัน นี่ทำให้ “ยอดขายบางจุด” พุ่งแรง และสะท้อนเป็นภาพน้ำมันขาดแม้ระดับประเทศยังมีน้ำมันเพียงพอ - ความต้องการจริงจากเศรษฐกิจ/ฤดูกาล/การเดินทางและอื่น ๆ: ประมาณ 5–10%
ฐานก่อนวิกฤตของไทยอยู่ราว 69–70 ล้านลิตร/วัน และครึ่งแรกปี 2568 ยังอยู่ระดับนี้ จึงพอมีส่วนจากกิจกรรมเศรษฐกิจจริง แต่ไม่มากพอจะอธิบายการกระโดดขึ้นไป 84 ล้านลิตร/วันได้ด้วยตัวเอง
ถ้าจะพูดให้สั้นที่สุด ผมพบว่ายอดการซื้อน้ำมันพุ่งและน้ำมันขาดตลาดรอบนี้ส่วนใหญ่ไม่ได้มาจาก “ใช้จริงเพิ่ม” แต่ที่เพิ่มและน้ำมันขาดตลาดมีสาเหตุมาจาก “เร่งเติม + สำรองเพิ่ม + ขนส่งไม่ทัน”
4) วิเคราะห์ผลกระทบลูกโซ่ต่อระบบเศรษฐกิจ ปัญหานี้อันตรายตรงที่มันไม่ได้จบแค่ “หน้าปั๊ม” แต่ลามเป็นลูกโซ่ได้ อย่างแรกคือ ต้นทุนขนส่ง ดีเซลเป็นต้นทุนหลักของรถบรรทุก โลจิสติกส์ และการกระจายสินค้า เมื่อหน้าปั๊มไม่แน่นอน ผู้ประกอบการต้องเผื่อเวลา วิ่งหาเชื้อเพลิง และรับต้นทุนสต๊อกเพิ่ม ต้นทุนนี้จะถูกผลักไปยังสินค้าอุปโภคบริโภคในที่สุด อย่างที่สองคือ เงินเฟ้อและค่าครองชีพ สภาพัฒน์ฯ ตามที่ไทยพีบีเอสรายงาน ระบุว่าทุกการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล 1 บาท/ลิตร อาจฉุด GDP ไทยราว 0.03% หรือประมาณ 5,000 ล้านบาทจากยอด GDP ของประเทศไทยที่ประมาณ 17 ล้านล้านบาท GDPที่ถูกฉุดลงหลายพันล้านบาทนั้นอาจเกิดขึ้นได้บนเงื่อนไขว่าไม่มีมาตรการใด ๆ จากภาครัฐเข้ามาจัดการเรื่องนี้และราคาน้ำมันที่สูงขึ้นต่อเนื่องเสี่ยงดันเงินเฟ้อสูงด้วย
ในขณะที่ อย่างที่สามคือ แรงกดดันต่อกองทุนน้ำมันและการคลัง ไทยพีบีเอสรายงานว่ารัฐต้องใช้งบอุดหนุนจำนวนมากเพื่อพยุงราคาและนี่หมายความว่าถ้าวิกฤตยืดเยื้อ ภาระทางการคลังจะสูงขึ้นและพื้นที่นโยบายจะหดลง และอย่างที่สี่คือ ความเชื่อมั่นของประชาชนและธุรกิจ เมื่อคนเห็นภาพปั๊มจำกัดการเติมหรือปิดเป็นช่วง ๆ จะเกิดแรงกระตุ้นทางจิตวิทยาให้เกิดพฤติกรรมรีบเติมน้ำมันกันมากขึ้น ปัญหาจึงยิ่งขยายตัวเอง วิกฤตรอบนี้จึงเป็นทั้งวิกฤตพลังงานและวิกฤตความเชื่อมั่นพร้อมกัน
5) สรุป สาเหตุแท้จริง ทำให้คนทั้งประเทศคิดว่า น้ำมันหมด
ปัญหาหลักของไทยตอนนี้ไม่ใช่ “น้ำมันหมดประเทศ” แต่คือ “ความต้องการพุ่งผิดจังหวะ + คอขวดการกระจาย + ความกลัวของสังคม” ซึ่งกำลังเปลี่ยนปัญหาโลจิสติกส์ระยะสั้นให้กลายเป็นแรงกดดันต่อเงินเฟ้อสูงขึ้น ค่าครองชีพเพิ่มและความเชื่อมั่นที่หายไปกระทบเป็นลูกโซ่มาทำลายเงินในกระเป๋าของประชาชนและระบบเศรษฐกิจโดยรวมของชาติ
6) ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย สิ่งที่ควรทำมี 3 ชั้น และต้องทำพร้อมกัน
ชั้นที่ 1: ดับความตื่นตระหนก หยุดอารมณ์สังคม ใช้ความจริงคุมเกม รัฐบาลควรเปิด ตัวเลขรายวัน ให้ประชาชนเห็นพร้อมกันทั้งประเทศ เช่น ปริมาณสำรอง น้ำมันที่ส่งเข้าระบบปริมาณใช้จริงเทียบกับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 30 วันเพราะเมื่อข้อมูลจริงออกมาทุกวัน ข่าวลือจะอ่อนแรงลงเอง
ชั้นที่ 2: แก้คอขวดการกระจาย (นายกรัฐมนตรีได้ประกาศแก้เรื่องนี้แล้ว) ต้องเร่งคลายข้อจำกัดโลจิสติกส์ เช่น ขยายรอบเวลาขนส่งน้ำมัน เปิดทางให้รถขนส่งวิ่งได้มากขึ้น จัดลำดับความสำคัญการส่งน้ำมันให้พื้นที่เสี่ยงและปั๊มชุมชนก่อน และติดตามสถานะคลัง–รถ–ปั๊มแบบเรียลไทม์ เพราะภาครัฐเองยอมรับแล้วว่าปัญหาหน้าปั๊มจำนวนมากมาจาก “ขนส่งไม่ทัน”
ชั้นที่ 3: ตัดแรงจูงใจกักตุน ควรแยกให้ชัดระหว่าง ประชาชนที่ตื่นตระหนก ผู้ประกอบการที่สำรองเชื้อเพลิงตามธุรกิจ ผู้ค้าที่จงใจกักตุนเพื่อกำไร กลุ่มหลังนี้ต้องใช้กฎหมายจัดการให้เร็วและเปิดผลคดีเป็นตัวอย่างเป็นข่าวใหญ่ ส่วนสองกลุ่มแรกต้องใช้การสื่อสารและการบริหารคิว ไม่ใช่ใช้แต่การลงโทษ เพราะถ้ารัฐสื่อสารผิด คนจะยิ่งแห่เติมมากขึ้น
7) ข้อเสนอแนะเชิงเศรษฐกิจเพิ่มเติม ควรมีมาตรการสนับสนุนค่าครองชีพเฉพาะสำหรับกลุ่มที่ดีเซลเป็นต้นทุนตรง หรือ เรียกว่ากลุ่มเปราะบาง เช่น รถบรรทุก รถโดยสารสาธารณะ เกษตรกร และไรเดอร์ เพราะกลุ่มนี้เป็นตัวผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้าและบริการ ถ้าปล่อยให้ต้นทุนกลุ่มนี้แกว่งแรง ผลกระทบจะลามไปถึงค่าครองชีพของทั้งประเทศเร็วมาก
อีกด้านหนึ่ง รัฐควรเร่งมาตรการลดการพึ่งพาดีเซลบางส่วน เช่น การปรับสัดส่วนไบโอดีเซลและการผลักผู้ใช้บางกลุ่มไปยังเชื้อเพลิงทดแทนที่เหมาะสม ซึ่งกระทรวงพลังงานเริ่มคิดในทางนี้แล้ว โดยประเมินว่าการเพิ่มส่วนผสมไบโอดีเซลช่วยลดการใช้ดีเซลฐานได้ราว 1.2 ล้านลิตร/วัน
8) ข้อสรุปสุดท้าย ข้อมูลย้อนหลัง 5 ปีชี้ชัดว่า ฐานปกติของไทยอยู่แถว 63–73 ล้านลิตร/วัน และในช่วงล่าสุดก่อนวิกฤตอยู่ราว 69–70 ล้านลิตร/วัน ไม่ใช่ 80 กว่าล้านลิตร/วัน การพุ่งขึ้นครั้งนี้จึงควรมองว่าเป็น ความต้องการที่ผิดปกติจากความกลัวและการกระจายที่สะดุดมากกว่าจะเป็นการใช้จริงของเศรษฐกิจทั้งระบบ
กล่าวโดยสรุปนะครับ “น้ำมันของประเทศยังไม่หมด แต่ถ้าปล่อยให้ความกลัววิ่งเร็วกว่ารถขนน้ำมัน ปัญหาหน้าปั๊มจะลามเป็นปัญหาเงินเฟ้อ ค่าครองชีพ และความเชื่อมั่นทั้งระบบ ผลที่ตามมาคือ เรากำลังทำร้ายตัวเราเองและประเทศชาติทั้งระบบด้วยความกลัวและความตื่นตระหนก”
ข้อเสนอแนะในการก้าวต่อไปคือ คำถามที่ท้าทายอย่างยิ่งในจังหวะนี้ว่า ประเทศไทยควรปฏิรูปโครงสร้างธุรกิจน้ำมันหรือไม่ สำหรับผมแล้ว คำตอบคือ ควรปรับ ไม่ใช่รื้อทั้งระบบ” เพราะถ้าปฏิรูปผิดจุดจะทำให้ตลาดเสียสมดุลมากกว่าเดิม เพราะระบบปัจจุบัน “ทำงานได้” ในภาวะปกติ ดูจากข้อมูลย้อนหลัง 5 ปีชัดว่า ประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอใช้ได้ต่อเนื่อง 60–70 ล้านลิตร/วัน แปลว่า โครงสร้างหลัก (นำเข้า–โรงกลั่น–คลัง–ปั๊ม) ไม่ได้พัง
แต่เมื่อปัญหาที่เกิดขึ้นจากวิกฤตสงครามตะวันออกกลางส่งผลให้เกิดความตื่นตระหนก การเติมเผื่อทั้งส่วนบุคคลและธุรกิจ และการกักตุนเก็งกำไรธุรกิจส่งผลทำให้ยอดการใช้พุ่งเป็น 84 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้น 14 ล้านลิตรต่อวัน ปัญหาจึงอยู่ที่ “การไหลของระบบ” ไม่ใช่ “ตัวระบบ” เปรียบง่าย ๆ ว่า ระบบน้ำมันไทยเป็นท่อส่งน้ำ วันนี้มีน้ำ แต่ “ไหลไม่ทันเพราะคนเปิดก๊อกพร้อมกัน” ดังนั้นถ้าไป “ปฏิรูปและรื้อท่อทั้งระบบ” จะเสียเวลาและเสี่ยงพังทั้งระบบแต่ถ้าเพิ่มแรงดันน้ำ กระจายน้ำให้ดีและเราสื่อสารเร็วและชัดเจน ลดความตื่นตระหนก ปัญหาที่เห็นกันวันนี้จะหายในไม่ช้า